underworld-1200-2

ใครว่าดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ไม่ดิบ! เราขอนำเสนอวงอิเล็กทรอนิกส์ยุค 80s สัญชาติอังกฤษ Underworld ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือจากความอลังการทั้งแสงสีเสียงบนเวที และความสามารถในการแสดงคอนเสิร์ตจนผู้ชมต้องตกอยู่ในภวังค์ สมาชิกของวงประกอบด้วย คาร์ล ไฮด์ (ร้องนำ) และ ริค สมิธ (ซินธิไซเซอร์) พวกเขามีผลงานฮิตชื่อดังมากมายเช่น If Rah, Rez และรวมถึง Born Slippy .NUXX เพลงประกอบภาพยนตร์ดราม่าคอมเมดี้ Trainspotting

ดนตรีสไตล์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผสมความสดใหม่จากการอิมโพรไวส์เป็นจุดแข็งที่ทำให้ปัจจุบันพวกเขายังคงออกทัวร์ไปยังประเทศต่างๆ มากมาย โดยคราวนี้ถึงรอบของแฟนเพลงชาวไทยที่ได้รับฟังกันสดๆ ในเทศกาลดนตรีนานาชาติ Super Summer Sound 2017 ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยก่อนที่จะถึงวันแสดงจริงเราได้มีการพูดคุยกับ คาร์ล ไฮด์ ถึงเรื่องราวที่คนส่วนมากยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับสไตล์ดนตรีที่แท้จริงของ Underworld ซึ่งมีผู้สัมภาษณ์เป็นรุ่นใหญ่วงการเทคโนเมืองไทย ใหม่-รัฐฐา รุ่งแสง แห่งวง nolens.volens

เมื่อก่อนกระบวนการทำงานของ Underworld เป็นอย่างไร
ดนตรีในช่วงแรกของยุค 80s คล้ายกับถูกปลูกฝังให้ทุกอย่างต้องมีความสมบูรณ์แบบ นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ดีเลย ราวกับว่าต้องซ้อมทุกอย่างให้เหมือนเดิมทุกวัน ผมจำได้ว่าเคยซ้อมร้องเพลงจนหลับไปเลยด้วย แต่เมื่อ Underworld เกิดขึ้นมา พวกเราก็เริ่มใช้วิธีอิมโพรไวส์บ้าง โดยถือคำพูดที่ว่า ถ้าผลงานใดที่ออกมาดีหรือมีความสมบูรณ์ เราจะไม่ทำมันอีกครั้ง จากนั้นเราก็ยึดคำพูดดังกล่าวเป็นทั้งหลักในการทำเพลงและเกมที่คอยปั่นหัวกันเล่น อย่างเช่น เมื่อผมร้องได้เข้าที คนอื่นๆ ก็จะไม่ให้ผมร้องใหม่ และทุกคนก็จะไปทำงานส่วนอื่นต่อแทน ทำให้ผลงานมีความดิบและสดใหม่ เวลาที่เราปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ มันจะมีเวทมนตร์เกิดขึ้นมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก

แสดงว่าการอิมโพรไวส์คือกุญแจสำคัญ
มันคือกุญแจสำคัญของโชว์อย่างแน่นอนที่สุด เนื่องจากบนเวทีมีปัจจัยหลายอย่างมากที่จะทำให้เกิดความผิดพลาดได้ และหากมันเกิดขึ้นจริงนั่นคือเวลาที่เวทมนตร์จะปรากฏขึ้น เพราะหากเรามีความมั่นใจในตัวเองแต่กลับทำสิ่งนั้นออกมาพลาด มันก็ไม่มีเวลากลับไปแก้ไขแล้ว เราจึงจำเป็นต้องหาสิ่งใหม่ที่พิเศษขึ้นมาทดแทนสิ่งที่พลาดไป

L1050774 1

ตั้งแต่คุณเริ่มทำ Underworld จนถึงยุคปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่อยากเล่าให้ฟังบ้าง
มันมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ตั้งแต่ปลายยุค 70s ที่ผมเริ่มตั้งวงขึ้นมาแล้ว ริค ก็เอาด้วย แต่ท้ายที่สุดก็ไปไม่รอด เลยต้องตั้งวงใหม่ขึ้นมาอีกครั้งโดย ริค ใช้ชื่อว่า Freur เป็นวงแนว Experimental Dub ซึ่งก็ไปไม่รอดเหมือนกัน จากนั้นจึงเกิดเป็น Underworld ขึ้นมา ตอนเริ่มต้นของพวกเราดูไม่มีแววเลย จนปลายยุค 80s ริคถึงเอาจริง (หัวเราะ) เขาเป็นคนอดทนกับสิ่งที่อยากให้ออกมาดี

ความก้าวหน้าที่เห็นได้ชัดของคุณคือเพลง Rez คุณมีเรื่องราวเบื้องหลังของเพลงหรือเปล่า และทำไมถึงตั้งชื่อว่า Rez
ช่วงที่ผมกำลังทำเพลงนั้น ผมเข้าใจว่าการตั้งชื่อเพลงจะไม่สามารถใช้ชื่อยาวๆ ได้ อย่าง Rez ในตอนแรกมันอาจจะชื่อ Resonance ส่วนเรื่องราวเบื้องหลัง ริค เคยเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งเขาเดินเข้าไปในสตูดิโอเล็กๆ ที่เราใช้ทำงานด้วยกัน แต่ก็ต้องเดินจ๋อยออกมาเพราะหมดไอเดียทำเพลง จากนั้นภรรยาก็บอกกับเขาว่าให้กลับเข้าไปใหม่และห้ามออกมาจนกว่าจะมีเพลงที่ดีเกิดขึ้น สุดท้ายเขาก็ทำสำเร็จ

กระบวนการในการแต่งเพลงของคุณเป็นอย่างไร คุณเขียนเนื้อเพลงหรือทำส่วนของดนตรีก่อน
ผมเป็นคนชอบเขียน ผมมีสมุดขนาดเล็กที่ใช้เขียนทุกวัน ในช่วงปี 80 ผมได้บทเรียนอย่างหนึ่งเมื่อเห็นสมาชิกของทีมไม่สามารถทำอัลบั้มต่อได้เพราะกำลังรอเนื้อเพลงจากนักร้องเพียงคนเดียว ตั้งแต่วันนั้นผมก็คิดว่าจะไม่ทำตัวแบบนี้อีกแล้ว ผมเริ่มเดินออกไปตามถนนทุกวันเพื่อฝึกเขียนเรื่องราวต่างๆ เมื่อผมเห็นอะไรก็เขียนลงไปอย่างนั้น ส่วนกระบวนการทำเพลงมันก็มีหลากหลายแบบ บางทีก็บันทึกเสียงแยกกันแล้วค่อยเอามารวม บางที ริค มีไอเดียนำมาก่อนแล้วเขาจึงเล่าให้ผมฟัง พอได้ฟังเช่นนั้นผมจะหยิบสมุดขึ้นมาลองเขียนอะไรสักอย่างให้เขาดู ตัวอย่างที่ชัดเลยคืออัลบั้ม Barbara Barbara, We Face a Shining Future คือเรามาทำงานด้วยกันอาทิตย์ละ 2 วัน แต่ละคนก็มีอะไรมาอวดกัน ถ้าเริ่มมีอะไรเข้าท่าเราจะบันทึกสิ่งเหล่านั้น หลังจากได้ฟังมันผมก็จะสามารถอิมโพรไวส์ต่อได้ตามที่ดนตรีพาไป

IMG_0971

มีเนื้อเพลงที่ออกมาจากสมุดของคุณไหม
เกือบทุกเพลงนั่นแหละ บางทีก็มีอิมโพรไวส์บ้างแล้วแต่ว่าดนตรีเป็นไปทางไหน ณ เวลานั้นมันจะบอกกับเราเองว่าต้องร้องเนื้อเพลง เมโลดี้ หรือเสียงสไตล์แบบใด จากนั้นเราจะคอยสังเกตมันเผื่ออาจจะตัดอะไรออกหรืออาจจะเพิ่มเสียงอะไรเข้าไป มีบางครั้งที่ส่วนของดนตรีมันออกมาดีมากๆ แต่ในสมุดกลับไม่มีอะไรที่ดูจะเข้ากับดนตรีได้เลย โชคดีที่ตอนนั้นผมเหลือบไปเห็นหนังสือที่วางอยู่ในสตูดิโอ เมื่อหยิบขึ้นมาอ่านผมเจอประโยคหนึ่งเขียนว่า “The origin of number is a questionable hypothesis” ผมก็คิดในใจว่าน่าจะเอาประโยคนี้ไปเริ่มเพลงได้ พอกลับมาดูที่สมุด สิ่งที่เคยเขียนไว้ข้างในนั้นก็ดูจะใช้การได้ขึ้นมา พวกเราคงมีพัฒนาการในการสานต่อเรื่องราวให้เข้ากัน หรืออาจจะมีความสามารถในการค้นหาความมหัศจรรย์จากสิ่งของประจำวันได้ ผมอาจจะร้องฟรีสไตล์ไม่เก่ง แต่ผมสามารถเก็บรายละเอียดจำนวนมากมาประยุกต์เป็นเนื้อเพลงและสามารถสร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาจากศูนย์ได้

การทำเพลงอยู่ในสตูดิโอมีความแตกต่างกับการแสดงสดอย่างไร
สตูดิโอของพวกเราอาจจะเป็นแค่ห้องในโรงแรมกับโน๊ตบุ๊กสักสองเครื่อง อินเตอร์เฟสสักคู่หนึ่ง กีตาร์หรือ คีย์บอร์ดสักตัว แต่ถ้าในสตูดิโอจริงๆ จะมีอุปกรณ์เยอะกว่านี้ พวกเรามีไลฟ์สตูดิโอที่ใช้ซ้อมและบันทึกเสียงสดได้เพราะเป็นห้องใหญ่แถมมีอุปกรณ์เยอะ สิ่งที่คุณเห็นในยูทูปนั่นแหละคือวิธีจัดเตรียมการแสดงสดของพวกเรา

ถ้าให้เลือกได้แค่หนึ่งอัลบั้มของ Underworld ที่ดีที่สุด คุณจะเลือกอะไร และทำไมถึงเลือกอัลบั้มนั้น
dubnobasswithmyheadman ผมชอบซาวนด์ของมัน มันค่อนข้างเป็นไปทางอนาล็อก มันมีเคมีบางอย่างทั้งในส่วนของดนตรีและเนื้อเพลงที่ผมชอบ

คุณชอบเพลงไหนที่สุดในอัลบั้ม
Dirty Epic

L1050723 1

นอกจาก Trainspotting ยังมีภาพยนตร์เรื่องอื่นที่คุณอยากทำเพลงประกอบหรือเปล่า
ผมจะไม่ทำมันอีกแล้ว (หัวเราะ) มันใช้เวลาเยอะมาก ที่จริงผมรู้สึกชอบและสนุกที่ได้ทำนะ แต่หากผมเลือกจะทำมันอาจทำให้ผมไม่ได้พบกับ ริค บางครั้งผมต้องไปทำงานที่แมนเชสเตอร์กว่า 10 วัน มันก็สนุกดีนะได้ลองอะไรใหม่ๆ กับคนจำนวนมาก ทั้งนักร้อง นักแสดง แถมยังได้ออก BBC อีกต่างหาก แต่นั่นทำให้ผมไม่ได้เจอ ริค มันเลยกลายเป็นด้านลงของขาขึ้น ผมก็อยากทำโปรเจกต์นั้นอยู่นะ แต่มันจะไม่ได้ทำงานกับ ริค

คุณอยู่กับ ริค ในสตูดิโอบ่อยล่ะสิ
เราอยู่ด้วยกัน 2 วันต่อสัปดาห์ แต่พวกเราเอาจริง ถ้าผมเลือกทำเพลงประกอบภาพยนตร์จะทำให้เราไม่มีเวลาว่างสำหรับตรงนั้น เหมือนกับผมอุทิศตนเพื่อภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว

พูดถึงความพิเศษในโชว์ของพวกคุณหน่อย
เราไม่สามารถทำอะไรซ้ำกันทุกคอนเสิร์ตได้ เราต้องคอยเปลี่ยนแปลงตลอด ทีมงานของเราก็อิมโพรไวส์เอา รวมถึงแสงสีด้วย คนมักจะคิดว่ามันคือคอมพิวเตอร์ที่ถูกเขียนมาไว้ทั้งหมดแล้ว แท้จริงเรามีผู้ช่วยคนหนึ่งชื่อ เฮติน ครุกแชงก์ เขาเป็นนักอิมโพรไวส์มือฉมังทั้งวิดีโอฉากหลังและมุมกล้องต่างๆ โชว์ที่คุณเห็นแล้วรู้สึกว่าเราซ้อมมาอย่างดีจริงแล้วไม่ใช่แบบนั้น เราแค่จะไปปรากฏตัวบนเวทีแล้วรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น (หัวเราะ)

คุณมีอะไรอยากฝากถึงแฟนเพลงชาวไทยไหม
ข้อความที่ผมอยากฝากก็จะคล้ายๆ กันทุกที่นั่นคือ ขอขอบคุณอย่างมากสำหรับการรอคอย โดยเฉพาะในประเทศไทย แฟนเพลงของเราที่นี่ต้องรอมาเป็นเวลานานกว่าจะได้เจอกัน ผมต้องขอโทษด้วยที่ปล่อยให้ต้องรอขนาดนั้น โทษคุณแม่ผมก็แล้วกัน (หัวเราะ) ผมหวังว่าสิ่งที่เราอยากมอบให้แฟนเพลงจะส่งไปถึงพวกเขาจริงๆ ให้สมกับที่รอคอยมาแสนนาน

Story by: ใหม่-รัฐฐา รุ่งแสง (nolens.volens)
Edited by: Pannathorn P.
Photos by:
Binn Buameanchol