_N1A7379-1

 

 “เหตุผลที่ผมทำเพลงก็เพราะพ่อกับแม่ ผมอยากให้พ่อยอมรับ อยากให้พ่อรู้ว่าผมไม่ได้ทำเล่นๆ” 

คำกล่าวจาก VKL หรือ มิกซ์-เพทาย วงษ์คำเหลา ทายาทคนเล็กของนักแสดงตลกชื่อดังของเมืองไทย เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา หรือ หม่ำ จ๊กมก นั่นเอง หากจะบอกว่าเขาคือแร็ปเพอร์หน้าใหม่ของวงการฮิปฮอปบ้านเราก็คงพูดไม่ได้เต็มปากนัก เพราะนับจากจุดเริ่มต้นในการทำเพลงอย่างจริงจังจนถึงทุกวันนี้ เขาโลดแล่นอยู่ในวงการมาแล้ว 7 ปี ผ่านคำปรามาสต่างๆ นานา เพลงที่ปล่อยออกมาก็ไม่ได้รับความนิยมสักเท่าไหร่ จนกระทั่งซิงเกิ้ลล่าสุด แมนแล้วบ่ กับการได้แร็ปเพอร์ตัวพ่ออย่าง ฟักกลิ้ง ฮีโร่ มาร่วมงาน ที่ทำให้เราได้เห็นพัฒนาการ และความสำเร็จของการพิสูจน์ตัวเองในอีกระดับของเขา

อาจจะเรียกว่าเป็นพรสวรรค์ที่มาพร้อมพรแสวงก็ว่าได้ กับจุดเริ่มต้นของ VKL ในการตบเท้าก้าวเข้าสู่โลกแห่งบีตฮิปฮอปตั้งแต่อายุเพียง 11 ปีเท่านั้น “ก่อนหน้านั้นมีรุ่นพี่เอาเพลงอาร์แอนด์บีมาให้ฟังครับ พวก R. Kelly ก็ชอบนะ แต่รู้สึกยังไม่สุด แล้วเพลงอาร์แอนด์บีมักจะมีแร็ปเพอร์มาฟีทเจอริ่ง พอเข้าท่อนแร็พเท่านั้นแหละ ทำไมมันเท่จังเลยวะ พอไปเรียนที่โตรอนโต้ แคนาดา ก็เริ่มหาฟังเอง มาหมดทั้ง The Notorious B.I.G., Tupac, Rakim รวมถึงเพลง Buy U A Drink ของ T-Pain ft. Yung Joc และ Beautiful Girls ของ Sean Kingston ที่ตอนนั้นดังมากๆ ผมอยู่ในยุคนั้นนั่นแหละ” VKL นั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาที่เขาเริ่มศึกษาแนวดนตรีนี้อย่างจริงจังขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนั้นรายชื่อศิลปินอย่าง คริส บราวน์, Underground Kingz, 50 Cent, G-Unit, Young Buck ก็ทำให้เขาหลงใหลในท่วงทำนองฮิปฮอปอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

แต่แล้วก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน เมื่อโฮมสเตย์ที่เขาพักอาศัยที่แคนาดาถูกยกเค้า ทรัพย์สินของเขามลายหายไปทั้งเครื่องเพลย์สเตชั่น หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง เมื่อเจ้าของโฮมสเตย์ชดใช้ค่าเสียหาย เขากลับนำเงินก้อนนั้นไปซื้อไมโครโฟน คีย์บอร์ด M-Audio โปรแกรม Logic Expert ตั้งแต่อายุ 12-13 ปี หมายมั่นว่าจะลงมือทำเพลงของตัวเองให้ได้ “แต่สุดท้ายผมก็ต้องขายของที่ซื้อมาทีละอย่างไปเรื่อยๆ อุปกรณ์มีครบหมด ขาดแค่อย่างเดียวคือ ผมทำไม่เป็น” VKL บอกเราว่า ไม่ใช่เขาไม่ทดลอง เพียงแต่ตอนนั้นเขายังเด็กมาก และก็ไม่ได้มีเว็บไซต์ยูทูปที่สอนทุกขั้นตอนโดยละเอียดเหมือนเช่นยุคสมัยนี้

_N1A7419 copy

 

แต่ความฝันในการสร้างผลงานเพลงของ VKL ไม่ได้สิ้นสุดลงที่ที่นั่น ประมาณ 1 ปีให้หลัง เขาเดินทางกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงของประเทศไทย ชักชวน จิระศักดิ์ คำสุพรม หรือ น้าโต ซึ่งเป็นมือกีตาร์อยู่ในวงดนตรีคณะตลกของผู้เป็นพ่ออย่าง หม่ำ จ๊กมก มาทำเพลงด้วยกัน โดยผู้มีศักดิ์เป็นน้าเป็นคนวางคีย์ของเพลง ส่วน VKL จัดการเรื่องบีตด้วยตนเองทั้งหมด ก่อเกิดเป็น 2 ซิงเกิ้ลอย่าง ป๊ะติ้งแก๊ส และ One Night Love แต่กระนั้น เขาก็ยังรู้สึกว่าสิ่งที่เขาได้ยินยังไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการอยู่ดี

“ผมไม่อยากได้ซาวนด์ฮิปฮอปแบบคนไทย อยากได้ฟีลแบบลูกผสม เสียงเบสมันต้องหนักแน่นแบบเมืองนอก เหมือนเสียงที่ได้จากดรัมแมชชีน TR-808 อย่างนั้นเลย ก็พยายามหาซาวนด์แบบนั้นอยู่นานมาก” VKL กล่าว และก็เหมือนสวรรค์มาโปรด เขามีโอกาสได้กลับมาเจอเพื่อนเก่าคนหนึ่งที่ตัดสินใจมาลงทุนทำเพลงให้ในฐานะเจ้าของค่ายเพลง Sweed Dreamz Records (ซึ่งค่ายนี้ VKL เป็นผู้ก่อตั้ง) นำไปสู่การทำความรู้จักกับ Roony หนึ่งในสมาชิกวงฮิปฮอปที่ชื่อ N.O.N.E ผู้ซึ่งกลายมาเป็นโปรดิวเซอร์ของ VKL นับแต่นั้น กับการผสมผสานบีตฮิปฮอปสากลกับซาวนด์ที่ได้จากเครื่องดนตรีแถบถิ่นภาคอีสานซึ่งเขานิยามว่าคือ ‘ยโสธรซาวนด์’ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และสตูดิโออัลบั้มเต็มชุดแรกในชีวิตของเขาก็ถือกำเนิดขึ้นในปี 2014 กับ Naga (นาค) ซึ่งบรรจุเพลงเอาไว้ทั้งหมด 12 แทร็ค ก่อนที่อัลบั้มอีพีที่ชื่อ Sweed Year EP จะตามมาติดๆ ในปีถัดมา รวมถึงซิงเกิ้ลอีกจำนวนไม่น้อยที่เขาเผยแพร่ผ่านทางยูทูปชันแนล

Naga
SY

 

แต่หากจะว่ากันตามจริง 1 อัลบั้มเต็มและ 1 อีพีดังกล่าวแทบไม่ได้รับการพูดถึง หรือเรียกได้ว่าไม่ประสบความสำเร็จเลยก็ว่าได้ แร็ปเพอร์หนุ่มวัย 21 ปีจากยโสธรผู้นี้มีความคิดเห็นอย่างไรกับสิ่งที่เขาต้องเผชิญมาก่อนหน้านี้

“ตอนนั้นก็น้อยใจครับ เราตั้งใจทำเพลงออกมา แต่คนไม่ฟัง ไม่ดู ไปดูอะไรบ้าๆ บอๆ คนที่ทำเพลงชุ่ยๆ ออกมากลับได้ยอดวิวเยอะมาก ก็ไม่เข้าใจ แต่พอเราเติบโตขึ้น ความคิดก็เปลี่ยนไปครับ” จากความเฟลที่ไม่สามารถหาเหตุผลและคำตอบได้ VKL พลิกมุมมองไปอีกด้านด้วยวิธีคิดที่ว่า เพียงได้ทำในสิ่งที่เรารักก็จงทำต่อไป ปล่อยเพลงออกไป 1 เพลง หน้าที่ของเขาก็จบ ทำเพลงใหม่ต่อให้เกิดความรู้สึกดีต่อตนเองก็พอ

และการวางมาตรฐานของเพลงเอาไว้ก็ทำให้เขารู้สึกว่า เป็นหน้าที่ของคนฟังแล้วล่ะว่าจะตัดสินเพลงของเขาอย่างไรหลังจากฟังจบ “แต่คุณจะมาบอกว่าผมแย่ไม่ได้นะ เพราะผมทำเพลงทีละสิบยี่สิบเพลง มันต้องมีสักเพลงที่คุณชอบบ้างแหละ” VKL กล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

_N1A7444-1

 

กระทั่งซิงเกิ้ลล่าสุดที่กลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางถึงพัฒนาการในด้านต่างๆ ของ VKL ทั้งวิถีการเป็นแร็ปเพอร์และคนทำเพลงอย่าง แมนแล้วบ่ ที่ได้ กอล์ฟ-ณัฐวุฒิ ศรีหมอก หรือ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ และ Trip J มาร่วมฟีทเจอริ่ง กับแซมปลิงเสียงแคน ซาวนด์ฉิ่งฉับ และกลองยาวที่บ่งบอกความเป็นยโสธรซาวนด์ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนสไตล์การร้องจากคีย์ต่ำไปใช้เสียงสูงในสไตล์แทร็ปคอร์ซึ่งเป็นการตะโกนว้ากในอีกรูปแบบหนึ่งก็นับเป็นเสน่ห์อันแปลกใหม่ที่เขาพยายามคิดและค้นหาอยู่ตลอด ซึ่งเขาได้เปรียบการร่วมงานกับแร็ปเพอร์ตัวท็อปของสยามประเทศอย่าง ฟักกลิ้ง ฮีโร่ ว่าเป็นจุดสูงสุดบนถนนสายฮิปฮอป ณ ขณะนี้ของเขาเลยทีเดียว

“หลังวางสายจากพี่กอล์ฟไป ผมร้องไห้เลย” VKL ยอมรับอย่างไม่อายใครหลังจากที่แร็ปเพอร์รุ่นพี่ตอบรับว่าจะมาร่วมงานในเพลงนี้ แถมยังปฏิเสธค่าตอบแทนเพราะทำทุกอย่างด้วยหัวใจในความเป็นฮิปฮอป “ผมหายเหนื่อยจากที่ทำมา 5-6 ปี ไม่ใช่เพราะคิดว่าเพลงนี้ดัง แต่พี่กอล์ฟเข้าใจ รู้ถึงการเสียสละบางอย่างของฮิปฮอป และเห็นคุณค่าในงานของเรา ผมคิดแค่นั้น วันที่ปล่อยเพลงผมไม่แคร์เลยว่าใครจะพูดอะไร ผมชนะตัวเองแล้ว ผมพิสูจน์ตัวเองได้อีกขั้นแล้ว” แววตาอันมุ่งมั่นของ VKL ส่งพลังมาถึงเราอย่างล้นหลาม

 

ได้ยินดังนั้น เราจึงถามต่อถึงเรื่องราวการเสียสละที่เขาเอ่ยออกมา “การเข้ามาในวงการเพลง อยากทำเพลง อยากเป็นศิลปิน ยังไงมันก็ต้องยอมเสียสละอะไรสักอย่าง และต้องยอมรับสิ่งนั้นให้ได้เพื่อจะก้าวไปสู่จุดนั้น ผมเสียสละในเรื่องความรัก ผมไม่มีเวลาให้พ่อแม่ เพลง แมนแล้วบ่ ผมก็ทำเพื่อพ่อ พิสูจน์ให้พ่อรู้ว่าผมทำได้”

ตอนนี้ VKL ออกมาอยู่คอนโดที่ผู้เป็นพ่อเช่าไว้ให้ แต่ไม่ใช่เพราะเขาอยากสบายเสียเมื่อไหร่ เขารู้สึกว่าหากอยู่บ้านซึ่งเต็มไปด้วยการดูแลอย่างประคบประหงมจะทำให้เขาสบายเกินไป ซึ่งหนุ่มมิกซ์ก็อธิบายว่า “อยู่ข้างนอกแบบดิ้นรนมันดีกว่า ต้องคิดตลอดว่าเราต้องทำอะไรบ้าง ตังค์ใกล้หมดแล้วทำไงดี ถึงเวลาทำเพลงแล้วนี่หว่า คือถ้าวันหนึ่งเกิดอะไรขึ้น เราจะได้รู้ว่ามันเป็นอย่างไร ไม่ใช่พอถึงจุดๆ นั้นทำได้เพียงแค่เป็นลูกคุณหนู ลำบากกว่าเดิมอีก”

_N1A7428-1

 

แน่นอนว่าการเติบโตมาในฐานะลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของนักแสดงตลกลำดับต้นๆ ของเมืองไทยย่อมมอบความกดดันสู่ภายในจิตใจของเขาไม่น้อย “ตอนนี้ผมพิสูจน์ตัวเองได้ระดับหนึ่งแล้วว่า ผมเป็น มิกซ์ VKL ได้ เป็น มิกซ์ ผู้กำกับหนังซึ่งเป็นอีกหนึ่งความฝันของผมได้ ก่อนหน้านี้ก็รู้สึกนะว่าทำไมเขาพูดถึงแต่พ่อเราวะ ก็เพราะเราไม่มีผลงานไง เราก็ต้องทำให้เขารู้สิ ก็ทำเลย แค่รู้สึกว่าไม่อยากให้คนอื่นมาพูดกับผมว่าเป็นแค่ลูกหม่ำ และผมก็ไม่อยากเป็นแค่ลูกหม่ำด้วย” เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเราเชื่อว่าการที่เขาแต่งเพลงทุกวันตั้งแต่ประมาณสองทุ่มจนถึงกลางดึกต่อเนื่องกันมาเกือบ 6 ปี แม้ในวันที่เขียนเพลงไม่ออก เขาก็นั่งฟังเพลงไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ลืมจนเสมือนเป็นกิจวัตรประจำวันทำให้เขาค่อยๆ พัฒนาและก้าวมาถึงจุดนี้ได้

ปี 2017 VKL ยังคงไม่หยุดยั้งในเรื่องการทำเพลง เขาเล็งเอาไว้ว่า ภายในระยะเวลา 1-2 เดือนจะต้องมีเพลงปล่อยออกมา 3-4 เพลงเป็นอย่างน้อย และภาพความฝันที่อยู่ไกลกว่านั้น เขาก็มองเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ “ผมอยากพาชื่อ VKL และยโสธรซาวนด์ไปให้ทั่วโลกได้ฟัง ได้รู้จัก ถ้ามีโอกาสก็อยากแร็พกับแร็ปเพอร์เอเชีย อเมริกัน แต่ตอนนี้ ผมคงต้องทำให้คนไทยรู้จักชื่อ VKL ให้มากที่สุดเสียก่อน”

ทำไมถึงนำตัวย่อของนามสกุลมาใช้เป็นชื่อในวงการล่ะ? ข้อสงสัยสุดท้ายที่เราอยากถาม อาจจะเป็นคำถามเบสิค แต่คำตอบของ VKL กลับย้ำให้เรามั่นใจถึงความมุ่งมั่นในเส้นทางฮิปฮอปที่ไม่เคยลดน้อยลงไปแม้แต่นิดเดียว

“หากจะมองไปถึงอนาคต ถึงยุคของลูกหลานของผม VKL สามารถสื่อถึงตระกูลของผมได้ชัดเจนที่สุดแล้วล่ะครับ”

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Purin A.