_n1a4826-1

 

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณช่วงซัมเมอร์ของปี 2014 วงดนตรีที่ชื่อ Jelly Rocket อันประกอบไปด้วย 3 สาว ปั้น-นลพรรณ อัมพุช (ร้องนำ), โม-ชุติกาญจน์ อิสสระเสรี (กีตาร์) และ ภัค-ณภัค นิธิพัสกร (คีย์บอร์ด) ปล่อยซิงเกิ้ลแรกในชีวิตของพวกเธออย่าง How Long ออกมา และกลายเป็นที่จับตามองนับตั้งแต่นั้น ด้วยซาวนด์ล่องลอยชวนฝันจากซินธิไซเซอร์ผสมผสานจังหวะจะโคนอันหนักแน่นของดนตรีร็อค กลายเป็นส่วนผสมที่แปลกใหม่อยู่ไม่น้อยสำหรับวงรุ่นใหม่ในเมืองไทย

หลังจากนั้นพวกเธอก็ทยอยปล่อยซิงเกิ้ลออกมาอีกถึง 6 เพลง ก่อนที่เดือนสุดท้ายของปีที่แล้ว Jelly Rocket ประกาศจัดคอนเสิร์ตใหญ่ “Lucid Dream Concert” ในวันเสาร์ที่ 14 มกราคมที่จะถึงนี้ ณ Live RCA (ซึ่งบัตร Sold Out ไปเรียบร้อยแล้วอย่างรวดเร็ว) รวมถึงอัลบั้มเต็มที่ชื่อ Lucid Dream ที่เปรียบเสมือนบทสรุปการยืนหยัดในวงการเพลงบ้านเราในช่วงตลอด 2 ปีกว่าที่ผ่านมาของพวกเธอก็จะวางขายที่คอนเสิร์ตดังกล่าวเป็นที่แรกด้วย บิลบอร์ด ไทยแลนด์ จึงแวะไปสนทนากับ ปั้น-โม-ภัค กับสเต็ปชีวิตที่พวกเธอบอกว่าเกินความคาดหวังและความฝันไปไม่น้อย รวมถึงมุมมองที่มีต่อบทบาทการเป็นวงดนตรีหญิงในประเทศไทยที่หากลองนับดีๆ จะพบว่ามีปริมาณเพียงหยิบมือเท่านั้น

 

Lucid Dream Concert ที่จะเกิดขึ้นในวันเสาร์ที่ 14 มกราคมที่จะถึงนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร?
ภัค : ตอนแรกที่จะมีอัลบั้ม เรา 3 คนก็คิดกันต่อว่า อยากมีคอนเสิร์ตเปิดอัลบั้มที่จะได้เล่นเพลงตัวเองครบทุกเพลง ก็ช่วยเหลือตัวเองกันอยู่สักพักนะ แต่เราก็ยังขาดประสบการณ์ในด้านนี้
ปั้น : ตอนนั้นพวกเรายังทำอัลบั้มกันไม่เสร็จด้วย มีโชว์ที่จะต้องเล่นอีก ถ้าทำคอนเสิร์ตกันเองควบไปด้วยก็คงไม่ทัน
โม : ก็เลยไปปรึกษาหลายๆ คนในการทำคอนเสิร์ต แล้วก็ได้ Malama Collective มาช่วยดูแลเรื่องโปรดักชั่นทั้งหมด เพราะเราก็อยากจะโฟกัสในเรื่องเพลงและการเพอร์ฟอร์มด้วย

ผู้ชมจะได้พบอะไรในคอนเสิร์ตคราวนี้บ้าง?
โม : ด้วยความที่เป็นคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งแรกในชีวิตของพวกเรา แน่นอนว่าโปรดักชั่นยิ่งใหญ่อลังการแน่นอน ทั้งแสง สี เสียง วิชวล รวมถึงเรื่องซาวนด์ เพอร์ฟอแมนซ์ ซีนต่างๆ บนเวที เราก็จะจัดโชว์มาให้ไม่เหมือนที่อื่นที่เคยเล่นมา คือไม่อยากให้ผู้ชมแค่เข้ามานั่งดูเราเล่นทุกเพลง จบ แล้วกลับบ้าน
ปั้น : จริงๆ มันก็เป็นไอเดียจากพวกเราเองที่เสนอต่อทีม Malama นั่นแหละค่ะ แล้วพวกเขาก็ทำให้มันเกิดขึ้นจริง อย่างอัลบั้มมันก็ค่อนข้างยืดเยื้อมาถึง 2 ปี เพราะเราอยากทำให้ดีที่สุด และนอกจากเรื่องเพลงแล้ว เราก็ไม่อยากให้มันเป็นแค่คอนเสิร์ตเปิดอัลบั้ม อยากให้คนที่จ่ายเงินเข้ามาดูเห็นสิ่งที่เราตั้งใจทำจริงๆ อยากให้ทุกคนก้าวเข้ามาอยู่ในโลกอันชวนฝันของ Jelly Rocket ด้วยกัน
ภัค : ผู้ชมจะได้รับประสบการณ์ที่ไม่เคยได้รับจากที่ไหนมาก่อนค่ะ กลับบ้านไปแล้วก็ยังประทับใจอยู่ และอยากกลับมาดูพวกเราเล่นดนตรีอีก

01

 

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ ผ่านมาเกือบ 2 ปีจากซิงเกิ้ลแรก How Long วันนี้พวกคุณกำลังจะมีอัลบั้มเต็ม?
โม :
ใช่แล้วค่ะ อัลบั้มนี้ชื่อ Lucid Dream ซึ่งเป็นชื่อเรียกชนิดของความฝัน มันคือความฝันที่ยังรู้สึกตัวอยู่ แต่ในขณะเดียวกันมันก็คือความฝันนั่นแหละ อยากเปรียบว่าในฝันนั้นเราจะนึกถึงอะไรก็ได้ ฟังแต่ละเพลงในอัลบั้มก็แล้วแต่ว่าจะไปตีความว่าคืออะไร อย่างในมิวสิควิดีโอซิงเกิ้ลล่าสุด This is Real จะอธิบายคำว่า Lucid Dream ได้เยอะ คือเริ่มเอ็มวีด้วยการถูกปลุกให้ตื่น แล้วตัวละครก็ไปเจอเหตุการณ์ต่างๆ สุดท้ายแล้วก็ตื่นขึ้นมาจริงๆ ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อ
ปั้น : คือมันเป็นความฝันที่ไม่ได้หอมหวานหรือสวยงามนะ มีทั้งเศร้า ยินดี ความสุข ครบทุกรส อยากให้คนฟังฟังแล้วไม่ได้รู้สึกเศร้าหรือสุขโดยตรง มีอะไรหลายอย่างที่แตกต่าง หลากหลายอารมณ์ แต่มารวมกันอยู่ในอัลบั้มนี้ อย่างเพลง เจ้าเหมียว ก็จะเป็นความเศร้าแบบไม่แคร์เวิลด์ จนไปถึงเพลงที่ให้กำลังใจก็มี
ภัค : แล้วซาวนด์ของ Jelly Rocket ก็ชวนฝันด้วย พาเราไปได้ไกลถึงไหนต่อไหนได้

เราจะได้จับจองอัลบั้มนี้กันเมื่อไหร่?
โม : เร็วที่สุดเราก็จะขายที่งานคอนเสิร์ตในวันที่ 14 มกราคมที่จะถึงนี้ ซึ่งหลายคนที่ซื้อบัตรใน Set B และ C ไปแล้วก็จะได้อัลบั้มของพวกเราไปด้วย หลังจากนั้นก็หาซื้อได้ตามร้านขายซีดีทั่วไปอย่างร้านน้องท่าพระจันทร์หรือดีเจสยาม รวมถึงงาน Cat Expo 3D ในวันที่ 4-5 กุมภาพันธ์ด้วย

 

ที่บอกว่าเป็นซาวนด์แบบชวนฝัน มันเป็นส่วนผสมของอะไรบ้าง?
ภัค : มันเป็นส่วนผสมของทุกคนในวงมากกว่า ซึ่งพอมารวมกันก็จะมีความล่องลอย ชวนฝัน ให้ได้คิดต่อว่า มันคือความรู้สึกแบบไหน จริงๆ แต่ละเพลงก็สามารถชี้ไปได้แหละว่า เพลงนี้เพลงนั้นเป็นความรู้สึกอย่างไร ด้วยเนื้อเพลง เมโลดี้ ทำนอง แต่พอเป็นเรื่องของซาวนด์ที่พวกเราเลือกใช้ รวมถึงเสียงของปั้น มันก็เกิดเสียงที่ทุกคนได้ฟังกันขึ้นมา
ปั้น : บวกกับที่พี่โมมิกซ์มาด้วย มิกซ์แล้วมันจะได้ซาวนด์แบบนี้แหละ พี่โมเก่งมาก สามารถมิกซ์ให้เสียงปั้นลอยได้ด้วย (หัวเราะ)
ภัค : แต่สิ่งที่ย้อนแย้งคือ เพลงที่พวกเราแต่งมันจะเกิดจากความรู้สึกที่ค่อนข้างจริงนิดหนึ่ง แล้วค่อยมาทำให้บรรยากาศของเพลงมันชวนฝันอีกที

แต่ละคนฟังเพลงต่างกันมากไหม?
ภัค : อย่างภัคตอนนี้เริ่มฟังมั่วซั่วละ (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ ก็เริ่มจากเพลงอินดี้ไทยนี่แหละ ต่อมาก็เป็นยุคของดนตรีบริตร็อคที่ฮิตขึ้นมาอย่าง Arctic Monkeys โตขึ้นมาหน่อยเริ่มเรียนดนตรี เข้าที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็เริ่มฟังไปหมด แต่มาเริ่มฟังอิเล็กทรอนิกส์ร็อคตอนหลังๆ แบบ The Naked and Famous ชอบมากๆ วงนี้ ก็ฟังกับพี่โม
โม : The Naked and Famous จะมีความเป็นวงอิเล็กทรอนิกส์ แต่ rhythmic จะมีความร็อค ผสมกับความล่องลอย มันอาจจะเป็นส่วนผสมที่เราชอบมั้ง โดยส่วนตัวโมชอบฟังเพลงเป็นอัลบั้มและค่อนข้างหลากหลาย ก่อนหน้านี้ฟังอัลบั้ม Junk ของ M83 แล้วก็มาเป็น I Like It When You Sleep, for You Are So Beautiful yet So Unaware of It อัลบั้มใหม่ของ 1975 แล้วล่าสุดกับ อลิเชีย คีย์ส อัลบั้ม Here
ปั้น : ปั้นจะแหวกแนวจากเพื่อนในวงค่อนข้างมาก ชอบฟังฮิปฮอป อาร์แอนด์บี มาตั้งแต่เด็กๆ แล้วก็เริ่มมาชอบ EDM, Trap music ช่วงนี้หันมาฟังฮิปฮอปเกาหลี เป็น Chill Hip Hop เป็นบีตแบบชิลล์ๆ อย่างเพลง Swimming Pool ของ Taylor ซึ่งมันไม่ค่อยแมสเท่าไหร่
โม : ซึ่งการที่ปั้นชอบฟังเพลงแบบนั้นมันมีผลต่อสำเนียงการร้องของปั้นมากเลยนะ เวลาโมมิกซ์จะรู้เลยว่าสำเนียงปั้นมีความยูนีคมาก อาจจะเป็นส่วนผสมหลายๆ อย่างที่ต่างกันแล้วเอามารวมกัน แล้วพยายามทำให้เกิดความลงตัว ก็เลยได้ซาวนด์ที่ไม่เหมือนใคร

_n1a4781-1
_n1a4792-1
_n1a4799-1

จากซ้าย:โม-ชุติกาญจน์ อิสสระเสรี, ปั้น-นลพรรณ อัมพุช และ ภัค-ณภัค นิธิพัสกร

ย้อนกลับไปตอนที่พวกคุณตัดสินใจทำวงดนตรีหญิงล้วน มองไปข้างหน้าไหมว่าจะต้องพบเจอกับอะไรบ้าง?
โม : ตอนที่เริ่มทำเพลงแรก เรายังไม่รู้เลยว่า เราจะมีวันที่คนฟังเพลงของเราเยอะขนาดนี้ เหมือนแค่ตั้งใจโฟกัสในการทำเพลง How Long ให้มันดีที่สุดอย่างเดียว ไม่ได้คิดว่าจะต้องได้รับผลตอบรับมากมายขนาดนั้น
ปั้น : ไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าทำอย่างไรเพลงถึงจะดัง หรือต้องได้กี่วิว ก็ทำตามซาวนด์ที่ทุกคนอยากได้ พี่โมชอบซาวนด์กีตาร์แบบนี้ ภัคชอบซาวนด์คีย์บอร์ดที่เป็นซินธ์ ก็เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคนที่เอาเข้ามารวมกัน
ภัค : แต่ปรากฏว่ามีคนแชร์ไปเยอะมาก ทั้งเพื่อนๆ และคนที่ยังไม่รู้จักพวกเรา
โม : จำได้ว่าคืนที่ปล่อยเพลง How Long เพจ Dudesweet กับ เสพย์สากล ซึ่งมีคนฟอลโลว์เยอะอยู่แล้วแชร์เพลงของพวกเราไป ยิ่งทำให้คนมาคลิกตามแชร์ตามเยอะ ก็ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ค่ะ (หัวเราะ)

หลังจากคืนที่ปล่อยเพลง How Long ชีวิตเปลี่ยนไปไหม?
โม : เปลี่ยนมาก จากที่โมเป็นแค่คนที่ชอบไปดูดนตรีตามสถานที่ต่างๆ และรู้สึกดีกับวงที่เล่น แต่มาถึงวันที่พวกเราได้เล่นดนตรีให้คนอื่นดูบ้าง มีคนรับฟังเรา ความฝันเล็กๆ ที่เคยฝันว่าอยากจะมีลง อยากให้คนได้ฟังเพลงของเรามันก็เริ่มต้นขึ้น
ภัค : ภัคฝันมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าอยากมีวงดนตรีตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนคณะดนตรีด้วยซ้ำ
ปั้น : ปกติเป็นคนขี้อาย ก็ได้พัฒนาตัวเองมากขึ้น อย่างพี่โมกับภัคเขาเรียนดนตรีโดยตรง แต่ปั้นเรียนนิเทศศาสตร์ ด้านการประชาสัมพันธ์ มันคนละเรื่องกันเลย แล้วจู่ๆ ก็มาเป็นนักร้องวงดนตรีอินดี้ มันเหมือนพลิกชีวิตไปอีกด้าน ซึ่งจริงๆ มันก็เป็นความฝันของปั้นเหมือนกัน แต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะมาจริงจังในด้านนี้ อย่างตอนแรกครอบครัวก็สงสัยนิดหนึ่งเหมือนกันว่าจะไปได้ถึงขนาดไหน เหมือนวันนี้ก็รู้สึกว่าสามารถพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นได้ในระดับหนึ่งว่า เส้นทางนี้ก็ไปได้เหมือนกัน

2 ปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์ไหนที่ประทับใจสุดๆ และอยากเล่าให้เราฟังบ้าง?
ภัค : น่าจะเป็นงาน Tiger Jams “Center Stage” เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เรามีโอกาสได้ทำอะไรหลายๆ อย่างที่ไม่เคยทำ ทั้งการทำเพลงตามโจทย์ ไปถ่ายวีทีอาร์ ยิ่งพอรู้ว่าจะต้องไปเป็น mentor ให้กับน้องๆ วง 23’O ยิ่งตกใจ เพราะไม่ได้คิดว่าตัวเองจะไปไกด์ใครได้
ปั้น : ใช่ แล้วน้องๆ ก็เก่งมากอยู่แล้วด้วย ถือว่าเป็นโปรเจกต์ที่เปลี่ยนชีวิตพวกเราในอีกระดับหนึ่ง จริงๆ ทุกวันที่เราดำเนินชีวิตในฐานะนักดนตรีก็มีอะไรใหม่ๆ เข้ามาเซอร์ไพรส์ตลอดเวลา แต่ด้วยความที่ตอนนี้เราไม่ได้มองว่าตัวเองอยู่ในระดับไหนหรือจุดไหนของวงการ หรือคนภายนอกเขามอง Jelly Rocket ว่าเป็นอย่างไร พอได้มาร่วมงานกับศิลปินที่เราก็ชื่นชมอยู่แล้วอย่าง Somkiat หรือ Polycat แล้วได้เล่นเวทีเดียวกับ CHVRCHES อีก ก็เลยรู้สึกว่า มีคนมองเห็นพวกเราด้วยนะ

 

แล้วตอนนี้หาคำตอบได้หรือยังล่ะว่า Jelly Rocket ยืนอยู่ตรงจุดไหนของวงการ?
ปั้น : อืม… ก็อาจจะเป็นวงที่คนเริ่มให้ความสนใจและรู้จักเรามากขึ้น เพราะจริงๆ Jelly Rocket ยังไม่แมส ยังอยู่ในโซนอินดี้ แต่ก็ยังแอบงงๆ อยู่นะว่า สรุปแล้วคนอื่นเขามองพวกเราว่าเป็นอย่างไร
ภัค : เราก็ยังไม่ค่อยรู้นะ แต่รู้สึกได้ว่ามันเกินกว่าที่พวกเราคาดไว้ในตอนแรกมากๆ แล้ว แต่ภาพก็ชัดขึ้นตอนที่พวกเราขายอัลบั้มอีพีกับไวนิลเมื่อช่วงเดือนตุลาคม คือช็อคมาก
โม : 18 นาทีคือทุกอย่างหมดเกลี้ยง ซีดี 300 แผ่น คือโมไม่ได้เตรียมรับมือกับการที่ 1 นาทีมี 100 คิวมาก่อน อันนี้พีคสุด
ปั้น : ตอนแรกกลัวขายไม่หมดด้วย (หัวเราะ) พอได้เห็นอย่างนี้ พวกเรารู้สึกว่า ต้องซีเรียสกับโชว์ให้มากขึ้น เพราะมันแสดงให้เห็นว่ามีคนรอพวกเราอยู่เยอะ อยากให้ทุกคนรู้สึกคุ้มค่า มันไม่ใช่การกดดันตัวเองนะ แต่มันคือการทำให้ดีที่สุดต่างหาก

ดูเหมือนชีวิตของพวกคุณจะวางไว้เป็นสเต็ปเหมือนกันนะ จากซิงเกิ้ลแรก สู่อัลบั้มเต็ม และกลายมาเป็นคอนเสิร์ต?
ภัค : มันก็มีแผนที่เราวางเอาไว้ แต่ระหว่างทางก็มีอะไรใหม่ๆ งอกขึ้นมาเรื่อยๆ ว่าอยากจะทำอะไร
ปั้น : และหลายอย่างก็ไม่ตรงตามที่วางแผนเอาไว้ พวกเราได้ไปเล่นคอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่น ซึ่งรวมถึงงาน Asia Music Festival ด้วย ได้ไปทัวร์ตามต่างจังหวัด เจอคนดูที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าเขาสามารถร้องตามได้ทุกเพลง ประทับใจมาก ปั้นรู้สึกว่า Jelly Rocket ไม่ได้ปล่อยอัลบั้มช้าไปนะ คือถ้าปล่อยก่อนหน้านี้ เรารู้สึกว่าเรายังไม่โตเต็มที่ พอมาเป็นตอนนี้เรากลับรู้สึกว่าสามารถให้อะไรกับคนดูได้มากกว่า

ได้อะไรกลับมาบ้างจากการไปเล่นคอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่น?
ปั้น : เยอะมาก แล้วด้วยความที่ญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมการฟังดนตรีที่แตกต่างจากบ้านเรามาก บ้านเมืองเขาเปิดรับกับหลากหลายแนวเพลง แม้จะเป็นภาษาที่เขาไม่รู้จักก็ตาม
ภัค : ทีมงานเขามืออาชีพมาก ซาวนด์เอนจิเนียร์ของงานก็ทำการบ้านมา
โม : ใช่ คือก่อนที่เราจะเดินทางไป เขาฟังเพลงของเราก่อน ถึงจะไม่ได้ซาวนด์เช็คก่อนขึ้นเล่น แต่เหมือนเขารู้จักวงเราอยู่แล้ว แล้วโมกับมือเบสไม่ได้เอาเครื่องดนตรีไป เราก็สามารถคุยกับเขาได้ว่า ขอกีตาร์กับเบสที่นู่นได้ไหม เขาก็เอามาให้เลือกเลยว่าอยากใช้รุ่นไหน

_n1a4746-1

 

ด้วยความที่วงดนตรีหญิงล้วนยังเป็นสัดส่วนที่น้อยทั้งในวงการดนตรีบ้านเราและของโลก พวกคุณมีมุมมองกับเรื่องนี้อย่างไร?
ปั้น : จริงๆ ผู้หญิงก็ไม่แพ้ใครนะ แต่เราก็ไม่ได้เอาเพศมาจำกัดมุมมองอะไรขนาดนั้น อย่างพี่ๆ Yellow Fang ก็เป็นหนึ่งในไอดอลของพวกเรา ปั้นรู้สึกว่าผู้หญิงก็เล่นดนตรีได้ไม่แพ้ผู้ชายเหมือนกัน อยากทำให้คนฟังไม่รู้สึกว่า วงผู้หญิงอย่างเราๆ ต้องอ่อนนุ่มหรือหวานๆ เสมอไป
โม : บ้านเราวงหญิงล้วนอาจจะมีน้อย อย่างเมืองนอกเขาก็จะมี Savages หรือ Haim ซึ่งเนื้อเพลง การสื่อความหมายของเพลง หรือวิธีการโชว์จะแตกต่างจากวงชายล้วนมาก มันจะมีความละเอียดอ่อน ซับซ้อน และทำให้เรารู้สึกถึงอะไรบางอย่างได้มากกว่าวงชายล้วนที่อาจจะนำเสนอแบบตรงไปตรงมามากกว่า ซึ่งสิ่งนั้นเขาก็เอามาเป็นจุดแข็งในโชว์ ก็อาจจะเป็นเรื่องของเสน่ห์ของวงผู้หญิงในโลกนี้ที่วงผู้ชายคงจะเลียนแบบไม่ได้ แต่ก็เป็นความรู้สึกที่คนฟังจะได้สัมผัสในสิ่งที่แตกต่างกันออกไป

แล้วการเป็นวงดนตรีหญิงล้วนนี่มีข้อเสียไหม?
ภัค : เรายกเครื่องดนตรีกันไม่ค่อยไหว…
โม : ใช่ๆ แม่เจ้าโว้ย หนักมาก (หัวเราะ) ก่อนหน้านี้ไปเล่นที่สุรินทร์ โมยกเอฟเฟกต์ 10 โล แอมป์อีก 20 โล ใกล้จะไปแข่งโอลิมปิคได้แล้ว (หัวเราะ)
ปั้น : จริงๆ มันเป็นสิ่งที่เราต่อสู้กันมานาน มีคนชอบก็ย่อมมีคนเกลียด ปั้นไม่อยากให้คิดว่าการที่พวกเรามาถึงจุดนี้ได้เพราะเราเป็นผู้หญิง ซึ่งยังมีคนดูหลายคนที่อาจจะไม่ได้รู้จักพวกเรามาก มองเราแค่… ผู้หญิงว่ะ ดูหน่อยละกัน คือไม่อยากให้คิดแบบนั้น อยากให้มาฟังเพลงของเรามากกว่า จริงๆ พวกเราผ่านอะไรกันมาเยอะมาก แล้วเราจึงพยายามพัฒนาตัวเองในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นตัวเพลงหรือเพอร์ฟอร์แมนซ์ เพื่อที่จะให้คนบางกลุ่มเลิกเอาเรื่องเพศมาแบ่งแยก
โม : อาจจะด้วยทัศนคติของคนไทยด้วยที่ยังมองแยกกันอยู่ ซึ่งโมรู้สึกว่า ปั้นน่าจะเป็นคนที่โดนเยอะที่สุด ด้วยความที่ปั้นเป็นตัวแทนของ Jelly Rocket ในการเป็นฟร้อนต์แมน มันจะมีความกดดันเยอะ โดนทุกคนเพ่งเล็งตลอดเวลา ก็อยากให้ทุกคนลองเปิดใจนะ ไม่ใช่มองแค่เรื่องรูปลักษณ์ภายนอก แต่เราก็ห้ามไม่ได้หรอกว่าใครจะมองเราอย่างไร มันเป็นเรื่องทัศนคติของคนล้วนๆ เลย เราก็แค่ทำให้ดีที่สุดในส่วนที่เราต้องทำ

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Purin A.