The xx Credit Laura Coulson . jpeg

 

 

ต้องยอมรับแบบตามตรงว่า ครั้งแรกที่รู้จัก The xx นั้นมาจากการเปิด Tumblr ไปเรื่อยเปื่อยเมื่อสักเกือบ 10 ปีมาแล้ว ก็มักจะเห็นสัญลักษณ์ xx และรูปของทั้งสามสมาชิก เจมี่ สมิธ,  โรมี่ แมดลีย์ ครอฟท์ และ โอลิเวอร์ ซิมผ่านตาอยู่บ่อยๆ แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เพียงแต่คิดว่า ทำไมพวกเขาทั้งสามถึงมีแต่รูปหน้านิ่งๆ ไร้อารมณ์ จะโกรธชีวิตอะไรกันนักหนา จนกระทั่งวันหนึ่งได้ดู after movie ของเทศกาลดนตรีในต่างประเทศเทศกาลหนึ่งพร้อมกับเพลงประกอบที่พอได้ยินครั้งแรกแล้วถึงกับขนลุกและตกหลุมรักแบบหนักมาก แค่เพียงเสียงจังหวะกลองแบบเนิบๆ แทรกด้วยจังหวะเสียงดนตรีอิเลกโทรและเสียงเบส แต่ทำให้เรารับรู้ถึงพลังอันมหาศาลภายใต้เพลงนี้ จนกระทั่งค้นพบว่านั่นคือ Intro จากอัลบั้ม xx อัลบั้มเดบิวต์ของพวก The xx วงที่เรามองข้ามที่จะลองฟังเพลงของพวกเขาตอนแรก เพราะคิดว่าทั้งสามก็แค่เด็กที่โกรธเกรี้ยวกับทุกอย่างในชีวิต และบังเอิญดังจากโลกอินเทอร์เน็ต

กับอัลบั้มแรกของพวกเขา xx ที่เรียกได้ว่าเป็นกระบอกเสียงชิ้นดี ในการถ่ายทอดความว้าวุ่นในใจของชีวิตวัยรุ่นวัยที่กำลังค้นหาตัวตนของตัวเอง ทั้งเรื่องรัก เรื่องใคร่ เรื่องความรู้สึกต่างๆ ที่มันช่างเหมือนกับพายุบุแคมเสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นในเพลงอย่าง VCR, Crystalised หรือ Islands

และด้วยความสดใหม่ของทั้งซาวนด์ดนตรีและแนวเพลงของพวกเขา ประกอบกับการที่คนเริ่มเบื่อหน่ายเหลือเกินกับเพลงกระแสหลักที่ถูกเปิดกรอกหูตามคลื่นวิทยุต่างๆ จึงทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเดบิวต์ ทำให้ชื่อของ The xx ขยับขึ้นมายืนอยู่ในแถวหน้าของวงการเพลง และนำพาพวกเขาเข้าสู่อีกหนึ่งห้วงชีวิตในอัลบั้มที่สอง Coexist ที่ยังเปี่ยมไปด้วยความเท่ ความเจ้าอารมณ์ แต่ยังมีการตัดพ้อ การโหยหา และความลุ่มหลง ตามสไตล์ The xx คนเดิม เพิ่มเติมคือในส่วนของซาวนด์ดนตรีที่จัดจ้านขึ้นเป็นเท่าตัวทั้งใน Angels, Chained และ Tides

 

The xx Credit Alasdair McLellan

 

วินาทีแรกที่อินโทรของ On Hold ซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้ม I See You ดังขึ้นมา พร้อมกับอาการขนลุกไปทั้งตัวด้วยความตื้นตัน ความดีใจ เหมือนกับได้เจอเพื่อนเก่าสมัยวัยรุ่นที่ผ่านด้านมืดของชีวิตมาด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง On Hold จึงเปรียบเสมือนการบอกให้รู้ว่าพวกเขาทั้งสามคนนั้นเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหนในเรื่องของมุมมองชีวิต เปรียบเสมือนกับแสงแดดในเมืองมาร์ฟา รัฐเท็กซัส สถานที่ที่พวกเขาปักหลักเป็นส่วนใหญ่ระหว่างการทำอัลบั้มนี้ คือสิ่งที่นำทางสู่ด้านสว่างสดใสของพวกเขา แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปเลยคือไลน์ดนตรีที่ยังมีความเป็น The xx อย่างชัดเจนทั้งการผสมของเครื่องดนตรีอิเลกโทร กีตาร์ และเบส อย่างลงตัว พร้อมกับการใช้แซมเปิ้ลจากเพลงดังในยุค 80’s I Can’t Go For That (No Can Do) จาก Hall and Oates ที่ทำให้เห็นถึงความฉลาดในการฟังเพลงของพวกเขา และที่สำคัญกับเนื้อเพลงที่ยังมีความรักเป็นส่วนประกอบสำคัญ

 

 

ต่อมากับซิงเกิ้ลที่สองที่ปล่อยออกมากับ Say Something Loving เพลงที่ยังไม่ทิ้งซาวนด์ความเป็น The xx และเนื้อเพลงที่ยังมีความว้าวุ่นอยู่ เหมือนว่ายังไม่แน่ใจกับเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากการปรับมุมมองของชีวิต จากสองซิงเกิ้ลแรกที่ปล่อยออกมายังทำให้เรารู้สึกคุ้นเคยกับซาวนด์ดนตรีที่คุ้นหู และตื้นเต้นรอคอยว่าเพลงที่เหลือในอัลบั้มจะออกมาเป็นอย่างไร

 

 

แต่เมื่อได้ฟัง Dangerous แทร็คแรกจากอัลบั้ม I See You ก็เหมือนกับการถูกตบหน้าฉาดใหญ่ พร้อมกับอาการงงงวยว่านี่มันคือเพลงที่เหลือจากอัลบั้ม In Colour ของ Jamie xx แล้วจับยัดมาเหลือเปล่า ด้วยอารมณ์และแนวทางของเพลงชวนให้นึกถึงเพลง Girl จากอัลบั้มดังกล่าว เพราะถ้าว่ากันตามตรงมันมีความเป็นเจมี่สูงมาก ทั้งเสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ การดีไซน์เสียงร้องของโอลิเวอร์และโรมี่ ที่ผิดไปจากปกติเมื่อพวกเขาทำเพลงด้วยกันทั้งสามคน จากอาการที่แอบผิดหวังเล็กน้อยกับเพลงแรก แต่พอเจอเข้ากับ Lips ก็ต้องอุทานออกมาว่านี่แหละใช่เลย! กับ The xx ที่เรารู้จัก ที่มีทั้งความใคร่ ความหลง และความรู้สึกปั่นป่วนเหมือนกับมีผีเสื้อบินในท้อง

พวกเขาทั้งสามก็จัดมาอย่างต่อเนื่องกับ A Violent Noise, Performance, Replica สามเพลงติดที่ให้บรรยากาศเหมือนกับเราฟัง xx และ Coexist รวมกัน ซึ่งมันไม่มีคำว่าเก่าหรือใหม่หรือแตกต่าง เพราะมันคือซาวนด์ดนตรีและการดีไซน์เสียงร้องแบบ The xx อย่างแท้จริง ที่พวกเราต่างเติบโตและเรียนรู้ชีวิตมาพร้อมกันๆ จนกระทั่งทั้งสามพาเราไปเจอกับด้านสว่างของชีวิตที่พวกเขาพยายามจะบอกเราตั้งแต่แรกกับซิงเกิ้ลที่ปล่อยมาตอนแรกอย่าง On Hold ในเพลงรักประดักประเดิดอย่าง Brave for You และ I Dare You ที่เหมือนกับทั้งชีวิตฉันผ่านมาแต่ความผิดหวัง ความเจ็บช้ำ แต่พอมาเจอกับความรู้สึกแปลกใหม่ที่เรียกว่าความรักก็ทำเอาไปไม่ถูกเหมือนกัน จึงทำให้ทั้งสามเพลงนั้นเหมือนกับการบอกรักและขอบคุณกับความรู้สึกเหล่านั้นที่เข้ามาในชีวิต และความเป็นมนุษย์ที่ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์

 

The xx I See You Packshot

 

เพลง Test Me จึงเป็นเหมือนการพูดสรุปปิดท้ายอัลบั้ม I See You ว่า ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเติบโตและเปลี่ยนแปลงจากเด็กที่โกรธกับทุกสิ่งในวันนั้น สู่ผู้ใหญ่ที่เห็นอีกด้านของชีวิตและเห็นโลกมากขึ้น และยิ่งในเฉพาะกับการเข้าใจความเป็นไปของชีวิตที่ไม่มีวันสิ้นสุด แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้ได้ก็คือความรู้สึกในใจของเรา ที่ถึงแม้จะว้าวุ่นและปั่นป่วนขนาดไหน แต่ลึกๆ ในใจแล้วเราต่างรู้ดีว่าเราต้องการอะไรจะมีก็แต่ความกล้าที่จะยอมรับมันหรือไม่ เหมือนกับพวกเขา The xx ที่กล้าที่จะยอมรับความรู้สึกเหล่านั้นและแสดงให้เห็นว่านี่แหละคือการที่ทำให้เราได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา I See You, The xx. 

 

Story by: Aekkachai S.

Photos by: Sony Music Thailand