13120409_10156952132985457_1369118823_o

 

ท่าทางว่าปีนี้จะเป็นปีของห้าหนุ่มจากเชียงใหม่ ฟลุค – บัณฑิต ตันสุชาติ เบิ้ม – ศุภโชค เชื้อเมืองพาน พีช – นิตยะ มณีวงศ์ ดม – อุดมศักดิ์ คุณยศยิ่ง และ บีม – ณัฐดนัย สูงปานเขา หรือที่เราอาจจะคุ้นกว่าในชื่อวง 60 Miles เพราะไม่เพียงเพลงฮิต หากฉันตาย ที่ยังแรงไม่เลิก เพิ่งผ่านหลักร้อยล้านวิวในยูทูปไปอย่างสวยงาม พวกเขายังกลับมาพร้อมเพลงใหม่ ครั้งแรก ที่ซุ่มทำกันยาวนานถึง 2 ปี เนื้อหาโดนใจทุกผู้คนเพราะพูดถึงความทรงจำของรักครั้งแรก ที่ร้อยทั้งร้อย เมื่อนึกถึงมักมาพร้อมความสุขในหัวใจ ดนตรีก็เติบโตขึ้นตามประสบการณ์รวมถึงการร่วมงานกับคนใหม่ๆ และในยุค 2016 นี้เรายังอาจจะได้ฟัง ‘อัลบั้ม’ ของพวกเขาให้หายคิดถึงที่ไม่ได้ฟังมา 2 ปีก็เป็นได้

 

สงสัยจริงๆ ว่าทำไมเลือกพูดถึงเรื่อง ครั้งแรก ในวันที่วงอายุ 6 ปี!

ฟลุค: ปกติวงเรามีแต่เพลงรักที่ออกแนวดาร์กๆ หม่นๆ

พีช: เลยอยากมีเพลงรักจังหวะสนุกสนาน เป็นเพลงเศร้าที่ไม่เศร้า ฟังแล้วยิ้มแต่แฝงความเศร้า เป็นอารมณ์คิดถึง…

ฟลุค: อยากใช้ชื่อเพลงว่า ‘รักครั้งแรก’ ด้วย แต่จะเชยไปหน่อย (หัวเราะ) เลยนิยามสั้นๆ ว่า ‘ครั้งแรก’ ที่เลือกเรื่องนี้เพราะผมคิดว่าทุกคนที่เคยมีรักครั้งแรก ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหน ทุกครั้งที่นึกถึงมันก็ยังสวยงาม ก็เหมือนเนื้อเพลงครับ ที่บอกว่า ‘เสียดายที่ไม่ได้รักกันต่อ แต่ไม่เคยเสียใจที่รักกัน’

ซาวนด์ดนตรีก็แปลกไปเหมือนกันนะ

พีช: เป็นอีกความพิเศษครับ เพราะเราได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์อังกฤษชื่อโคนัน เอฟเวอรี่ย์ ก่อนนั้นเราทำเดโมกันไว้แหละ แต่เหมือนยังมีอะไรขาดอยู่ ยังมีความซ้ำแบบที่เคยได้ยินในอัลบั้มก่อนๆ ผู้ใหญ่เลยแนะนำว่าลองร่วมงานกับคนที่ไม่เคยฟังเรา ไม่เคยรู้จักเรามาก่อนไหม เผื่อเขาจะมีไอเดียอะไรใหม่ๆ มาเสริม

ฟลุค: ใหม่ทั้งสองฝ่ายมาเจอกันมันต้องมีอะไรใหม่แน่นอน ก็เลยได้ร่วมงานกัน สนุกสนานเลยครับ พูดอังกฤษกันเมื่อยมือมาก! (ขำยกวง)

เบิ้ม: ได้ไปอัดที่ Karma Sound Studios ที่พัทยาด้วย เป็นห้องอัดในฝันของพวกเรา แต่ก็แอบหวั่นเพราะไม่เคยร่วมงานกับคนต่างชาติ แล้วไม่ได้ไป-กลับ ต้องไปกินนอนอยู่กับเขา 5 วัน อารมณ์เหมือนไปเข้าค่าย คลุกคลีอยู่ด้วยกัน ถือเป็นระบบใหม่ จริงๆ ประเทศอื่นอย่างเกาหลีเขาอาจมีมานานแล้ว แต่บ้านเราใช้วิธีไป-กลับมาตลอด ซึ่งการทำงานแบบเก็บตัวแบบนี้ ฟีลลิ่งในการทำเพลงมันชัดเจนกว่า การโฟกัสกับงาน การอัดเสียง ก็มีสมาธิมากกว่า

อยู่ที่นั่นเราเหมือนตัดขาดจากโลกภายนอก มันมีทุกอย่างครับ ห้องอัด ห้องทำเดโม ห้องเขียนเพลง ฟิตเนส สระว่ายน้ำ สนามฟุตบอล แล้วมีความท้าทายด้วย เพราะห้องอัดเปิด 24 ชั่วโมง ไปกินข้าว ขึ้นไปอาบน้ำ ได้ไอเดียปุ๊บ สามารถเข้าห้องอัดได้เลย ห้าวันเราทำทุกอย่าง เล่นทุกสิ่ง (หัวเราะ) ดีตรงที่อยู่ด้วยกันตลอดเวลา ใครมีไอเดียใหม่ๆ ก็มาแชร์กันได้ตลอด

ล่าสุด หากฉันตาย เพิ่งผ่านร้อยล้านวิวไปด้วย กดดันไหมกับการทำเพลงใหม่หลังเพลงที่ดังขนาดนี้

ฟลุค: กดดันแน่นอนครับ แฟนเพลงคงหวังว่าอยากได้ยินเพลงแบบนั้น เราเองก็หวังอยากให้เพลงใหม่ดังแบบนั้น…

เบิ้ม: ครั้งแรก คือความตั้งใจในเวลา 2 ปีของเรา เราคั้นมา เลือกเพลงนี้มาจากหลายๆ เพลง ซึ่งก็เลือกมาจากหลายๆ เพลงอีกที เพื่อให้ทุกคนรู้สึกไม่เสียดายที่เราหายไปสองปีแล้วกลับมากับเพลงนี้

มองไปถึงการทำอัลบั้มกันแล้วหรือยัง มีทิศทางในใจไหม

ฟลุค: มีทำเดโมเตรียมไว้แล้วครับ ภาพรวมของซาวน์ดจะเพิ่มความป๊อปร็อคเข้ามา ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำเวลาอยู่ในสตูดิโอ แต่เวลาเล่นสด 60 Miles จะผสมผสานความเป็นป๊อปร็อคลงไปอยู่แล้ว คราวนี้ก็จับมาใส่ในห้องอัดซะเลย

เบิ้ม: คนที่ฟังเพลงเราจะรู้ว่าเรามีโซล ฟั้งค์ ดิสโก้ อยู่ในทั้ง 2 อัลบั้ม แต่ที่ไม่เคยมีคือความป๊อปร็อคในตัวเพลง อัลบั้มนี้จะซิ่งขึ้น วัยรุ่นขึ้นครับ เรายังหนุ่มแน่นนะ ถึงแม้หน้าตาอาจจะไปแล้ว!

13161559_10156952133000457_1499510155_o

 

6 ปีในวงการ มีเรื่องประทับใจอะไรบ้าง

ฟลุค: ตอนเริ่มต้นไม่คิดเลยว่าจะมีเพลงฮิตเหมือนชาวบ้านเขา ไม่เคยคิดด้วยว่าจะอยู่ในวงการจนมีชื่อเสียง ได้แต่หวังครับ แต่ไม่ได้คิด…

เบิ้ม: ผมประทับใจแฟนเพลง ไม่คิดว่าจะมีคนที่ชอบเราขนาดนี้ อยู่กับเรามาตั้งแต่วันแรก ดูแลเรามาตลอด ถึงจะมีช่วงที่ห่างกันไป 2 ปี 3 ปี แต่กลับมาก็เจอเขาเสมอ 6 ปีแล้วก็ยังอยู่ด้วย รู้สึกดีมากๆ

บีม: ทุกวงที่ดีไม่มีคำว่าฟลุ้ค ทุกวงที่ประสบความสำเร็จต้องอดทน ไม่มีวงไหนมาแล้วดังเลย หรือดังได้นานๆ ด้วยความฟลุ้ค แต่ต้องใช้ความพยายามสูง ต้องฝ่าฝันอุปสรรคมากมาย

ฟลุค: เมื่อก่อนเราก็อุปสรรคมากมาย นั่งรถทัวร์ไป-กลับกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ เคยตื่นเช้ามานั่งรถ 9 ชั่วโมง ไปอยู่เชียงใหม่ไม่กี่ชั่วโมง นั่งอีก 9 ชั่วโมงกลับกรุงเทพฯ เพราะมีงานต่อ เคยไป-กลับแบบนี้อาทิตย์หนึ่ง 4 เที่ยว ตอนนั้นเรายังไม่ใช่วงใหญ่ ยังเรียนอยู่ปี 1 เอง ฝึกทั้งความอดทน ทั้งการจัดการ ต้องกะเวลาว่ามาถึงกรุงเทพฯ ปุ๊บ ไปงานต่อได้เลย จากไม่ชินก็ชิน โตบนรถทัวร์ (หัวเราะ)

จากมุมมองของศิลปิน มองวัฒนธรรมการฟังเพลงในบ้านเรายังไง

เบิ้ม: คนไทยชอบของฟรี ง่าย ถูก ลดแลกแจกแถม ในขณะที่ต่างชาติเขานิยมของแท้ ผมว่าเราต้องปลูกฝังแต่เด็กว่าลิขสิทธิ์คือค่าของไอเดียที่ถูกผลิตออกมา บ้านเรายังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้

บีม: เมืองนอกก็มีพวกโหลดฟรี แต่เป็นส่วนน้อย ผมว่าอาจจะเกี่ยวกับเรื่องรายได้ด้วยมั้งครับ เพลงเมืองนอกขายในบ้านเราด้วยราคาเท่าขายเมืองนอก แต่ประชากรบ้านเราทำงานได้เงินน้อยกว่าคนบ้านเขา จะซื้อก็… นะ แต่จริงๆ การโหลดเพลงถูกลิขสิทธิ์เดี๋ยวนี้ก็ไม่แพงนะ แล้วมีทางเลือกอื่นอย่างพวกสตรีมมิ่งแอป จ่ายรายเดือน ไม่ต้องโหลด ฟังได้มากมาย ก็หวังว่าน่าจะเป็นแสงสว่างแห่งวงการเพลง

เป็นศิลปินในสังคมโซเชี่ยลอย่างทุกวันนี้มีความยากง่ายแค่ไหน

เบิ้ม: ศิลปินยุคนี้ไม่เหมือนที่เราคิดไว้ตอนเด็ก ตอนนั้นเป็นยุคเทป ศิลปินในความคิดผมตอนนั้นยิ่งใหญ่มาก ขายได้ล้านตลับ… โอ้โห แล้วตอนนั้นยังไม่มีโซเชียล อยากเจอศิลปินนี่แบบ… ยาก ศิลปินยุคนั้นยิ่งใหญ่มากจริงๆ แต่ตอนนี้มันคนละอย่างเลย ยูทูปทำให้ใครก็ทำเพลงให้คนเข้ามาดูได้ ในขณะที่สมัยก่อน ทำเพลงเสร็จ ต้องเดินทางเอาเดโมมาให้ค่ายเทป

แต่การที่ใครๆ ก็โชว์ผลงานได้ ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จ กลายเป็นว่าคนฟังมีทางเลือกมาก คนทำก็ยิ่งกดดันมาก ทำยังไงจะให้เขาฟังเรา ชอบเพลงเรา ก็ต้องสู้ด้วยผลงาน ทั้งการสร้างเพลง การเล่นสด มันไม่มีคำว่าฟลุ้คจริงๆ ครับสำหรับวงดนตรียุคนี้

ดม: ต้องหาตัวตนให้พบด้วย ถ้าเราตามคนอื่น ก็ต้องตามเขาตลอด แต่ถ้าพบตัวตนเราจะเป็น someone ได้

ฟลุค: แล้วก็ต้องปรับตัวกับการเล่นโซเชียลต่างๆ ยุคนี้เป็นยุคที่คนอยากเห็นชีวิตจริงของศิลปิน วันๆ เราทำอะไร มีงาน ไม่มีงาน ก็อัพรูป ไลฟ์บ้าง ให้เขาได้เห็น

เคยเจออะไรแปลกๆ ในการเล่นโซเชียลหรือเปล่า

ฟลุค: อัลบั้มที่แล้ว ตอนที่เรายังแต่งตัวดีๆ ใส่สูทเนี้ยบๆ ผมไปอัดรายการ แล้วมันร้อนมาก เลยออกมาซื้อไอติมที่เขาเข็นมาขาย ใส่สูทจัดเต็มออกมายืนซื้อแล้วปิ๊งไอเดีย ขอถ่ายรูปกับรถเข็นไอติม ทำเป็นว่าผมเป็นคนขาย ถ่ายรูปแล้วก็โพสต์ แล้วมันไปอยู่ในเพจไหนไม่รู้ คนเม้นต์กันเป็นพัน บางคนรู้จัก บางคนไม่รู้จักก็แบบ “ขายที่ไหนคะ หนูจะตามไปซื้อ” เขานึกว่าเราเป็นคนขายไอติมจริงๆ

13161341_10156952132890457_1743398280_o

 

เล่นดนตรีทำเพลงกันมาตั้งแต่เด็ก อะไรทำให้ยังคงอยากอยู่กับมันต่อไป

บีม: มันคือส่วนหนึ่งของชีวิตครับ ขาดไม่ได้ อยู่ด้วยกันมาแต่เด็ก กลายเป็นความผูกพันไปแล้ว ดนตรีทำให้เราเจอเพื่อน ได้อยู่กับเพื่อน

เบิ้ม: สร้างสังคม สร้างความทรงจำ บางเพลงเราฟังแล้ว เฮ้ย นึกถึงตอนอยู่กับแฟนคนแรกเลยว่ะ มันเป็นชีวิตไปแล้ว

ช่วยทิ้งท้ายด้วยความทรงจำเรื่องรักครั้งแรกของแต่ละคนให้ฟังหน่อย

ฟลุค: รักครั้งแรกของผมเกิดขึ้นตอนม.ต้น ที่เชียงใหม่จะมีรถแดงเป็นสัญลักษณ์ ไปไหนมาไหนต้องไปด้วยรถแดง ตอนนั้นจะไปดูหนัง ไปเที่ยวไหน เราก็นั่งรถแดงกันไป มีโมเมนต์กุ๊กกิ๊กจับมือกันบนรถ ก็น่ารักดีครับ

พีช: ของผมเป็นความยากลำบาก ผมอยู่เชียงใหม่ แฟนอยู่ยะลา ลำบากมากในการเดินทางมาเจอกัน เจอกันครั้งแรกที่กรุงเทพฯ ตอนม.4-ม.5 มาเข้าค่ายช่วยเหลือสังคมด้วยกัน ก็ไม่คิดว่าจะคุยจะคบจริงจัง อารมณ์คล้ายๆ เพลง ครั้งแรก นี่แหละครับ เป็นความทรงจำที่ดี แต่สุดท้ายไปกันไม่ได้ ก็เก็บเป็นความทรงจำดีๆ ไว้ แล้วเดินต่อไป

บีม: รักครั้งแรกของผมเป็นรุ่นพี่วงดุริยางค์ ปิ๊งกัน แอบจีบกัน ตามประสาเด็ก โตมาก็เลิกรากันด้วยดี กลับไปมองแล้วก็ขำๆ

เบิ้ม: เรื่องของผมเป็นสตอรี่เลยครับ เกิดขึ้นตอนม.2 รู้จักเขาเพราะรถเสียอยู่ข้างทางตอนจะไปโรงเรียน บ้านเขาอยู่ทางเดียวกับผมพอดี รถผมเสีย ต้องเปลี่ยนยาง ไปโรงเรียนไม่ทันแน่ๆ เขาเห็นก็ให้แม่เขาจอด ลงมาถามว่าไปด้วยกันมั้ย ผมยังไม่ทันตอบ อึ้งอยู่ แต่แม่ตอบแทน “ไปเลยลูกๆ” ขึ้นรถไปก็นั่งคนละฝั่ง เขานั่งติดหน้าต่างด้านหนึ่ง ผมก็ติดหน้าต่างอีกด้าน เกร็งมาก เพราะไม่รู้จักเขาเลย รู้แค่อยู่รุ่นเดียวกัน พอถึงโรงเรียนดันอยู่ห้องติดกันอีก หลังจากนั้นก็ซื้อขนมไปให้เขา คุยกัน เป็นแฟนกัน เป็นความทรงจำที่ดีมากๆ และไม่มีทางลบเลือน

ดม: สำหรับผม คนที่ใช้คำว่าแฟนมีคนเดียวคือคนปัจจุบัน ก่อนนั้นพูดตรงๆ ว่าผมเป็นคนหน้าตาแย่ ไม่หล่อ รูปร่างไม่ดี ไม่มีอะไรดีเลย (เพื่อนแซวว่าแล้วตอนนี้ล่ะ) ตอนนี้ก็เหมือนเดิม (หัวเราะ) รักชอบใครก็เก็บไว้ไม่กล้าบอก ก็มีเคยบอกบ้าง แต่เขาไม่สนใจไม่ตอบรับ เคยไปเที่ยวกันบ้างแต่เขาก็ผ่านไป เราเลยน้อยใจเรื่องรูปร่างหน้าตามาตลอด จนมาเจอคนนี้ที่ใช่ยอมรับเราที่เป็นแบบนี้ นิสัยแบบนี้ ชอบที่เราเป็นตัวเราจริงๆ ดีใจมากครับ

 

 

ติดตาม 60 Miles ได้ที่: www.facebook.com/sixtymiles / ig: @60milesband / youtube: 60miles    

 

Story by: Srivigar S.

Photos by: Pisut S.