_N1A7226-1

 

ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้เร็วยิ่งกว่าใจคนก็คงเป็นเทรนด์การแต่งตัวที่เปลี่ยนไวจนแทบทำให้เราวิ่งตามกันเหนื่อย นอกจากบาดแผลทางกระเป๋าสตางค์จากการตกเป็นเหยื่อเทรนด์แฟชั่นแล้ว ผลที่ตามมาหลังจากของเหล่านั้นตกยุคไปก็คือกองเสื้อผ้าที่แค่มองก็รู้สึกอายแล้ว สุดท้ายชะตากรรมของเสื้อผ้าเหล้านั้นก็นอนจมอยู่ส่วนที่ลึกที่สุดของตู้เสื้อผ้าไร้การเหลียวใดๆ หากแต้มบุญมากพอก็คงจะได้ลืมตาดูโลกอีกครั้งหากเทรนด์การแต่งตัวนั้นวนกลับมาฮิตอีกครั้งหนึ่ง

ช่วงปีที่ผ่านมาเทรนด์ที่ดังที่สุดไม่ใช่เพียงบ้านเราแต่เป็นทั่วโลกแน่นอนว่าต้องเป็นเหล่าเสื้อทัวร์ เสื้อวงทั้งหลายแล ที่ฮิตกันขนาดคนเดินมา 10 คน สัก 8 ในสิบคนนั้นต้องใส่เสื้อ Iron Maiden, Purpose Tour ซึ่งเป็นไปได้ว่าเกินกว่าครึ่งไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่านั้นคือเสื้อของวงอะไร แต่ก็ด้วยวงจรของเทรนด์แฟชั่นที่มาไวไปไวยิ่งกว่าไปลามทุ่ง แต่ในขณะที่สายลมได้หอบเอากระแสเสื้อวงให้หายไปในบ้านเรา ไฟในตัวของ บี-บดินทร์ อภิมาน กลับถูกจุดติดขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับจุดกำเนิดของเสื้อผ้าที่ทำมาจากขยะทางแฟชั่น กับ No Service แบรนด์เสื้อผ้าที่ฉีกทุกกฎเกณฑและกระแสพร้อมคำกล่าวที่ว่า “แฟชั่นแม่งเป็นเรื่องไร้สาระ”

_N1A7207-1

 

สาเหตุที่เจ้าตัวดีไซเนอร์กล่าวแบบนั้นก็เพราะว่าถึงแม้เจ้าตัวจะคลุกคลีกับวงการแฟชั่นมานานพร้อมกับทำเป็นงานประจำมาถึง 4 ปี จนทำให้เห็นอีกด้านหนึ่งของวงการแฟชั่น โดยเฉพาะกับเหล่า Fast Fashion  ที่ออกมาเอาใจคอแฟชั่นแบบเร่งด่วนให้ทันเทรนด์แฟชั่นที่กำลังเกิดขึ้น “รู้สึกว่ามันมีของที่คนผลิตขึ้นมาเยอะมากในแบบฟาสต์แฟชั่นมันเหมือนกับทำให้เราใช้เงินกันแบบบ้าคลั่งไปกับไอเรื่องพวกนี้สุดท้ายแม่งก็เป็นแบบขยะเร็วมาก ตอบสนองเราแบบสุดๆ ตลอดเวลา” เมื่อความต้องการเหล่านั้นได้จากไป ไม่ว่าจะด้วยอายุขัยสั้นยาว คำว่า “ขยะ” จึงเป็นตัวจุดประกายให้เขาตัดสินใจลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่ทุกสิ่งมันก็มักจะไม่ง่ายเสมอไปกับความคิดที่ว่าถึงแม้ว่าเขาจะทำอะไรใหม่ขึ้นมาสุดท้ายมันก็จะกลายเป็นขยะไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง “เราเลยลองเอาพวกของที่เป็นขยะคนอื่น ของวินเทจ ของมือสองอะไรพวกนั้น เอามาดีไซน์เอามาทำใหม่หรือทำอะไรก็ได้ให้มันไม่เหมือนกับของที่มันมีอยู่แล้ว คือต่อให้มันออกมาแย่ที่สุดมันก็คือขยะเท่าเดิมอะไรประมาณเนี้ย ก็เลยทำ No Service ขึ้นมา ก็คือทำเต็มที่ได้ไม่ได้มีโจทย์ที่มาบังคับเราจะทำเสื้อสี่แขนเราก็ทำได้ เราทำเสื้อต่อกันสองตัว หรือจากเสื้อยืดกลายเป็นเสื้อบ้าๆ บอๆ ก็ทำได้หมด แล้วมันก็สนุกตรงที่มีคนซื้อก็เอาไปใส่ได้มันมันส์ดี” เจ้าตัวกล่าว ดังนั้นการหยิบเอาขยะเหล่านั้นมาทำใหม่จึงถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นและตัวตนที่แท้จริงของแบรนด์ก็ว่าได้

 

 

 

ด้วยความคิดที่ไม่มีกรอบมากั้นไว้ในตัวตนของ No Service จึงทำให้ทุกสิ่งก็เกิดขึ้นได้และเป็นไปได้ พร้อมกับกฎทุกอย่างของความเป็นแฟชั่นที่ทุกฉีกทิ้งไป พร้อมกับการเล่นกับความรู้สึกของคน ที่แฝงไปด้วยตลกร้ายและการเสียดสีสังคมในปัจจุบันกับการแสเทรนด์แฟชั่นในบ้านเรา โดยเฉพาะที่เห็นชัดที่สุดก็ต้องหนีไม่พ้นกับกระแสเสื้อวงร็อคทั้งหลายแล ที่ไม่ว่าจะเป็น Iron Maiden, Destroyer หรือ Metallica “คือแบบฮิตกันนักใช่ไหมแต่คนใส่แม่งไม่รู้นี่ว่าคืออะไร ก็แบบประชดเข้าไปอีกที ทำแบบสกรีนทับเข้าไปหรือตัดต่อเสื้อวงเก๋าๆ ทั้งหลายแม่งเลยแล้วกันแบบเสียดายกันนัก” ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการเอาเสื้อ  Iron Maiden มาเขียนว่า “Who The Fuck is Iron Maiden” ทับเข้าไป หรือจะเป็น “Destroy the Destroyer” จึงเปรียบเสมือนการลุกขึ้นมาตั้งคำถามของตัวดีไซเนอร์กับเทรนด์แฟชั่นแบบแสบๆ คันๆ “หรือพิมพ์อะไรปัญญาอ่อนๆ อย่าง Spring Summer 2019 ที่แบบดูแฟชั่นมากมันยังไม่เกิดเลยด้วยซ้ำก็เหมือนทำไรก็ได้อะสนุกดี” ซึ่งทุกอย่างนั้นก็ตอกย้ำความอยากของเจ้าตัว ที่ถึงแม้จะไม่ได้คิดถึงว่าจะใส่ยังไง ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อว่าต้องใส่ไปไหน โอกาสอะไร แต่ก็ทำออกมาอยู่ดี

 

ns1
ns2
ns4
ns3
Image_f33e5ce
Image_f8e0740

 

นอกจากการเอาเสื้อวงร็อครุ่นเก๋ามายำใหม่แบบไม่สนใจความรู้สึกใครทั้งสิ้น ความแหวกแนวและไม่ซ้ำใครของการเล่นกับสิ่งที่คนคิดว่า “ไม่สวย” และเป็น “ขยะ” มาแปลงโฉมด้วยการทดลองอะไรใหม่ๆ ทั้งตัดต่อเสื้อครึ่งๆ หรือเสื้อที่มีสี่แขน สามแขน กลับหัว กลับหาง ตัดต่อ แม้กระทั่งเอาเสื้อห้าตัวมารวมกันก็มี ที่บางทีเจ้าตัวยังไม่กล้าที่จะใส่หรือไม่คิดว่าจะมีคนซื้อเสียด้วยซ้ำ “ตอนแรกจริงๆ ไม่ได้คิดว่าผู้ชายจะซื้อด้วย ตอนแรกก็คิดว่าผู้หญิงน่าจะกล้าทดลองได้มากกว่า แต่ก็สนุกดีที่เห็นเขาใส่กัน” เขากล่าว “เหมือนตอนนี้คนอาจจะต้องการความพิเศษในการจ่ายตังค์อะไรสักอย่างนึงมั้ง”

ถ้าเรามองผ่านทะลุเสื้อผ้าของแบรนด์ที่เต็มไปด้วยการจิกกัดแบบแสบสัน เราจะเห็นได้ว่าจริงๆ แล้วไอเดียหลักของแบรนด์คือการช่วยเหลือโลกด้วยการลดขยะเสียด้วยซ้ำ แต่ทางแบรนด์ก็ไม่ได้อยากที่จะนำเสนอความคิดนั้นในภาพที่ออกมาเป็นคนดี “คนที่แต่งตัวดูเลวๆ แบบนี้มันอาจจะมีความคิดที่ดีก็ได้ “ ดีไซเนอร์กล่าว “ถ้าสมมุติโดยทั่วไปแทนที่คนจะซื้อ fast fashion ไรเงี้ย ถ้าคุณแบ่งเงินของเขามาซื้อของเราได้บ้าง มันจะสะใจดีเพราะเขาจะซื้อของพวกนั้นได้น้อยลง”

“คืออยากให้คนรู้สึกเหมือนที่เราพูดไปทั้งหมดได้บ้าง เขาอาจจะซื้อเสื้อแล้วเขาไม่ได้คิดไรนะ แต่ถ้าเราทำให้เขารู้ว่าเราคิดยังไงได้ด้วยอะมันก็สนุกดี เหมือนมันจะได้ผลดีด้วย ว่าเออแบ่งเงินมาทางนี้แทนที่จะเอาไปซื้อของพวกนั้น ที่แบบสุดท้ายใส่แล้วแม่งก็ทิ้งเร็วมาก ก็รู้ใช่ปะว่าเบื้องหลังของฟาสต์แฟชั่นมันแย่ขนาดไหน” เขากล่าวปิดท้าย ซึ่งสอดคล้องกับในยุคที่คนเราก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนักกับแนวความคิดที่ถ่ายทอดออกมาผ่านตัวหนังสือหรือการบอกเล่าปากเปล่า เพราะสิ่งที่จะทำให้คนเห็นชัดกับแนวความคิดนั้นๆ ได้มากที่สุดก็คงต้องออกมาในรูปของนามปธรรมเหมือนกับการแปรรูปขยะสู่สิ่งของที่มีมูลค่ามากมายทางความคิดในแบบฉบับของแบรนด์

 

ns5
Image_42223bd
Image_d4f313a

 

Story by Aekkachai S.

Photos by Purin A.