cover

ในช่วงสัปดาห์กว่าๆ ที่ผ่านมามีประเด็นฮอตในโลกโซเชียลที่มีการพูดถึงกันในวงกว้าง เมื่อแฟนเพจรายหนึ่งได้หยิบยกข้อความจากทวิตเตอร์ที่เผยความรู้สึกว่าชอบความรักในยุค 90s ที่ต้องใช้ความพยายามรอคอยจนกว่าจะถึงเวลา 23.00 น. เพื่อใช้โปรโมชั่นจากค่ายโทรศัพท์ที่สามารถโทรฟรีได้ตั้งแต่ 5 ทุ่มยันตี 5 ต่างจากยุคนี้ที่ส่งไลน์ปุ๊บก็ได้อ่านทันที

อ่านคร่าวๆ อาจไม่รู้สึกแปลกอะไร แต่มันกลับกลายเป็นกระแสดราม่าไปทั่วโซเชียลมีเดียไปเสียแล้ว เริ่มจากวัยรุ่นในยุค 90s ตัวจริงที่ออกมาแอนตี้เจ้าของบัญชีทวิตเตอร์รายดังกล่าว (ที่เขาว่ากันว่า “เกิด” ในยุค 90s) ซึ่ง “วอนนาบี” อยากกลับไปใช้ชีวิตในยุค 90s แต่ดันให้ข้อมูลแบบผิดๆ โดยเฉพาะเรื่องโปรโมชั่นโทรฟรีที่ส่วนมากจะออกมายืนยันว่า อยู่ในช่วงหลังปี 2000 แน่ๆ แถมยังมีกระทู้จากเว็บไซต์ Pantip มาเพิ่มเชื้อไฟให้ปะทุมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อคนยุค 90s บางคนเข้ามาแสดงทรรศนะในเชิง “ข่ม” ว่ายุคดังกล่าวเต็มไปด้วยความ “คูล” ที่ไม่เหมือนยุคนี้ และแน่นอนว่าต้องมีคนออกมาแอนตี้กลุ่มคนดังกล่าวไปอีกทอดหนึ่ง เหมือนวัฏจักรสังคมโซเชียลที่วนไปวนมาอย่างนี้แทบทุกเรื่องราวในสังคม เรื่องการโหยหาอดีตซึ่งเป็นเรื่องปกติของอุตสาหกรรมวัฒนธรรม (ลองย้อนคิดดูว่ายุค 20s-80s มีการโดนรีไซเคิลอยู่ตลอดเวลามาช้านาน) กลายเป็นประเด็นถกเถียงในช่องคอมเมนต์กันอย่างมันมือ

กระแสวอนนาบียุค 90s จึงกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ท่ามกลางข้อสงสัยที่ว่า เด็กในยุคสมัยนี้อยากกลับไปใช้ชีวิตในยุคนั้นจริงๆ ยุคนั้นดีกว่ายุคอื่นจริงๆ หรือเป็นเพียงกระแสที่ผ่านเข้ามา และจะผ่านไปเหมือนดังเคยกันแน่?

 

เสน่ห์จากปากไอคอนยุค 90s

ก่อนที่ บิลบอร์ด ไทยแลนด์ จะร่ายยาวถึงประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เราคงต้องทำความเข้าใจสักเล็กน้อยว่า “วัยรุ่นยุค 90s” นั้นน่าจะบ่งบอกถึงคนที่ใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นในช่วงระหว่างปี 1990-1999 นั่นหมายความว่า บุคคลที่จะเรียกตัวเองได้เต็มปากว่าเป็น “คนยุค 90s” จะต้องลืมตามาดูโลกในช่วงปี 1975-1987 โดยเฉลี่ยนั่นเอง การที่ใครสักคน “เกิด” ในยุค 90s นั่นเท่ากับว่าคุณอาจจะยังเด็กไปที่จะซึมซับความเป็น 90s จริงๆ

หากจะย้อนเวลากลับไปสู่ยุค 90s ก็ต้องบอกกันตามตรงว่าเป็นอีกหนึ่งยุคที่โลกของเราเต็มไปด้วยปรากฏการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นด้านดนตรี ศิลปะ แฟชั่น หรือแม้กระทั่งเรื่องของวัฒนธรรม กลายเป็นเสน่ห์ที่คนยุค 90s บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าคุณตกหลุมรักยุค 90s แล้วล่ะก็… คงจะถอนตัวจากความหลงใหลนั้นได้ยาก

ในด้านดนตรีนั้นไม่ว่าจะเป็นแขนงร็อค ฮิปฮอป หรือป๊อปมีวิวัฒนาการที่ค่อนข้างเห็นได้ชัดทั้งไทยและเทศ ฮิปฮอป 90s ตอนนี้ขึ้นแท่นเป็น “old school hip hop” ไปแล้ว โดยมีบีต มีจังหวะ และสไตล์การแร็พที่ชัดเจนแน่นอนว่ามาจากยุค 90s บอยแบนด์ เกิร์ลแบนด์ มีให้เห็นเต็มตลาด ในขนาดสายร็อคเห็นชัดเจนมากว่าลบล้างแนวทางที่มีมาโดย Nirvana เป็นหัวหอกเตะแฮร์แบนด์และไมเคิล แจ๊คสันกระเด็นตกจากอันดับหนึ่งชาร์ตบิลบอร์ดมาแล้ว

ธนชัย อุชชิน หรือ ป๊อด Moderndog ผู้ซึ่งเปรียบเสมือนไอคอนในยุค 90s ของแวดวงดนตรีเมืองไทย ผู้ซึ่งนำดนตรีอัลเทอร์เนทีฟมาแนะนำให้คอดนตรีทั้งหลายได้มีโอกาสเปิดโลกทัศน์มากยิ่งขึ้นกล่าวกับเราว่า

“ยุค 90s เป็นยุคที่เกิดทางเลือกใหม่ๆ สำหรับวงการเพลง คำว่า อัลเทอร์เนทีฟ ก็คือ ‘ทางเลือก’ เราสร้างทางเลือกใหม่จากยุค 80s ที่ผ่านมา วง Moderndog ก่อตั้งตอนปี 1992 (ไปประกวด Coke Music Awards) ออกอัลบั้มแรก เสริมสุขภาพ ในอีกสองปีหลังจากนั้น และอัลบั้ม คาเฟ่ ก็มาตอนปี 1997 มันจึงเป็นยุคแห่งการผลิตผลงานของผม และนอกจากเรื่องดนตรี มันมีเรื่องของการฉีกกรอบ ความขบถ แหวกออกจากขนบเก่าๆ อย่างก่อนหน้านี้ทุกคนจะใส่เสื้อตัวใหญ่ๆ ยุค 90s ก็จะเป็นยุคแรกที่ผู้ชายหันมาใส่เสื้อตัวเล็กๆ พอดีตัว หรือแม้กระทั่งเกิดสิ่งที่เรียกว่า Anti-Fashion ขึ้น อย่างผมก็เอาชุดเนตรนารีหรือโสร่งมาใส่บนเวทีคอนเสิร์ต”

01
02

บุคคลในแวดวงดนตรีอีกหนึ่งคนที่ในช่วงยุค 90s เขาเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยนั่นก็คือ ดีเจ.นอร์ – วีระยศ เตยะราชกุล แห่งสถานีวิทยุออนไลน์ Cat Radio อย่างที่รู้กัน ดีเจ.นอร์ ยังเคยเป็นสมาชิกวง Crub วงรุ่นแรกของวงการอัลเทอร์ไทยอีกหนึ่งวง ซึ่งเขาก็มาเล่าสู่กันฟังถึงเรื่องราวรายละเอียดปลีกย่อยของวัฒนธรรมดนตรีในยุคนั้นให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น “เมื่อก่อนดนตรีจะแยกแนวชัดเจน ร็อค ป๊อป โซล อาร์แอนด์บี หรืออะไรก็ตามแต่ แต่พอมาถึงยุค 90s เริ่มมีการผสมผสานหลากหลายแนวดนตรีเข้าด้วยกัน อินดี้อาจอยู่กับอิเล็กทรอนิกส์ ฮิปฮอปในบางทียังมีร็อคเข้ามาผสม มันจึงเกิดความแปลกแหวกแนว ความไม่เหมือนใครอยู่ในนั้น และทุกคนก็พยายามหาคาแรกเตอร์ของตัวเองมากขึ้น”

หากจะกล่าวว่าความเปลี่ยนแปลงในแวดวงดนตรีโลกในยุค 90s เป็นสิ่งที่มองเห็นและสัมผัสได้อย่างชัดเจนที่สุดก็คงไม่ผิดนัก แต่มนต์เสน่ห์ในยุคนั้นก็ไม่ได้มีเพียงเรื่องดนตรีเท่านั้น และ หมู – นนทวัฒน์ เจริญชาศรี หัวเรือใหญ่แห่ง Ductstore บริษัทออกแบบที่นักสร้างสรรค์รู้จักกันเป็นอย่างดีก็เสริมในประเด็นนี้ได้อย่างน่าสนใจ

“ผมก็คงเหมือนกับใครอีกหลายๆ คนที่ดนตรีได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิต ทั้งอัลเทอร์เนทีฟ โมเดิร์นร็อค บริตป็อป หรือกรันจ์ จากทั้งฝั่งอังกฤษและอเมริกาที่กลายเป็นกระแสของโลก ชีวิตของผมขับเคลื่อนด้วยดนตรี และดนตรีนำพาผมไปสนใจในวัฒนธรรมอื่นๆ ทั้งแฟชั่นหรือศิลปะ แล้วในยุค 90s มีครีเอเตอร์เกิดขึ้นมากมาย ฝั่งกราฟิกดีไซน์ก็มี เดวิด คาร์สัน ฝั่งสถาปนิกก็นำมาโดย ซาฮา ฮาดิด หรือ ปีเตอร์ ไอเซนมาน ส่วนสายแฟชั่นต้องยกให้ กอม เดส การ์ซอง หรือ อเล็กซานเดอร์ แม็กควีน ที่น่าสนใจคือยุคนี้มีสไตล์ที่เรียก Deconstruction ซึ่งมีความแหกคอกสุดๆ เกิดขึ้น และต่อยอดไปสู่โลกของแฟชั่น เสื้อผ้า และสถาปัตยกรรมต่างๆ อีกมากมาย”

ดูเหมือนว่าจุดเชื่อมโยงของเหล่าไอคอนยุค 90s ของเมืองไทยทั้ง 3 คนจะเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของดนตรี รวมถึงการเน้นย้ำถึงการสร้างคาแรคเตอร์ของตัวตนและจิตวิญญาณที่ “คิดต่าง” ไม่เหมือนกับคนทั่วๆ ไป และไม่เหมือนยุคสมัยก่อนๆ ที่ผ่านมา

Nirvana Nevermind 20 Publicity 5

จากดนตรีสู่ไลฟ์สไตล์

หากจะใช้แว่นขยายส่องยุค 90s ให้เห็นภาพที่ใหญ่ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการเพลงโลก วงดนตรีอย่าง Nirvana, Oasis, Radiohead, Blur, Pearl Jam หรือ Soundgarden ถือเป็นหัวหอกสำคัญที่ก่อเกิดกระแสความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ท่อนโซโล่กีตาร์อันแพรวพราวไม่จำเป็นสำหรับแนวดนตรีที่เรียกว่า “อัลเทอร์เนทีฟ” อีกต่อไป รวมไปถึงการหยิบจับซาวนด์อันแปลกหูมามอบให้คนฟังทั่วโลกได้เสพย์กันดำเนินรอยตามวงอินดี้ยุค 80s ที่ได้สร้างทางเล็กๆ ไว้

จนกระทั่งกระแสดนตรีอัลเทอร์เดินทางสู่เมืองไทย รายชื่อศิลปินอย่าง Crub, Moderndog, ป้าง นครินทร์ กิ่งศักดิ์, อรอรีย์ รวมถึง แกรมมี่ และ อาร์เอส ซึ่งถือครองความยิ่งใหญ่ในกระแสเพลงตลาดสำหรับคนที่เติบโตมาในยุคดังกล่าว คลื่นวิทยุ Radio Active รายการโลกดนตรีและ 7 สีคอนเสิร์ตคือสิ่งที่คอดนตรีชาวไทยต้องตามไปดูถึงที่จนบางวีคถึงขั้นคนล้น และเทปคาสเซตต์ยังคงเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

cassette01

และหากพอจะยังจำกันได้ ไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่นของยุค 90s ก็มีเสน่ห์เหลือหลาย การเขียนจดหมายยังไม่ถูกลืมเลือน โทรศัพท์บ้านในอัตราค่าโทรครั้งละ 3 บาท และตู้โทรศัพท์สาธารณะที่ต้องหยอดเหรียญอยู่เรื่อยๆ เพื่อไม่ให้สายตัดยังเป็นสิ่งจำเป็น อินเทอร์เน็ตไร้ความไฮสปีดโดยสิ้นเชิง เครื่องมือสื่อสารที่เรียกว่าเพจเจอร์ที่ขยันใช้จนแทบจะรู้จักชื่อโอเปอเรเตอร์อยู่แล้ว รวมถึงโปรแกรม Pirch98 ที่วัยรุ่นยุคนั้นไม่มีใครไม่รู้จัก

แต่ท่ามกลางความรวดเร็วทันใจในปัจจุบันที่ว่ากันตามตรงว่า สะดวกสบายกว่าแบบเห็นๆ แล้วเหตุใดเล่าเด็กเจเนอเรชั่นใหม่จึงโหยหาอดีตกันนัก?

 

แฟชั่นหรือตัวตน?

หลายปีที่ผ่านมา คำว่า “ฮิปสเตอร์” ที่ออกตัวว่าขอใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์นั้นมาแรงสุดๆ การได้นั่งจิบกาแฟ อ่านหนังสือฮิปๆ ตามร้านกาแฟหรือคาเฟ่เท่ๆ นิยมการถ่ายรูปทิ้งสเปซแนวๆ ไม่เหมือนใคร ท่ามกลางความย้อนแย้งแห่งความรวดเร็วของเทคโนโลยี แอพพลิเคชั่นเฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม รวมถึง ไลน์ ต่างเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำรงชีวิตแบบ “ขาดไม่ได้” มันก็เลยกลายเป็นข้อถกเถียงว่า แท้ที่จริงแล้วเด็กเจนฯ นี้เป็นอย่างไรกันแน่ มีคำถามเกิดขึ้นว่าการถวิลหาอดีตในยุค 90s ของวัยรุ่นสมัยนี้คือการมองหาตัวตนและจิตวิญญาณอันแตกต่างดังเช่นที่คนในยุคนั้นเป็นจริงหรือ พวกเขาเป็นฮิปสเตอร์เพียงแค่เปลือกนอก หรืออยากจะหลอมรวมความนอกกรอบเหล่านั้นให้กลายมาเป็นตัวตนของพวกเขาจริงๆ กันแน่ หรือที่แท้มันคือวิถีชีวิตของพวกเขาที่ใครก็ตามไม่ควรจะไปตัดสิน

06

ประเด็นแรก เด็กเจเนอเรชั่นนี้บางคนอาจได้รับอิทธิพลมาจากวิถีการใช้ชีวิตของพ่อแม่ซึ่งเป็นคนในยุค 90s อย่างแท้จริง บ้านรายล้อมไปด้วยเทปคาสเซตต์ คุณพ่อหยิบกีตาร์มาบรรเลงเพลงของ Oasis ให้ฟังตั้งแต่พวกเขายังเด็ก ทั้งได้รับการปลูกฝังและส่งต่อมาจนถึงรุ่นลูก จนเกิดเป็นความหลงใหล จนมีการกลับไปศึกษาค้นคว้าอย่างถ่องแท้ เริ่มสร้างตัวตนในแบบ 90s ด้วยความชอบล้วนๆ

ในอีกแง่ อาจมีเด็กบางคนที่อยากจะสร้างอัตลักษณ์ของตนเองขึ้นมา ให้มีความเท่ เก๋ และไม่เหมือนใคร การอยากเป็น Somebody ในหมู่เพื่อนหรือสังคมที่ใช้ชีวิตอยู่ และในเมื่อยุค 90s นั้นเต็มไปด้วยความ “ยูนีค” พวกเขาจึงหยิบยกบรรยากาศเหล่านั้นมาสร้างตัวตนให้กับตนเอง เหมือนกับคนทุกยุคทุกสมัยที่เหลียวกลับหลังและมองไปข้างหน้าในเวลาเดียวกัน

แต่นั่นก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน เพราะเรื่องราวเหล่านี้ถือเป็นเรื่องรสนิยมส่วนบุคคลอย่างแท้จริง ส่วนประเด็นดราม่าที่ก่อให้เกิดข้อถกเถียงมากมายก็อาจเป็นเพียงการให้ข้อมูลอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ไตร่ตรองถึงความถูกต้อง แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า ด้วยสภาพแวดล้อมอันเร่งรีบกับเทคโนโลยีอันทันสมัยที่อยู่ในมือ บางครั้งก็ก่อเกิดความมักง่ายในการสื่อสารได้เช่นกัน

 

ความถวิลหาในทุกยุคสมัย

“จิตวิญญาณของยุค 90s มันก็ย้อนกลับไปสู่ความขบถของพังค์ในยุค 70s นั่นแหละ” หมู Ductstore เสริมในประเด็นนี้ “สำหรับผมมันคือความร่วมสมัย จากยุค 60s ถึง 2000s ทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด การที่มันวนกลับมามันเป็นลูปปกติอยู่แล้ว ผมเกิดไม่ทันยุคพังค์ ผมยังชอบ Sex Pistols หรือ วิเวียน เวสต์วูด เลย” นั่นคืออีกหนึ่งข้อเท็จจริงที่เปรียบเสมือนเป็นวัฏจักรของโลกใบนี้ เช่นเดียวกับ ดีเจ.นอร์ อดีตสมาชิกวงอัลเทอร์เนทีฟยุคบุกเบิกของเมืองไทยอย่าง Crub ก็เห็นไม่ต่างกัน

“ผมเติบโตมากับยุค 80s ประมาณหนึ่ง ผมยังกลับไปคิดถึงยุค 60s เลย วัยรุ่นทุกคน ทุกยุคทุกสมัยพยายามจะหาความแตกต่างอยู่แล้ว การมองไปข้างหน้ามันคาดเดาอะไรไม่ค่อยถูก แต่การย้อนอดีตมันมีแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจน มันไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก”

04
05

 

หากจะเทียบกับวงการเพลงในยุคนี้ ก็มีวงดนตรีรุ่นใหม่มากมายที่คลั่งไคล้ซาวนด์ในยุค 90s และนำเอามาเป็นแกนหลักของวง หรือไม่ก็นำเอาเทรนด์แฟชั่นในยุคนั้นมาสวมใส่บนเวทีเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็น Catfish and the Bottlemen (ที่เพิ่งคว้ารางวัล British Breakthrough Act จากเวที Brit Awards ปีล่าสุด), Peace, Jaws, DMAs, Blossoms, Wolf Alice, Sisters และอีกหลายวง เชื่อมั่นได้เลยว่า ในช่วงวัยเยาว์ พวกเขาคงโดนเพลงของ Nirvana หรือ Oasis เปิดกรอกหูก่อนนอนทุกวันเป็นแน่แท้

ความรู้สึกถวิลหายุคอดีต หรือไม่ว่าจะอยากกลับไปใช้ชีวิตในยุคใดก็ตามไม่ใช่เรื่องผิด อย่างที่เราบอก มันเป็นเรื่องรสนิยมของแต่ละคน แต่ละยุคสมัยมันก็มีเสน่ห์ในตัวของมันเอง ใครชอบอะไรควรค้นคว้าหาข้อมูลอย่างหลงใหล หากอยากใช้ชีวิตในแบบฉบับ “วัยรุ่นยุค 90s” จริงๆ มันคงจะดีถ้าเขานั้นศึกษา และหลอมรวมทุกอย่างให้เข้าใจอย่างแท้จริง

 แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็ต้องไม่ลืมว่า คุณไม่มีทางหลีกหนีจากปัจจุบันได้อย่างแน่นอน

 

Story by: Chanon B.
Special Thanks: Universal Music Thailand & BEC-TERO Music