Polycat web-02

 

“ไม่รู้ว่าต้องโตท่ามกลางมวลหมู่ดอกไม้มากมายขนาดไหน เธอจึงได้ครอบครองรอยยิ้มที่สวยงามขนาดนี้” เนื้อเพลงท่อนแรกจากเพลง เวลาเธอยิ้ม ในอัลบั้ม 80 Kisses ที่นำพาวงดนตรีที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดวงหนึ่งในรอบปีที่ผ่านมาอย่าง Polycat มาพบกับ บิลบอร์ด ไทยแลนด์ ในบรรยากาศแห่งห้วงความฝัน และความงดงามของดอกไม้นานาพันธุ์ รวมถึงบทสนทนาที่ย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นที่มีสมาชิกวง 7 คน กลายเป็น 5 และกลายเป็น 3 อย่างที่เห็นในปัจจุบันนี้ ความเปลี่ยนแปลง และอนาคตที่พวกเราเริ่มต้นสร้างขึ้นจากการเดินทางกลับไปสู่ซินธ์ป๊อปในยุค 80s อย่างเต็มตัวด้วยสองมือ และความฝันในเส้นทางสายดนตรีของพวกเขาที่ไม่เคยเลือนสลายไปแม้แต่วินาทีเดียว

 

FROM A DISTANCE

จากเด็กหนุ่มจากภาคเหนือ 3 คนที่เติบโตมาพร้อมกับความหลงใหลในเสียงดนตรี นะ-รัตน จันทร์ประสิทธิ์ นักร้องนำและมือกีตาร์ของวงที่ต้องมนต์เสน่ห์เพลง อยากบอกให้รู้ ของวง Isn’t  ตั้งแต่เด็ก เริ่มฟอร์มวงกับเพื่อนแกะเพลงวงเจร็อคในตำนานอย่าง X Japan ในช่วงมัธยมต้น นำพาเขามาสู่โลกแห่งดนตรีสกาและพังค์ จนก่อเกิดวง Ska Rangers ขึ้นมา ส่วนมือเบสร่างตุ้ยนุ้ยอย่าง เพียว วาตานาเบะ หันเหจากความใฝ่ฝันที่อยากเป็นนักฟุตบอลมาเป็นนักดนตรีจากวิชากีตาร์ในโรงเรียน ซึ่งทำให้เขาเริ่มซื้อหนังสือเพลงมาตีคอร์ดเล่นเพลงของ Loso หรือ Silly Fools ในยุคนั้น ในขณะที่ โต้ง-พลากร กันจินะ ผู้รับบทบาทมือซินธิไซเซอร์ของวงนั้นเติบโตมากับครอบครัวที่เล่นดนตรีกันทั้งบ้าน คุณพ่อเป็นแฟนเพลงของคณะ Eagles พี่ชายก็มี จิมี่ เฮนดริกซ์ เป็นแรงบันดาลใจ และเขาก็เริ่มสัมผัสเสน่ห์ทางดนตรีครั้งแรกกับทรัมเป็ตในวงโยธวาทิต จนกระทั่ง…

BBT : ทั้งสามคนมาเจอกันได้อย่างไร?

โต้ง : ตอนนั้นพวกเราทั้ง 3 คนจะเล่นดนตรีกลางคืนกันอยู่ที่ร้าน Warm Up ที่เชียงใหม่ ผมเล่นโซนด้านใน แต่ด้วยความที่ตอนนั้นชอบสกาเร็กเก้มาก ก็มีออกมาแจมกับพี่นะตลอด

นะ : แจมไปแจมมากลายมาอยู่วงเดียวกัน (หัวเราะ) คือตอนนั้นผมทำวง Ska Rangers แล้ว จะเล่นรอบดึก ส่วนเพียวก็รู้จักกันมาก่อน เจอตามงานประกวดดนตรีหรืออีเวนท์ในเชียงใหม่ พอดีมือเบสวงผมลาไปฝึกงาน ก็ให้เพียวมาเล่นแทน

โต้ง : แทนไปแทนมาก็มาอยู่วงเดียวกัน (หัวเราะ)

นะ : ช่วงนั้น Ska Rangers ก็จะเล่นดนตรีกลางคืนกับตามอีเวนท์ในเชียงใหม่เป็นหลัก ก็มีทำเพลงของตัวเองบ้าง แต่ยังไม่ได้จริงจัง ที่ตลกก็คือ คนชอบจำสลับกับวง Skykick Rangers ถึงขั้นจ้างไปเล่นผิดวงมาแล้วก็เคย

BBT : จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของพวกคุณน่าจะเป็นการได้ไปเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด The Hangover Part II?

นะ : ใช่ครับ ตอนนั้นรุ่นพี่ของเพียวซึ่งเป็นทีมงานแคสติ้งเขาบอกว่ามีหนังเรื่องหนึ่งอยากได้วง Local ไปร่วมเล่น ให้ลองส่งคลิปไปออดิชั่นดู พวกเราก็ส่งไปขำๆ สุดท้ายเขาเลือกเรา ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นหนังฮอลลีวู้ด พอรู้ถึงกับอุทานออกมาเลยว่า ซวยแล้ว (หัวเราะ) กดดันมาก ตื่นเต้นมาก ในเรื่องต้องเล่นเพลง I Ran ของวง A Flock of Seagulls ในซีนงานแต่งงาน ร้องสดตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึงตีห้า ได้เจอ ไมค์ ไทสัน ซึ่งจำเนื้อเพลงไม่ได้ (หัวเราะ) คือสิ่งที่เปลี่ยนหลักๆ ของวงคงมีอยู่ 2 อย่าง หนึ่งคือเรารู้สึกว่า ถึงเวลาต้องมีเพลงของตัวเองได้แล้ว อย่างที่สองคือ พวกเราตัดสินใจเปลี่ยนไดเรกชั่นของวงมาเป็นซินธ์ป๊อป เพราะในเพลง I Ran จะมีซินธิไซเซอร์ เราก็เลยเอาซินธ์มาผสมผสานกับความเป็นสกาพังค์ เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่เราเริ่มนำซินธ์มาใช้

BBT : และเพลงที่เริ่มทำกันเองจริงจังเพลงแรกก็คือเพลง ถ้าเธอคิดจะลืมเขา?

นะ : ใช่ครับ แล้วเราก็มีโอกาสเข้าไปอยู่ใน No Signal Input รุ่นที่ 3 ยุคนั้นมันจะมีคำว่า “เชียงใหม่ซาวนด์” เกิดขึ้นมา มีวงอย่าง Hum, ETC., Mild, Sixty Miles ความคิดส่วนตัวผมจะมองซาวนด์แบบนั้นเป็น “โพสต์ เบเกอรี่” นะ วงการดนตรีที่เชียงใหม่คึกคักมาก แต่ละวงก็มีซาวนด์ในแบบของตนเองที่ไม่ซ้ำกันเลย

BBT : จุดสิ้นสุดของ Ska Rangers?

นะ : ช่วงที่เราอยู่ใน No Signal Input ก็เริ่มมีเพลงของตัวเอง 5-6 เพลงแล้ว เริ่มมีกลุ่มแฟนเพลงประมาณหนึ่ง แต่อีกความคิดหนึ่งซึ่งมีมาตั้งนานแล้วก็คือ อยากเป็นเด็ก Smallroom คือผมก็เป็นแฟนเพลงของค่าย Smallroom มาตั้งแต่เด็ก ก็เลยนัดเพื่อนที่เป็นช่างภาพไปถ่ายปกซีดีที่ลานโบว์ลิ่ง เขียนโพรไฟล์วงแบบละเอียด คือจริงจังมาก แล้วก็ส่งเดโมไปที่ Smallroom ประมาณหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ทางค่ายก็เรียกขึ้นไปคุยที่กรุงเทพฯ นั่นหมายความว่า เราต้องออกจาก No Signal Input และสมาชิกวง 2 คนเขามีภาระและหน้าที่อยู่ที่เชียงใหม่ ก็เลยเหลือแค่ 5 คนที่เห็นกันในอัลบั้มแรก

Polycat web-04
Polycatweb08

 

SMALL ROOM, BIG DREAMS

ใช่ว่าการที่ค่ายเพลงอินดี้ที่กำลังได้รับการจับตามองในยุคนั้นอย่าง Smallroom เรียกตัวพวกเขาไปคุยที่กรุงเทพฯ นั้นจะเปรียบเสมือนถนนที่โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ เพราะแท้ที่จริงแล้วก่อนหน้าที่พวกเขาจะส่งเดโมอัลบั้มที่ตั้งชื่อเอาไว้ว่า Paradigm Shift ไป ทางค่ายได้แจ้งกลับมาผ่านปลายสายโทรศัพท์ว่าได้ปิดรับเดโมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเขาจึงตัดสินใจฝาก ป้อม-ฉัตรชัย งามสิริมงคลชัย มือกีตาร์แห่งวง Lomosonic มา และหวังว่าพวกเขาจะได้รับโอกาสได้ทำความฝันให้เป็นจริง และในที่สุดชื่อวงดนตรี Polycat ก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในวงการเพลงบ้านเรา

BBT : ไม่คิดว่าจะตกอยู่ในภาวะเสี่ยงเหรอกับการทิ้งทุกอย่างที่เชียงใหม่ แล้วมุ่งหน้าสู่เมืองกรุงโดยที่ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง?

นะ : จะเรียกว่าเสี่ยงก็ได้ เพราะอยู่ที่เชียงใหม่ เรามีรายได้ประมาณหนึ่ง มีกลุ่มแฟนเพลง มีอีเวนท์ มีร้านให้เล่น คือมันไม่ได้เดือดร้อน แต่ใจของพวกเราทุกคนก็อยากเปลี่ยนแปลง

เพียว : ที่เชียงใหม่มันเป็น Safe Zone ของพวกเรา อยู่ที่นั่นมันก็เท่าเดิม มันจะไม่โตขึ้นไปกว่านี้แล้วในหลายๆ เรื่อง เหมือนที่เขาพูดกันว่า High Risk, High Return แล้วตอนนั้นวัยรุ่นด้วย เลือดพล่านประมาณหนึ่ง โอกาสก็มาอยู่ตรงหน้า เราไม่รู้ว่าจะได้เดินทางมาที่ Smallroom อีกทีเมื่อไหร่

BBT : ได้คุยอะไรกับ Smallroom บ้างในวันนั้น?

เพียว : ก่อนมาก็คิดว่า พี่ๆ เขาคงถามเรื่องทั่วไปแหละ แนวเพลงแบบไหน ทำเพลงกันยังไง ใช้กีตาร์ใช้เอฟเฟกต์อะไร

นะ : หรืออาจจะให้มาออดิชั่นให้ดู อะไรประมาณนั้น แต่วันที่เข้ามาพวกเราเจอทั้งพี่รุ่ง-รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งค่าย Smallroom ได้เจอพี่นิ้ม ซึ่งเป็นหัวหน้าโปรดักชั่น เจอพี่เย่-จักรพันธ์ บุณยะมัต นักร้องนำวง Slur และพี่นพ คือครบทีมมาก

เพียว : ซึ่งคำถามที่พวกเราเจอก็คือ “พวกเอ็งอยากอยู่จุดไหนในวงการเพลง?” หรือ “พวกเอ็งอยากเป็นผู้เล่นแบบไหนในวงการเพลงไทย?”… คือมันแปลว่าอะไรเหรอ จนมาถึงตอนนี้ก็ยังงงอยู่เลย (หัวเราะ) พอคุยเสร็จก็แลกเบอร์กันไว้ ตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่เขารับเราเข้าไปอยู่ในค่ายหรือยัง คือมีการคุยเรื่องการตลาดจริงจังกันแล้วนะ แต่เขาก็ไม่ได้พูดคำว่า รับพวกคุณมาเป็นศิลปินในค่ายแล้วสักหน่อย ก็ต้องรอ ระหว่างนั้นก็กลับไปเล่นดนตรีกลางคืนที่เชียงใหม่

นะ : ก็เว้นช่วงไปประมาณ 2-3 เดือน ช่วงนั้นก็ยังมีส่งเพลงไปให้ทางค่ายฟังเรื่อยๆ ก็มีฟีดแบ็คตอบกลับมาทางอีเมลนะ แล้วจู่ๆ Smallroom ก็โทรมา บอกว่าให้ขึ้นไปทำเอ็มวีเลย แล้วหลังจากนั้นไม่นาน อัลบั้ม 05:57 ก็วางแผง

BBT : พอต้องมาใช้ชีวิตเป็นศิลปินอย่างเต็มตัว ต้องปรับตัวมากไหม?

เพียว : มันเป็นเรื่องใหม่หมดเลย เราไม่รู้ต้องวางตัวอย่างไรกับการไปสัมภาษณ์วิทยุ เราไม่เคยให้สัมภาษณ์มาก่อนในชีวิต

นะ : หรือแม้แต่ตอนเล่นสด ครั้งแรกนี่มึนมาก คือวงเราจะมี Structure ที่ไม่เหมือนวงอื่น เพราะพระเอกของวงเราคือคีย์บอร์ด 2 ตัว กีตาร์เล่นโน้ตเดียวยาวๆ แค่ช่วงท่อนฮุค ซาวนด์เอนจิเนียร์ก็อาจยังไม่เข้าใจว่า จริงๆ มันก็คือกีตาร์ กลอง เบส นั่นแหละ แล้วมันก็พัง แต่ดีอย่างที่ช่วงแรกๆ พวกเราได้พี่บู้-ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์ และพี่เอม-ธิติพันธุ์ อนะวัชพงษ์ จากวง Slur มาคอยเทคแคร์ เหมือนเป็นพี่เลี้ยงน่ะครับ

BBT : ด้วยผลตอบรับของอัลบั้มชุดแรกอย่าง 05:57 ที่ค่อนข้างกลางๆ อาจจะไม่ได้เงียบมาก แต่ก็ไม่ได้รับการพูดถึงในวงกว้างมากนัก ตอนนั้นคุยกันว่าอะไรบ้าง จะเอาไงกันต่อ?

นะ : ความจริงก็ไม่ได้หวังอะไรมากกับอัลบั้มแรก แค่ได้มาอยู่ Smallroom ก็ดีใจมากแล้ว พออัลบั้มที่เป็นพรีออเดอร์มาถึงมือแล้วเราต้องเซ็นลายเซ็น มันดีใจมาก เรามีอัลบั้มเป็นของตัวเองแล้ว ซึ่งทุกอย่างเกิดจากความตั้งใจของพวกเรา

Polycat web-06
Polycatweb12

 

KISS ME 80s STYLE

การทำเพลงในแบบฉบับซาวนด์ยุค 80s ในยุคสมัยที่วงการดนตรีเต็มไปด้วยเทคโนโลยีครบวงจรไม่ใช่เรื่องยาก แต่การที่จะทำให้ “ถึง” และย้อนกลับไปสู่ความเป็นรากเหง้าของดนตรี 80s อย่างแท้จริงนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน แต่อัลบั้ม 80 Kisses ของ Polycat สามารถทำได้ จากสามซิงเกิ้ลแรกที่ปล่อยออกมารวดเดียวพร้อมกัน พร้อมมิวสิควิดีโอที่นำฟุตเทจจากภาพยนตร์ชื่อดังในยุคหนึ่งอย่าง พริกขี้หนูกับหมูแฮม มาร้อยเรื่องราวใหม่ ตามติดมาด้วยกระแสกระหึ่มโลกโซเชียลด้วยแก๊กตลก #Alright และล่าสุดกับการเป็นศิลปินวงที่ 3 ของโลกที่เหมาทุกแบนเนอร์บน iTunes ประเทศไทยต่อจาก Coldplay และ เทย์เลอร์ สวิฟต์ ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด เพราะเรื่องราวที่จะได้อ่านต่อจากนี้มีคำตอบไว้ให้หมดแล้ว

BBT : พวกคุณฟังเพลงยุค 80s กันอยู่แล้ว?
นะ : ใช่ครับ แต่จะเป็นยุค 80s กันคนละแนว ส่วนมากผมจะฟังตั้งแต่วงยุค 70s, ซอฟต์ร็อค, ฟังกี้, โมทาวน์ อย่างวง The Manhattans หรือ The Stylistics
เพียว : ผมชอบฟังแจ๊สญี่ปุ่น ชื่อวง Casiopea รวมถึงผลงานเดี่ยวของมือเบส เท็ตซึโอะ ซากุไร
โต้ง : ผมชอบเสียงซินธิไซเซอร์ในยุคนั้น และก็จะมีความเป็นแฮร์แบนด์ในยุค 80s อย่าง Van Halen
นะ : แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่ฟัง Casiopea หรือ Van Halen นะ คือถ้าพูดถึงความชอบ แต่ละคนจะมาคนละสาย

BBT : ที่มาที่ไปของชื่ออัลบั้ม 80 Kisses?
นะ : พวกเราวางไดเรกชั่นของวงไว้ว่า Polycat จะเป็นคนโรแมนติกที่มีสไตล์ จะไม่เผยความรู้สึกออกไปโต้งๆ
เพียว : แนว “แขนเป็นฟอ ขอเป็นแฟน” แบบนี้ไม่ใช่ (หัวเราะ)
นะ : พอตั้งเอาไว้ว่าต้องโรแมนติก เราก็ได้คำว่า Kiss ซึ่งแปลว่า จูบ มาก่อน แล้วสไตล์เพลงในอัลบั้มนี้เป็นยุค 80s ก็เลยนำเอาสองคำมารวมกันเสียเลย

BBT : ดูเหมือน 4 ซิงเกิ้ลแรกอย่าง เพื่อนไม่จริง, เวลาเธอยิ้ม, พบกันใหม่? และ มันเป็นใคร จะออกมาในฟีลคล้ายๆ กันหมดเลย แล้วเพลงที่เหลือในอัลบั้มล่ะ?
นะ : อย่างที่บอกว่าพวกเราฟังเพลง 80s กันคนละแนว เพลงในอัลบั้มก็จะเป็นลักษณะนั้น ก็พยายามหาจุดร่วมของแต่ละคน ฟีลแฮร์แบนด์แบบ Van Halen ก็มี แต่มันก็จะไม่หนักขนาดนั้น แต่ฟังแล้วมันใช่เลย หรือแนว Old School Hip Hop ก็มี หรืออย่างเพลง เพื่อนไม่จริง ก็จะมีความเป็นฟิวชั่นแบบ Casiopea อยู่ คือทุกเพลงจะออกมาในโทนเดียวกัน ทุกเพลงสามารถเชื่อมโยงกันได้ แต่ก็ไม่ได้เหมือนกันไปเสียหมด

BBT : แต่ละเพลงจะเริ่มจากอะไรก่อน… เนื้อเพลงหรือทำนอง?
นะ : มันไม่ค่อยจะเหมือนกันน่ะครับ อย่าง พบกันใหม่? พวกเราเริ่มจากการคิดคอนเซปต์ แต่งเมโลดี้ ลงเนื้อเพลง แล้วเรียบเรียงกันอีกครั้ง แต่ถ้าบางทีเรารู้สึกว่า ในอัลบั้มมันขาดเพลงแบบหนังบู๊ยุค 80s ว่ะ แบบหนังเรื่อง Miami Vice ที่ตำรวจอเมริกัน 2 คน ขับรถไล่โจรพร้อมทั้งกินโดนัทและกาแฟไปด้วย อะไรแบบนี้ พวกเราก็จะ Arrange เพลงให้ได้อารมณ์แบบนั้นมาก่อน แล้วค่อยใส่เมโลดี้และเนื้อเพลงเข้าไป ซึ่งก็กลายมาเป็นเพลง ซิ่ง หรืออย่างเพลง เวลาเธอยิ้ม มันมาเป็นประโยค “ไม่รู้ต้องโตท่ามกลางหมู่ดอกไม้มากมายขนาดไหน เธอจึงได้ครอบครองรอยยิ้มที่สวยงามขนาดนี้” แบบนี้เลย ก็หากวิธีการยัดเมโลดี้ลงไป แล้วค่อย Arrange อีกที

BBT : เรารู้สึกว่าภาษาและการใช้ถ้อยคำในเพลงมันดูสวยงามมากทีเดียว?
นะ : หลักๆ ผมมักจะได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงเก่าๆ หรือถ้าผมนึกคำอะไรออกก็จะเขียนเก็บไว้ก่อน เฮ้ยคำแบบนี้ใช้ได้ หรือวิธีการเล่าแบบนี้มันดีนะ หรือแม้แต่บางครั้งผมก็ได้ประโยคสวยๆ มาด้วยความบังเอิญจากเพื่อนที่เชียงใหม่ที่เมาแล้วชอบเขียนประโยคอะไรก็ไม่รู้ที่ดูเป็นบทกวี ก็นำมาดัดแปลงเอา ตลกดี (หัวเราะ)

BBT : รวมถึงเรื่องดีไซน์การร้องที่แปลกไปจากเดิมด้วย?
นะ : ช่วงที่ทำอัลบั้ม 80 Kisses ผมอินกับดนตรีโซล ก็จะหยิบเอาสไตล์การร้องแบบนั้นมา มีการร้อง adlib การใช้โน้ต การเอื้อน ซึ่งก็ยากเหมือนกัน

BBT : พูดถึงเรื่องซาวนด์กันบ้าง ได้ข่าวมาว่าพวกคุณใช้อุปกรณ์และเครื่องดนตรีจากยุคนั้นจริงๆ?
โต้ง : พอพวกเราตั้งโจทย์ว่าอยากได้ซาวนด์แบบยุค 80s เราก็ต้องใช้อุปกรณ์ต่างๆ แบบยุคนั้นด้วย ก็ต้องไปตามหาพวกซินธ์เก่าๆ อย่าง DX7 ที่คนไม่ค่อยเล่นกันแล้วมาใช้ ซึ่งซาวนด์ก็จะมีเอกลักษณ์ในตัวของมันเอง
เพียว : บางทีเราดูจากปกไวนิลเลยนะ ซึ่งเขาจะบอกเลยว่า มือกีตาร์ใช้ยี่ห้ออะไร ใช้แอมป์อะไร อย่างในเพลง เพื่อนไม่จริง ซึ่งมีซาวนด์กลิ่นอายแบบ Casiopea ซึ่งเขาใช้กีตาร์ Gibson ES 335 ใช้แอมป์ Jazz Chorus ซึ่งเผอิญว่าคุณบอส – ภูริช พันธุ์สุข มือกีตาร์วง Somkiat มี เราไปก็ยืมมันมาเลย ซึ่งสัดส่วนการยืมน่าจะอยู่ที่ประมาณ 80% (หัวเราะ)

BBT : ตอนที่ตัดสินใจจะทำเพลงยุค 80s ตอนนั้นรู้สึกกดดันไหม เพราะก็ถือว่าเป็นความแปลกใหม่ของวงการดนตรีบ้านเราไม่น้อย?
เพียว : ผมรู้สึกเสมอตัวนะ คือพวกเราทำในสิ่งใหม่ ก็เลยไม่ได้คาดหวังอะไร อาจมีคิดเข้าข้างตัวเองนิดหนึ่งด้วยว่ามันเป็นงานที่ดีที่พวกเรารู้สึกภูมิใจได้เลย แต่ถ้าคนฟังไม่ชอบก็อีกเรื่องหนึ่ง แล้วเวลาแต่ละวงจะส่งเพลงที่ Smallroom ทุกคนในออฟฟิศจะต้องมานั่งฟังเพลงพร้อมกัน มีความคิดเห็นอย่างไรก็บอกกัน ซึ่งพวกเราเลือกจะเปิดเทปคาสเซตต์ในการนำเสนอเพื่อให้เห็นภาพมากที่สุด
นะ : ตอนนั้นทำเอามันอย่างเดียว ไม่ได้สนใจว่าเพลงจะต้องดังหรืออะไรเลย อยากทำ อยาก 80s เว้ย! แต่พอปล่อย 3 เพลงแรก มันก็จะมีประเด็นเรื่องของความคาดหวัง คนฟังจะเริ่มตั้งมาตรฐาน เริ่มเดาทาง แล้วเราจะเริ่มรู้สึกเกร็ง

BBT : ได้ฐานแฟนเพลงรุ่นเดอะเพิ่มขึ้นบ้างไหม?
โต้ง : พวกเราได้กลุ่มผู้ปกครองของแฟนเพลงที่เป็นวัยรุ่นเพิ่มขึ้นมา (หัวเราะ)
เพียว : ลองคิดภาพงานจ้างก่อนหน้านี้ ก็จะเป็นผับตื๊ดที่มีวัยรุ่นเต็มไปหมดเลย หรือไม่ก็เป็นร้านเด็กแนวที่มาดื่มมาดูคอนเสิร์ตกัน แต่หลังๆ ก็จะมีอีเวนต์ในห้างสรรพสินค้า ซึ่งก็จะมีเหล่าคุณพ่อคุณแม่มาให้ความสนใจ ได้รับฟีดแบ็กจากคนอายุ 35 อัพเยอะขึ้น เดินมาบอกว่า นี่มันเพลงยุคของพี่เลยน พี่โตมากับเพลงแบบนี้เลย
นะ : ถึงขนาดที่ว่าเคยมีคุณลุงคนหนึ่งมาถามผมว่า ผมเป็นสมาชิกวง XYZ หรือเปล่า (หัวเราะ)

BBT : รู้สึกอย่างไรกับปรากฏการณ์ที่ Polycat ได้สร้างขึ้นมาตลอดปีกว่าๆ ที่ผ่านมา?
นะ : มันมากกว่าคำว่าดีใจไปแล้ว คือก็รู้สึกดีนะ ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก บางคนงงว่าวง Polycat คือวงอะไร… ก็วงเหย่ไง แค่คำสั้นๆ ไม่ต้องอธิบายยืดยาวว่าวงนี้ที่มันแต่งตัวแบบนั้นไง เล่นเพลงยุค 80s ไง ซึ่งความจริงคำว่า “เหย่” จะถูกตัดออกตอนที่พวกเรานำเสนอเดโมด้วย แต่สุดท้ายคำๆ นี้ก็ทำให้แฟนเพลงรู้จักพวกเรามากขึ้น

Polycat web-14
Polycatweb11

 

BBT : เสน่ห์ของดนตรีในยุค 80s สำหรับพวกคุณ?
เพียว : สำหรับผมมันคือความล้นๆ เวลาเราดูไลฟ์ในยุค 80s มันจะมีการซ้อมเพื่อมาเต้นกันอย่างจริงจัง เครื่องแต่งกายก็ดูล้นๆ ทุกอย่างจะดูล้นไปหมด แต่มีเสน่ห์ดี
นะ : เสน่ห์ของดนตรียุค 80s คือความเชยและความมักง่ายครับ ถ้าเราสังเกตจากยุค 70s เป็นต้นมา นวัตกรรมการบันทึกเสียงจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ พอคอมพิวเตอร์เข้ามาในยุค 80s ทุกคนมักง่ายเลย อัดกีตาร์โดยการต่อเข้าคอมพิวเตอร์โดยตรง ง่ายมาก จากเมื่อก่อนที่กว่าจะอัดกีตาร์ได้นี่ยุ่งยากมาก รวมถึงเสียงซินธ์ที่ไม่ผ่านอะไรเลย และเสน่ห์ของการตัดต่อแบบตัดแปะที่ไม่เนียนด้วย
โต้ง : อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน อย่างผมเล่นคีย์บอร์ด ผมจะชอบคีย์บอร์ดในยุคนั้นมาก ฟังก์ชั่นไม่เยอะเท่าสมัยนี้แน่นอน มีเท่านี้ ก็ใช้เท่านี้

BBT : ที่เซอร์ไพรส์เราอีกอย่างคือ อัลบั้ม 80 Kisses พวกคุณมีเทปคาสเซตต์ขายด้วย?
เพียว :
มีทั้งเทป ซีดี และไวนิลเลย คือคอนเซ็ปต์แรกที่คิดเอาไว้ก็คือ พวกเราอยากเป็นตัวจริงครับ พวกเราทำเพลงยุค 80s เอ็มวี 3 ตัวแรกก็ทำออกมาแนวเก่าๆ เราก็เลยอยากให้คนฟังได้ฟังซาวนด์เก่าๆ ด้วยฟอร์แมตเก่าๆ ด้วย
นะ : อีกเรื่องหนึ่งคือมันจะทำให้คนฟังมีมิติในเรื่องความละเมียดละไมในการฟัง ซึ่งพวกเราอยากให้มีอยู่ในนิสัยการฟังเพลงของแฟนๆ Polycat ด้วย ไม่ใช่ว่าได้อะไรมาง่ายๆ ฟังง่ายๆ ดาวน์โหลดมาฟังก็ได้

BBT : เทปม้วนแรกในชีวิตของทั้ง 3 สมาชิก Polycat?
โต้ง : Perfect Sunday ครับ ซึ่งเป็นวงที่พี่อิงค์-อชิตะ ปราโมช ณ อยุธยา ร้องนำ
นะ : ของผมน่าจะเป็นอัลบั้ม Rhythm & Boyd ของพี่บอยด์ โกสิยพงศ์
เพียว : เท่าที่ผมจำได้จะเป็นอัลบั้มรวมเพลงฟุตบอลโลกปี 1998 มีเพลงของ ริคกี้ มาร์ติน ที่ร้องว่า Go, go, go, ale ale ale อะครับ รบเร้าให้พ่อแม่ซื้อให้ จำไม่ได้ว่าทำไม

BBT : มีช่วงไหนในชีวิตบ้างไหมที่รู้สึกว่า ไม่อยากเล่นดนตรีแล้ว?

นะ : ของผมไม่มีนะ

โต้ง : คือถ้าหยุดเล่นดนตรี ก็ไม่รู้จะไปทำอะไร

เพียว : มันจะมีอารมณ์อยากหยุดพักสักหน่อย แต่มันจะเป็นเรื่องของร่างกายมากกว่า คือตั้งแต่ช่วงต้นปีเป็นต้นมาจนถึง 16 เมษายน พวกเราตะลุมบอนกันมาตลอด หลังจากนั้นจะได้หยุดพักวง 10 วัน พอถึงโชว์วันที่ 16 เพลงสุดท้าย โน้ตตัวสุดท้าย ดีใจมาก แต่พอหยุดถึงวันที่ 2 หรือ 3 มันเหงาเลยนะ

นะ : หรืออย่างตอนเวลาผมล้ม ผมจะรู้สึกมัน หรือเป็นคนที่ชอบเริ่มใหม่หรือเปล่าก็ไม่รู้ มาเริ่มใหม่ให้มันเจ๋งกว่าเดิมดีกว่า ก่อนจะเจอเพียวกับโต้ง ผมเป็นอยู่ 2 ครั้ง หรือพอจบอัลบั้มแรก มันก็ไม่ได้ถือว่าเป็นการล้มลงไป แต่มันเป็นการจะได้เริ่มอะไรใหม่ๆ พอได้รู้ว่าจะได้ทำเพลงยุค 80s มันอยากทำ คันไม้คันมือมาก หรือก่อนหน้านี้ได้คีย์บอร์ดตัวใหม่มา มันจะรู้สึกโรคจิตมาก ไม่อยากนอน ไม่อยากหลับ อยากนั่งทำอะไรกับคีย์บอร์ดตลอด ไม่อยากจะหยุดเล่นมัน

BBT : ในฐานะที่เป็นวงอินดี้ที่ขยับสเต็ปของตัวเองขึ้นมาอีกก้าวได้ ตอนนี้มองวงการอินดี้ หรือวงอินดี้ยุคใหม่ๆ ไว้อย่างไรบ้าง?

นะ : ดีนะครับ คนฟังก็มีวงให้เลือกเยอะ เข้าใจฟังเพลงมากขึ้น รสนิยมดีขึ้นเยอะ ดังนั้นวงอินดี้ก็ไม่ต้องแคร์แล้วว่าจะต้องแอบใส่ความป๊อปเข้าไปในเพลงหรือเปล่า ให้คนฟังเยอะขึ้น เราสามารถทำอย่างที่เราคิดอย่างที่เราชอบได้เลย

เพียว : เราอยู่ในยุคที่มีอินพุตให้เสพย์เยอะมาก วงที่เกิดขึ้นมาใหม่ก็จะได้รับอินพุตเยอะด้วยเช่นกัน เราสามารถอุทานคำหยาบได้ตลอดเวลาเมื่อมีวงใหม่ๆ ผลิตงานเพลงใหม่ๆ ออกมาให้ฟัง

BBT : อนาคตวงการเพลงอินดี้บ้านเราจะเป็นเช่นไรในทรรศนะของพวกคุณ?

โต้ง : ผมว่ามันจะกว้างขึ้นกว่านี้อีก ตอนนี้วงอินดี้เยอะขึ้น แนวเพลงก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ น่าจะมันไม่น้อย

นะ : แต่พอมันกว้างแล้วมันจะไม่อินดี้น่ะสิ วงอินดี้คือศิลปินที่ทำงานด้วยตัวเอง ซึ่งเรื่องแบบนี้ใครๆ ก็สร้างได้ มีโปรดิวเซอร์ ทำงานเสร็จแล้วก็บอกว่าทำงานด้วยตัวเอง ก็อินดี้แล้วสิ วงการมันขยายใหญ่ขึ้นแน่ แต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะไปทางไหน บางทีพอวงการอินดี้มันโตมากๆ ก็จะเกิดการที่ค่ายใหญ่พยายามทำอินดี้เหมือนกัน แล้วจะทำให้ซีนอินดี้มันเบลอ แต่ผมก็ยังไม่กล้าสรุปในประเด็นนี้นะ

เพียว : ทฤษฎีของพี่นะน่าสนใจมากนะ คือตอนนี้ผมมองแค่ว่า คนฟังได้รับอะไรมากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น ได้ไปดูเฟสติวัลข้างนอกมากขึ้น มันทำให้มีแรงบันดาลใจกลับมาสร้างงานดีๆ ออกมา

BBT : ความงดงามใน “ดนตรี” ของแต่ละคนคืออะไร?

นะ : ดนตรีมันก็มีแค่จังหวะ มีเมโลดี้ บางคนชอบฟังเพราะๆ บางคนชอบฟังพุ่งๆ มันเป็นเสรีภาพทางการฟังมาก แล้วมันก็มีแนวของมันด้วย แถมมันยังเกิดใหม่ได้ตลอดด้วย อย่าง Skrillex เอา ดรัม แอนด์ เบส มาทำใหม่กลายเป็นดับสเต็ป หรือ Disclosure เอาการาจมาทำซาวนด์ใหม่ๆ มันไม่มีอะไรตายตัวเลย

โต้ง : สำหรับผม ดนตรีทำให้ผมได้พบปะผู้คนเยอะขึ้น ซึ่งแต่ละคนก็มอบประสบการณ์ มอบแนวทางความคิด มีการแลกเปลี่ยนทรรศนะกัน ถ้าผมไม่ได้เล่นดนตรี ผมอาจจะไม่ได้มาเจอ บิลบอร์ด ไทยแลนด์ ก็ได้ จริงไหม

เพียว : ผมว่ามันคืองานศิลปะในด้านเสียงอย่างหนึ่ง มันก็มีหลายแบบ แต่ผมแบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ แบบที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้ ซึ่งมันจะมีคนตีความดนตรีหลายแบบว่า ดนตรีต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง แต่ปัจจุบัน เพลงที่มีฮาร์โมนี แต่ไม่มีริทึ่ม หรือเพลงที่มีแต่ริทึ่ม ไม่มีฮาร์โมนี มันมีคนชอบทั้งสองแบบ ความงามมันก็น่าจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ อีกอย่างหนึ่งคือ ดนตรีสามารถแตะถึงหัวใจคนได้ เหมือนหนังบางเรื่องที่เราดูแล้วอินจนร้องไห้ไปกับเรื่องราว เหมือนบางเพลงที่สามารถแตะหัวใจของผมได้ และผมเชื่อว่ามันเกิดขึ้นกับหลายๆ คนแน่นอน

 

และถ้าหาก Polycat เคยบอกเอาไว้ว่า “ด้วยคำที่บอกว่าเราจะมาพบกันใหม่ มักจะไม่พบกันอีก” แต่เราเชื่อว่า ความรักในเสียงดนตรี และการเสาะแสวงหาสิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลาของ นะ-เพียว- โต้ง จะทำให้ Polycat กลับมาพบกับทุกๆ คน พร้อมสร้างสรรพเสียงใหม่ๆ ให้แวดวงดนตรีเมืองไทยอีกครั้งอย่างแน่นอน

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Binn Buameanchol
Stylist: Sarunrat Panchiracharoen

Polycatweb07