5

 

โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร กลับเข้าสู่ซีนดนตรีอีกครั้งหลังการปล่อย 2 ซิงเกิ้ลใหม่ ฝากมากับดวงดาว และ รักจริงจริง ที่มาพร้อมอารมณ์สดใหม่ทั้งดนตรีและเนื้อหาอย่างที่หลายคนขมวดคิ้วแล้วถามซ้ำว่า “เพลงของโต๋เหรอ?” พร้อมๆ กับการเป็นข่าวใหญ่—แน่นอนว่าในแง่ดี—กับการขึ้นโชว์ในงาน KK Box Awards ครั้งที่ 11 ที่ไต้หวัน เขาไม่เพียงเป็นศิลปินไทยคนแรกบนเวทีนี้ แต่ยังโชว์ได้อย่างยอดเยี่ยมและสื่อสารภาษาจีนอย่างคล่องแคล่ว สร้างความประทับใจจนใครๆ ก็ชมเชย

ถ้าคุณกำลังคิดว่ามันเป็นความบังเอิญหรือแค่โชคดี นั่นแสดงว่าคุณยังไม่รู้จักโต๋ดีพอ เพราะไม่ว่าจะการเป็นหนึ่งในนักเปียโนที่เก่งที่สุดของเจเนเรชั่น หรือเป็นศิลปินที่ดังที่สุดคนหนึ่งของประเทศ ฝีมือก็ส่วนหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญที่โต๋ย้ำเสมอคือความพยายาม มุ่งมั่น พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง แม้จนถึงวันนี้ เขาก็ยังไม่ยอมหยุด…

ครั้งนี้โต๋กลับมาพร้อมความแปลกใหม่ อาจจะเรียกได้ว่าแปลกใหม่สุดที่เคยได้ยิน คิดอะไรอยู่!       

ผมเทียบกับรถยนต์แล้วกัน มันมีเมเจอร์เชนจ์กับไมเนอร์เชนจ์ อัลบั้มก่อนนี้ของผมคือ มั้ง ออกปี 2009 พอปี 2010 ก็ไปไต้หวัน ทำบางเพลงที่นู่นบ้าง แต่เป็นอารมณ์ไมเนอร์เชนจ์ เหมือนเราโมฯ รถยนต์โดยเปลี่ยนไฟท้าย ไฟหน้า เปลี่ยนกระจกไฟฟ้า แต่อัลบั้มนี้ต้องใช้คำว่าโมเดลเชนจ์ เปลี่ยนใหม่หมด รื้อดนตรี เนื้อหา การเพอร์ฟอร์ม การร้อง แม้แต่ลุคก็เปลี่ยน การทำงานก็เป็นความตื่นเต้น เหมือนเราเป็นศิลปินใหม่อีกครั้ง เมื่อก่อนเคยได้ยินวงฝรั่งพูดแบบนี้ งง คืออะไร แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว มันมีไทม์มิ่งของมัน ทำเพลงมาเกือบ 10 ปี เบรค กลับมาพร้อมความสดใหม่ อารมณ์แบบนี้

แต่แค่คิด มันคงเปลี่ยนขนาดนี้ไม่ได้

ส่วนหนึ่งเพราะร่วมงานกับคนใหม่ๆ ทั้งโปรดิวเซอร์ฝรั่ง-ชาร์ลส์ ฟิชเชอร์ ทั้งพี่โป โปษยะนุกูล ทำให้ได้สีสันต่างไป ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะถ้าทำเองก็จะเป็นเพลงแบบที่เราชอบ ที่เป็นมาตลอด บวกกับเราสบายๆ ขึ้น เมื่อก่อนสมัยเป็นนักเปียโน แค่เดินมาสัมภาษณ์ยังเขิน รู้สึกว่าเราเป็นนักดนตรีไม่ใช่ดารานักร้อง ถึงเพลง รักเธอ กลายเป็นนักเปียโนที่ร้องเพลงด้วย ก็เริ่มชินกับการเจอคนการคุย และชุดนี้เพิ่มความเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ ทำงานบนความคิดว่าเป็นศิลปินที่เล่นเปียโน ไม่ใช่แค่นักเปียโน เป็นการก้าวไปอีกสเต็ปเลย

ผมอยากให้แฟนๆ โตไปด้วยกัน พาเขาไปดีกว่าให้เขาถามว่าเมื่อไหร่เราจะไปกันซะที (หัวเราะ) ก็เหมือนเวลาตัดผม มีทั้งคนบอกชอบจังดีจัง หรือบางคนบอกชอบทรงเก่า แต่มันแค่ทรงผม พอผมยาวก็กลับมาเหมือนเดิม

1
2

 

อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คิดว่าต้องตัดผมซะที

ไม่ได้คิดว่าต้องเปลี่ยน แค่คุยกับพี่โปว่าเราอยากทำอะไร คุยกันเยอะ ทำเดโมก็เยอะมาก 20-30 แบบ แล้วมาหาสิ่งที่ชอบที่ใช่ ผมอยากลดกรอบตัวเองจากการเป็นนักเปียโนให้เป็นนักเปียโนที่ร้องเพลงได้ พี่โตก็อยากให้เป็นสตรองป๊อป เห็นจากตัวเรา แกบอกถ้ารู้จักกันจะรู้ว่าโต๋ไม่ได้น่ารัก นิ่มๆ มุมเดียวเหมือนในเพลง อยากได้โต๋คนธรรมดาที่นั่งคุยกัน มีความกวนบ้างเหมือนที่โต๋เป็น แล้วพรีเซนต์ในมุมนักร้อง/ นักเขียนเพลง ไม่ใช่นักเปียโน นี่คือความคิดหลักตั้งต้น

พอไปเจอชาร์ลส์ เขาเอาเปียโนอันเล็กๆ มาให้ บอกผมรู้คุณเล่นเปียโนเก่ง แต่เล่นแค่นี้พอ เลือกสิ่งที่จะเล่น มันเปลี่ยนความคิดผมเลย เข้าใจเลยว่าเราเล่นน้อยก็ได้นี่หว่า เข้าใจคำว่าพอดี ทำให้เราแตกออกจากกรอบ เพลงเราขึ้นด้วยกีต้าร์ก็ได้ ไม่ต้องมีเปียโนเลยก็ยังได้

เปียโนเป็นจุดแข็งของเราก็จริง แต่ถ้าเราทำทุกอย่างได้เหมือนศิลปินอื่น สามารถออกไปร้องเพลง เอนเตอร์เทน แล้วมีเปียโนด้วย เราจะแตกต่าง ในขณะที่ถ้าไม่คิดจะทำอะไรอื่นนอกจากเล่นเปียโน มันก็หยุดแค่นั้น ผมเชื่อว่าระหว่างการเอานักดนตรีไปร้องเพลงกับเอานักร้องมาเล่นเปียโน อย่างแรกง่ายกว่า มันคือจุดสตรองและทำให้เราครบเครื่อง

เปลี่ยนใหม่หมดแบบนี้ คาดหวังอะไร มองไปถึงขั้นไหน

ผมทำเพลงมาจะ 12 ปีแล้วมั้ง ยังคงได้ทำเพลงอยู่ ได้ทำอัลบั้มเต็ม 12 เพลงในยุคนี้ ยังมีแฟนติดตามเหนียวแน่น แฟนใหม่ก็มี ผมว่านี่คือความโชคดีที่สุดแล้วของศิลปิน ไม่ใช่ทุกคนจะได้โอกาสนี้ ไม่ใช่ทุกคนจะทำแบบนี้ได้

ไม่กลัวกับ การเริ่มใหม่

ไม่เลย มีแต่ความท้าทาย ดีออกที่ได้รู้สึกว่าเรายังเป็นศิลปินเล็กๆ ยังต้องเริ่มอะไรใหม่ๆ เมื่อไหร่คิดว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ จะมีที่ให้โต เมื่อไหร่คิดว่าใหญ่โตแล้ว เราจะหยุด ผมชอบการเติบโตและพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ

ช่วงที่หายไป ทำให้ผมคิดได้ว่าทุกอย่างมีวันหมด ไม่มีใครอยู่ค้างฟ้าไปตลอด มันทำให้เห็นค่าในสิ่งที่มี ไม่ใช่แค่ต้องทำให้ดีที่สุดเสมอแต่ต้องไม่หยุดพัฒนาตัวเองเพื่อไม่ให้เสียโอกาสที่ยังมี ผมชอบหาพื้นที่ให้ตัวเองได้โตและพัฒนา เวลาเล่นโชว์ก็จะกลับมาดูว่าจุดอ่อนเราอยู่ตรงไหน ลิสต์เลย คราวหน้าต้องไม่พลาด ผมคุยกับพี่หลายปีที่แล้วก็บอกแบบนี้ วันนี้ก็ยังเหมือนเดิม (หัวเราะ)

6
4

 

ยังเข้มงวดกับตัวเองระดับนั้นอยู่เหรอ ไม่ปล่อยวางบ้าง!

เรื่องเช็คข้อผิดพลาดยังเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนตรงเจอที่พลาดแล้วไม่คิดมากอย่างเมื่อก่อน เริ่มรู้สึกว่าเราเป็นคนนี่หว่า มันพลาดกันได้ เมื่อก่อนขึ้นเวทีพร้อมความคิดว่าต้องพิสูจน์ตัวเอง ต้องให้คนดูเห็นว่าเราเก่ง เราเทพ แต่เดี๋ยวนี้พี่โตบอกจะโชว์อะไรนักหนา เขารู้กันหมดประเทศแล้วว่าโต๋เล่นเปียโนเก่ง ยังจะต้องพิสูจน์อะไรอีก เออจริง เลยกลายเป็นทุกวันนี้ขึ้นเวทีด้วยความคิดว่ามาสนุกกับเพื่อน กับวง กับคนดู เมื่อก่อนสิ่งที่คิดคือโชว์ต้องเนี้ยบ ต้องดี ต้องเป๊ะ เดี๋ยวนี้แค่คนดูสนุก เราสนุก มีความสุขแล้ว

พอคิดได้แบบนี้ ชีวิตดีขึ้นมาก (หัวเราะ) มันทำให้โชว์เราเปลี่ยน การพูดก็ด้วย กลายเป็นพูดเยอะ แซวเลอะเทอะ พูดอะไรไม่รู้ เป็นสิ่งที่เปลี่ยนโดยธรรมชาติเมื่อเราสบายและรีแลกซ์ขึ้น แล้วรู้สึกดีมากจนสงสัยว่าทำไมไม่เป็นอย่างนี้มาตั้งนาน ความตั้งใจมันก็มีแหละ แต่ต้องมีความสบายใจด้วย

โชว์ที่งาน KK Box ล่ะ ขึ้นเวทีด้วยความสบายใจระดับไหน คนชมกันมากมาย…

ถ้าเป็นเฟรนด์ในเฟซบุ๊ค จะเห็นว่าผมโคตรเครียดเลย (หัวเราะ) งานใหญ่มาก เราเป็นต่างชาติท่ามกลางศิลปินจีนเบอร์ใหญ่ ร้องเพลงไทยอีก เรียกว่าขึ้นสเกลอิมแพ็คเลยไม่ใช่แค่รอยัลพารากอนฮอลล์ ความที่ไปอยู่ไต้หวันมาก็ได้ใช้ ผมให้สัมภาษณ์เป็นภาษาจีนโดยไม่ใช้ล่าม ฟีดแบ็คดีเรื่องนี้ แต่เรื่องโชว์ ตื่นเต้นมาก ร้องแกว่งเพราะตื่นเต้นจนคุมไม่อยู่ ลงมาแล้วทุกคนชม ก็ดีครับ เป็นการให้กำลังใจ และขอบคุณมาก แต่กลับมาดูรู้เลยว่าแกว่ง เราควรนิ่งกว่านี้ ทำไมไม่นิ่งพอ ผมลิสต์เลยนะว่าต้องแก้ตรงไหน โชว์นี้ให้ 7 เต็ม 10 และถ้าคราวหน้าได้ไปอีกจะเอา 10 เต็ม 10 ก็ยังคงติดความจริงจัง ต้องพัฒนา แก้ไขข้อผิดพลาดเหมือนเดิม!

ยังคงไม่เลิกล้มความฝันที่จะโกอินเตอร์

เกือบเลิกคิดละ แต่โชว์ที่ KK Box ทำให้มีหวังขึ้นมาใหม่ มันเป็นสเต็ปแรกที่ทำให้เห็นว่าคนไทยก็ทำได้ ไม่ได้ห่างชั้นกันมากขนาดนั้น อารมณ์ผมตอนนี้เหมือนเก็บกระเป๋ารอ เมื่อไหร่ตั๋วมาก็ไป เพราะเป็นสิ่งที่เราฝันอยากจะทำ เป็นคำตอบของคำถามว่าทำไมหายจากเมืองไทยไป 2 ปีในตอนที่ มั้ง กำลังดังมาก แต่ผมเชื่อว่าทุกอย่างต้องมีการลงทุน จะทำอะไรก็ต้องจริงจัง เลยแฮปปี้กับงาน KK Box ที่การลงทุนของเราเริ่มเห็นผลแล้ว กลางปีนี้ก็อาจได้ไปเล่นมิวสิคเฟสติวัลที่ไต้หวันด้วย การได้เล่นที่ไทเปอารีน่าเป็นความฝันของผม ตอนเรียน เดินผ่านบ่อยๆ บางทีก็เข้าไปดูคอนเสิร์ต แล้วก็แอบคิดว่าถ้าเราได้มาเล่นสักครั้งคงดี…

 

Story by: Srivigar S.
Photos by: Pisut S.