50-shades-darker-trailer-1024x576

การกลับมาอีกครั้งของภาพยนตร์ดราม่าอีโรติก Fifty Shades Darker ภาคต่อจาก Fifty Shades of Grey ที่ล่าสุดในขณะนี้สามารถทำรายได้ไปกว่า 50 ล้านบาท พร้อมการการันตีที่นั่งบนการจัดอันดับบน Box Office แล้วในส่วนของซาวนด์แทร็คล่ะ? จะสามารถสร้างกระแสให้เปรี้ยงเหมือนกับภาคที่แล้วหรือไม่? 

Fifty Shades of Grey (2015)

Love Me Like You Do – เอลลี่ กูลดิ้ง

แค่ปรากฏชื่อของ แมก มาร์ติน ในฐานะนักแต่งเพลงก็สามารถคาดเดาความสำเร็จของเพลงนี้ได้อย่างไม่ยาก ผสานกับเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปินสาวเอลลี่ และจังหวะบัลลาดที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งรักๆ ใคร่ๆ จึงทำให้เพลง Love Me Like You Do ไต่ขึ้นไปถึงอันดับ 3 บนชาร์ต Billboard Hot 100 เมื่อปี 2015

Fifty Shades Darker (2017)

I Don’t Wanna Live Forever – เซย์น มาลิก & เทย์เลอร์ สวิฟต์

ถือว่าเป็นการประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องกับการขึ้นถึงอันดับ 3 บนชาร์ต Billboard Hot 100 เมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา กับการฟีทเจอริ่งของสองศิลปินแห่งยุคทั้ง เซย์น มาลิกและเทย์เลอร์ สวิฟต์ ในเพลงจังหวะสุดเซ็กซี่ I Don’t Wanna Live Foreverวินาทีแรกที่พวกเราได้ฟังเพลงนี้ กลิ่นอายความเป็น Fifty Shades ก็ลอยมาเต็มๆ” ไมค์ น็อปล็อคห์ หัวหน้าฝ่ายดนตรีแห่ง Universal Pictures กล่าว

Meet Me in the Middle – เจสซี่ แวร์

เพลงจังหวะวอลซ์ช้าๆ ที่มีกลิ่นอายความเป็นบลูส์และเสียงร้องสุดยั่วยวนของศิลปินมากความสามารถจากเกาะอังกฤษ เจสซี่ แวร์ ทำให้ทุกอย่างรวมตัวกันอย่างออกรสชาติในเพลง Meet Me in the Middle

One Woman Man – จอห์น เลเจนด์

ส่วนผสมเหมือนกับเพลงก่อนหน้าทุกสิ่งเพียงแค่เปลี่ยนมาเป็นจอห์น เลเจนด์ ผู้ขึ้นชื่อในเรื่องของความแจ๊ซและบลูส์ ซึ่งเขาเองก็เพิ่งไปโชว์ลีลาความสามารถในภาพยนตร์ La La Land ไปก่อนหน้านี้

 

Earned It – The Weeknd

ด้วยชื่อของ The Weeknd แล้วคงไม่ต้องพูดอะไรมาก จากการประสบความสำเร็จอย่างสูงในอัลบั้ม Beauty Behind the Madness และต่อเนื่องกับเพลง Earned It ที่มาพร้อมกับจังหวะเพลงและเสียงร้องสุดยั่วยวน ที่ได้ยินเมื่อไรเป็นต้องรู้สึกเซ็กซี่ขึ้นมาทันที จนสามารถขึ้นอันดับ 3 บนชาร์ต Billboard Hot 100 ไปอย่างไม่ยากเย็น

 

Pray – JRY feat. Rooty

JRY หรือ จอห์น ไรอัน นักแต่งเพลงผู้อยู่เบื้องเพลงฮิตทั้งหลายจาก One Direction และ เจสัน เดอลูโร่ ที่สามารถขึ้นชาร์ต Billboard Hot 40 ด้วยชื่อของเขาเองเป็นครั้งแรก “มันเปรียบเสมือนกับเพลงที่ทำให้บรรยากาศในหนังทวีคูณความเร่าร้อนขึ้นไป” ไมค์ น็อปล็อคห์กล่าว

 

Salted Wound – Sia

จากความสำเร็จอย่างสูงสุดของเพลง Chandelier จึงทำให้ชื่อของ Sia กลายเป็นที่รู้จักอย่างวงกว้าง แต่หารู้ไม่ว่าเธอนั้นคือผู้อยู่เบื้องหลังเพลงฮิตมากมาย หรือแม้กระทั่งเพลงประกอบภาพยนตร์ (The Hunger Games, San Andreas, Finding Nemo, Lion)

 

Helium – Sia

เธอกลับมาอีกครั้งกับเพลง Helium  ซึ่งไมค์ น็อปล็อคห์ได้กล่าวว่า “เพลงนี้เหมาะเจาะกับสถานการณ์ในภาพยนตร์ขณะที่ อนาสตาเซียนางเอกของเรื่องคิดว่าเรื่องราวต่างๆ กำลังไปด้วยสวยและทันใดนั้นเองบางสิ่งบางอย่างก็เกิดขึ้น Sia สามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างเหลือเชื่อ”

 

Story by Natalie Weiner

Translated by Aekkachai S.