01

 

เพิ่งออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกในชีวิต Unfinished Business เมื่อปลายปีที่แล้ว นาธาน ไซค์ส อดีตสมาชิกวงขวัญใจวัยโจ๋อย่าง The Wanted เลยมาเล่าให้ฟังถึงวิธีการเขียนเนื้อเพลงที่แสนจะเป็นเรื่องส่วนตั๊ว…ส่วนตัว การดูเอ็ทกับอาเรียน่า กรานเด และความฝันอันยิ่งใหญ่ของเขาในการได้ชื่อว่าเป็นศิลปินยอดเยี่ยมตลอดกาล

การออกอัลบั้มเดี่ยวเป็นสิ่งที่คุณเฝ้ารอมายาวนานหรือเปล่า

ผมว่าใช่นะ ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ผมก็รู้ตัวแล้วว่าอยากเป็นนักร้อง ผมรักการได้เอนเตอร์เทนผู้คนและการอยู่บนเวทีก็เป็นอะไรที่ทำให้ผมสบายใจที่สุด ผมเป็นพวกเงอะงะกับการเข้าสังคมน่ะครับ ก็เลยมีความมั่นใจมากกว่าเวลาอยู่บนเวที เพราะรู้ว่าตัวเองสามารถควบคุมสิ่งต่างๆ บนนั้นได้

พอช่วงวัยรุ่นผมก็เริ่มค้นหาดนตรีแบบที่ผมรักจะฟัง และการเข้าร่วมวงบอยแบนด์ก็เป็นอะไรที่นอกเหนือความคาดหมายมากๆ! แต่ The Wanted ก็เป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมเกินกว่าจะปฏิเสธ ตอนที่พวกเราเจอกัน เรารู้เลยว่าการรวมตัวของเราสามารถทำอะไรที่แตกต่างได้ แล้วผมก็ได้มาเริ่มทำอัลบั้มเดี่ยวเร็วกว่าที่ผมเคยคิดไว้ตอนที่เป็นสมาชิกวง The Wanted แต่ผมดีใจมากนะครับที่ได้ทำ

ใช้วิธีไหนในการค้นหาแนวทางของอัลบั้ม

มันเหมือนกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรจะเสียและผมสามารถทำให้คนฟังแปลกใจได้ เพราะว่าผมเป็นน้องเล็กใน The Wanted ผมไม่เคยรู้สึกว่าต้องผลักดันตัวเองไปอยู่ข้างหน้าหรือรับหน้าที่ร้องนำ ก็เลยรู้สึกเหมือนผมมีเวลาที่จะหลบไปใช้เวลาในการสร้างซาวนด์ที่เป็นของผมเอง ที่ผมสนุกกับมันจริงๆ การถามตัวเองว่า “นาธาน ไซค์ส คือใคร?” เป็นความประหลาดอย่างหนึ่ง เพราะผมคิดว่าคงมีคนอายุ 20 ปีไม่กี่คนที่จะถามตัวเองด้วยคำถามนี้! มันเป็นโอกาสที่จะได้ออกเดินทางเพื่อค้นหาตัวเองและเพื่อให้รู้ว่าศิลปินและนักแต่งเพลงแบบไหนที่ผมอยากเป็น ดนตรีแบบไหนที่ผมอยากทำ และอารมณ์แบบไหนที่ผมอยากให้ผู้คนได้จากดนตรีของผม

แล้วจะพูดถึงซาวนด์ที่คุณสร้างสรรค์ขึ้นมาในอัลบั้มนี้ว่ายังไง

ผมคงจะบอกว่ามันเป็นป๊อปที่มีโซลปะปนอยู่ ผมรักเพลงป๊อปและอัลบั้มนี้ก็แน่นอนว่าเป็นป๊อป แค่ผสมความเป็นโซลลงไปในเนื้อเพลงที่ผมเขียนเองและในวิธีการร้อง

02

 

แรงบันดาลใจในการเขียนเพลงของคุณมาจากไหน ประสบการณ์ส่วนตัวหรือเปล่า

ใช่ครับ ประสบการณ์ส่วนตัวล้วนๆ ตอนที่เขียนเพลงในอัลบั้มนี้ ผมพบว่าตัวเองมีอารมณ์ร่วมมากๆ ตอนอยู่ในห้องอัด ตอนนั้นผมบอกตัวเองว่า “สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้แหละคือสิ่งที่เราอยากทำไปทั้งชีวิต เราอยากบันทึกชีวิตของตัวเองและทำให้มันเป็นเหมือนการเขียนไดอารี่ผ่านดนตรี” ผมไม่เคยเขียนไดอารี่นะครับ ไม่มีวินัยเพียงพอขนาดนั้น! แต่ผมชอบไอเดียของการเขียนไดอารี่ผ่านดนตรีพร้อมความหวังว่ามันจะอยู่ไปได้ยาวนานกว่าชีวิตผมเอง คงเพราะมีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตมากมายตั้งแต่ยังเด็ก ผมเลยมีเรื่องมากมายที่จะเอามาเขียน และก็พยายามจะเขียนให้ลงลึกที่สุดเท่าที่ผมสามารถทำได้ ผมอยากให้ทุกเพลงในอัลบั้มมีเรื่องราวและมีตัวบุคคลอยู่ในนั้น

ไม่กลัวเหรอว่าคนที่คุณเขียนถึงจะได้ยินเพลงแล้วคิดว่า “เรานี่หว่า!”

ไม่กลัวเลยสักนิด เพราะว่าผมไม่ได้บอกพวกเขานี่ว่าเขียนถึง! เพื่อนๆ กับคนที่ผมสนิทด้วยก็คงมีแอบคิดๆ แหละว่าผมจะเขียนเพลงเกี่ยวกับพวกเขาหรือเปล่า แต่ผมจะไม่บอกพวกเขาหรอกว่าเพลงนี้เพลงนั้นมันเป็นเรื่องของพวกเขา จริงๆ เมื่อสองสามเดือนที่แล้วผมเกือบจะหลุดปากบอกคนหนึ่งไปด้วย ดีนะที่ยั้งไว้ได้ตอนนาทีสุดท้ายพอดี!

เล่าเรื่องเพลง Famous ให้ฟังหน่อยสิ

เพลงนี้เขียนขึ้นตอนที่ผมสนิทกับคนคนหนึ่งมาก เป็นช่วงที่ผมยังอยู่กับวง The Wanted หลังจากนั้นวงก็แตกและคนคนนี้ก็เลิกคุยกับผม มันเป็นอะไรที่ผมรู้สึกว่าผิวเผินและตื้นเขินมาก ก็เลยแค่เดินจากมาแล้วบอกตัวเองว่า “ไม่ต้องห่วงหรอก ไว้พอเราดัง พวกนั้นก็โทรหาเองแหละ” นั่นคือจุดเริ่มต้นของเพลงนี้ แต่ผมก็ไม่อยากให้มันเป็นเพลงที่พูดถึงแต่เรื่องว่าการเป็นคนดังรู้สึกยังไง เพราะผมอยากให้ทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมกับเพลงได้ ก็เลยเปลี่ยนเนื้อเพลงค่อนข้างเยอะ กลายเป็นการตั้งคำถามว่า “ผมต้องทำยังไงให้คุณสนใจใส่ใจผมเหมือนที่ผมใส่ใจคุณ” ผมว่ามันเป็นเพลงแนวอ้อนวอนขอความรักนะ

คนที่ว่านี้โทรหาคุณไหมตอนที่คุณออกอัลบั้มเดี่ยว

โทรสิ! ทันทีที่ผมปล่อยซิงเกิ้ลแรก Kiss Me Quick โทรศัพท์ก็ดังปั๊บ แล้วผมก็แบบ “ขอแสดงความยินดีด้วย คุณทำแบบที่ผมคิดไว้เปี๊ยบเลย” แต่เราก็ได้แต่หัวเราะนั่นแหละ เวลาที่เราเขียนเพลงเกี่ยวกับว่าคนคนหนึ่งจะทำยังไงต่อไป แล้วพวกเขาก็ทำแบบที่เราคิดไว้เป๊ะๆ มันก็… นะ!

เพลงไหนที่คุณภูมิใจที่สุดในอัลบั้มนี้

เป็นคำถามที่ยากจังเพราะผมภูมิใจทุกเพลงเลย ผมว่าผมภูมิใจกับ Famous เพราะเรารื้อมันแล้วเขียนใหม่เพื่อใส่อารมณ์ลงไปในเพลง อีกเพลงที่ภูมิใจมากๆ งจะทำยังไงต่อไป แล้วพวกเขาก็ทำแบบที่เราคิดไว้เป๊ะคือ I Can’t Be Mad เพราะมันเป็นเพลงอกหัก ผมเขียนเพลงนี้โดยพูดถึงช่วงเวลามืดมนในชีวิต ช่วงที่แสนยากลำบากแต่ก็แสนมหัศจรรย์ด้วย ผมไม่เคยรู้สึกถึงความสุขหรือพอใจในฐานะนักแต่งเพลง รู้สึกถึงแต่ความเศร้า เป็นเรื่องของการขุดเรื่องเจ็บๆ ลึกๆ ขึ้นมาเขียนน่ะครับ

03

 

‘ช่วงเวลามืดมน’ ที่ว่านั่นหมายถึงอะไร

เคยได้ยินที่เขาว่ากันว่าเรื่องร้ายมักมาพร้อมกัน 3 เรื่องไหมครับ คุณปู่ของผมเสีย ผมเลิกกับคนที่คบกันอยู่ และวงก็แตก ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาแค่ 3 สัปดาห์ เป็นช่วงเวลาที่หฤโหดจริงๆ และพอมองย้อนกลับไป ผมคิดว่าการเลิกกับคนคนนั้นนั่นแหละที่ทำให้รู้สึกว่าเรื่องอื่นๆ ยิ่งแย่ลงกว่าเดิม แต่ผมคิดว่าการกลับไปนึกถึงอารมณ์ช่วงนั้นช่วยให้ผมเปิดกว้างมากขึ้นในฐานะนักแต่งเพลง

คุณเคยดูเอ็ทเพลง Almost Is Never Enough กับอาเรียน่า กรานเดเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว และเธอก็มาร่วมร้องในเพลง Over And Over Again ในอัลบั้มนี้ของคุณด้วย ทำไมถึงคิดว่าคุณสองคนเหมาะจะร่วมงานกัน

ผมคิดว่าเพราะเราต่างชื่นชมในเสียงร้องและความสามารถทางดนตรีของกันและกัน ผมว่าทั้งโลกรู้กันหมดละนะว่าผมคิดว่าอาเรียน่าเป็นคนที่เจ๋งสุดๆ แค่ไหน การได้ร่วมร้องเพลงกับคนแบบนี้มันยอดเยี่ยมมากและผมก็คิดว่าเสียงของเราสองคนไปกันได้ดีด้วย ผลตอบรับดีเลิศจากเพลง Almost Is Never Enough ทำให้ผมเกิดไอเดียขอให้เธอมาร้องในเพลง Over And Over Again ผมส่งเพลงไปให้เธอฟัง เธอชอบมัน แล้วก็อัดเสียงร้องสุดมหัศจรรย์ของเธอมาให้ และมันก็เจ๋งมากจริงๆ

ปี 2016 คุณยังได้ออกทัวร์กับ Little Mix และอเลสเซีย คาร่า ด้วย เรียนรู้อะไรมาบ้าง

มันเป็นอะไรที่เจ๋งมากๆ กับ Little Mix คืออารีน่าทัวร์ที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษของปี 2016 เป็นครั้งแรกที่ผมได้ขึ้นเวทีและร้องเพลงของตัวเองต่อหน้าคนดูมากมายขนาดนั้นและได้ยินฟีดแบ็คที่ยอดเยี่ยมในเพลง Over And Over Again ซึ่งต้องใช้คำว่ามหัศจรรย์เลยละ เพราะเหมือนทุกคนร่วมร้องเพลงไปด้วยกัน กับอเลสเซีย จำนวนคนดูน้อยกว่าและแฟนๆ ของเธอก็ค่อนข้างแตกต่างออกไป ก็เลยช่วยให้ผมได้พัฒนาตัวเองในฐานะเอนเตอร์เทนเนอร์ เพราะสถานที่เล็กกว่า ผมเลยต้องพูดเยอะขึ้นและพยายามหยอดมุขให้คนสนุก แฟนๆ ของอเลสเซียเป็นกลุ่มคนที่รักดนตรีจริงจัง ทำให้ผมสามารถแอดลิบได้ และทั้งฮอลล์ก็กรีดร้องกันสนั่นจนผมต้องหยุดรอให้พวกเขากรี๊ดกันให้จบก่อนแล้วถึงร้องเพลงต่อ! ผมตั้งใจว่าจะผสมผสานสิ่งที่เรียนรู้จากทั้งสองทัวร์เข้าด้วยกันเพื่อใช้ในการแสดงครั้งต่อๆ ไป

เมื่อพูดถึง ‘นาธาน ไซค์ส’ คุณอยากให้ผู้คนนึกถึงอะไร

ผมอยากให้คนคิดว่าผมเป็นศิลปินที่ยอดเยี่ยม ดนตรีมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผม การเขียนเพลงก็เช่นกัน น้ำเสียงของผมก็ด้วย ผมสามารถนั่งจมอยู่กับเรื่องเล็กน้อยสุดๆ อย่างที่คนอื่นๆ เขาไม่สนใจได้เป็นชั่วโมงๆ ผมเป็นพวกนิยมความสมบูรณ์แบบและก็อยากจะเป็นหนึ่งในศิลปินผู้โชคดีที่มีจำนวนแค่ไม่กี่คนที่สามารถทำสิ่งที่รักนี้ไปได้ตลอดชีวิต แต่การจะเป็นศิลปินที่ยอดเยี่ยมต้องใช้เวลาหลายปี – ผมรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นปุบปับแค่ชั่วข้ามคืน นั่นคือเป้าหมายของผมและผมก็ยิ่งกว่าเต็มใจที่จะทุ่มเทเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนี้

 

Story By: Universal Thailand

Translated By: Srivigar S.

.