shura_live_cover

ครั้งหนึ่งดีว่าระดับโลกอย่างมาดอนน่าเคยขึ้นคอนเสิร์ตช้าไปสองชั่วโมงพร้อมกับเสียงก่นด่าไปทั่วโลก แต่เมื่อคืนวันพุธที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา Shura ก็พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่าถึงแม้จะไม่ใช่ดีว่าระดับโลกเราก็สามารถขึ้นโชว์เลทถึงสามชั่วโมงได้ และนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเดียวที่ชวนให้อารมณ์ขุ่นในคอนเสิร์ต “Shura Live in Bangkok 2017” คอนเสิร์ตครั้งแรกในเมืองไทยของศิลปินขวัญใจคออินดี้ โดยผู้จัด Medium Rare Live

หลังจากฝ่าสายฝนสาดกระหน่ำและทางขึ้นไปสู่ชั้น 18 ณ HEAVEN Bangkok @ ZEN ที่แสนจะงงงวยได้ ก็พบเจอกับฝูงชนที่แออัดอยู่ด้านหน้าของสถานที่จัดงาน แต่ละคนมีสีหน้าสับสนว่าต้องทำอะไรและไปทางไหน และถึงแม้ว่าทางผู้จัดจะระบุไว้ว่าเปิดให้ลงทะเบียนในเวลาหนึ่งทุ่มครึ่ง แต่เอาเข้าจริงกว่าทุกอย่างจะลงตัว กว่าที่แถวอันยาวเหยียดแออัดคดเคี้ยวจะเริ่มเคลื่อนตัวเข้าประตูได้ก็ประมาณสองทุ่มเศษ

ความเหวอต่อมากับสถานที่จัดงานด้านในที่ดูเหมือนกับว่าจะสามารถรองรับผู้ชมได้อย่างเพียงพอ แต่กลับแน่นขนัดจนแทบไม่สามารถเดินได้ แต่เมื่อเห็นว่าไม่มีใครยืนหรือนั่งอยู่ด้านหน้าเวทีตามแบบฉบับคอนเสิร์ตทั่วๆ ไปก็ถึงกับหายงง เพราะคนดูส่วนใหญ่พากันนั่งจับจองพื้นที่บริเวณรูปตัวยูที่ยกสูงขึ้นมาจากหน้าเวที จนเวลาล่วงเลยไปเป็นชั่วโมงถึงจะมีผู้กล้าเดินไปยืนหน้าเวทีก่อนที่ฝูงชนจะพากันวิ่งกรูตามกันไปอย่างรวดเร็ว นับว่าเป็นวิถีการดูคอนเสิร์ตที่แปลกตาไปจากทุกครั้ง

และจากตารางโชว์ที่ผู้จัดได้โพสต์ลงเพจไปก่อนหน้าระบุว่า Shura จะขึ้นโชว์ในเวลาสามทุ่ม แต่เมื่อสามทุ่มตรงก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นบนเวที จะมีก็แต่เสียงเพลงจากดีเจ Burton G. ที่มาเล่นเปิดเอาบรรยากาศที่งานนี้ต้องยอมใจและยกเครดิตให้เลยจริงๆ ไม่รู้ว่าได้เงินค่าเล่นล่วงเวลาหรือเปล่า หลังจากทิ้งให้คนดูตกอยู่ในภาวะรอเก้อ ก็มีประกาศที่สองในเพจอีเวนท์ ว่าจะการเลื่อนการแสดงเป็นเวลา 21.45 น. แต่พอเอาเข้าจริงก็เริ่มเซตเครื่องบนเวทีในเวลาเกือบสี่ทุ่ม

shura_live_1

จนในที่สุดเข็มนาฬิกาเคาะที่ 10:37 น. ไฟบนเวทีก็ดับลงพร้อมกับเสียงดนตรีจากเพลงเปิดอัลบั้ม Nothing’s Real อย่าง (i) พร้อมกับเสียงตะโกนจากแฟนๆ ที่ผสมไปทั้งเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจและความโมโหพร้อมกับเสียงตะโกนว่า “Refund! Refund!” หลังจากที่ยืนรอคอยกันมาอย่างยาวนานเกือบสามชั่วโมง ก็ปรากฏร่างของ Shura เวทีพร้อมกับหมวกบีนีย์สีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอ ที่เธอเคยพูดไว้ว่าไม่ว่าอากาศจะเป็นยังไงเธอก็ต้องมาพร้อมกับหมวกบีนีย์เสมอ

เริ่มเปิดฉากคอนเสิร์ตอย่างเป็นทางการด้วย Nothing’s Real ที่ทุกคนนึกว่าความเหวอจะหมดไป แต่หารู้ไม่ว่าความเหวอยังคงมาเยือนเราอย่างต่อเนื่อง ด้วยระบบเครื่องเสียงที่แตกพร่าจนนึกว่ามาเที่ยวงานวัดหรือคอนเสิร์ตโรงเรียน ต่อมากับเพลง What’s It Gonna Be เพลงโปรดของหลายๆ คนและถือเป็นหนึ่งในเพลงที่ทำให้ Shura เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งเธอก็ไม่ทำให้ผิดหวังด้วยการพาคนดูให้มีอารมณ์ร่วมไปด้วย ซึ่ง ณ ตอนนั้นเราก็ยังรู้สึกโมโหด้วยการจัดการของทีมงานบวกกับที่ต้องยืนรอร่วมสามชั่วโมง ตอนนั้นเราไม่แน่ใจว่าควรจะสนุกไปกับ Shura หรือประท้วงแบบเงียบๆ ด้วยการไม่มีอารมณ์ร่วมกับคอนเสิร์ตมันซะเลย โดยเฉพาะกับระบบเสียงที่ชวนหงุดหงิดขึ้นเรื่อยๆ ในเพลง Kidz ‘N’ Stuff ชนิดที่ว่าฟังไม่รู้เรื่องว่าเธอร้องอะไร เพราะนอกจากระบบเสียงจะพังแล้วเสียงดนตรีก็ดังจนกลบเสียงร้องไปจนหมด

แต่ในเพลง Indecision เสียงร้องและระบบเสียงเริ่มจะเข้าที่ แต่ใครที่เป็นแฟน Shura ตัวจริงก็พอจะรู้ว่าเธอไม่ใช่คนที่ร้องสดได้ดีที่สุด และการแสดงบนเวทีของเธอก็ยังติดอาการลนและตื่นเต้นมากเกินไปซึ่งอันนี้สามารถเข้าใจได้ เพราะพื้นฐานเธอเป็นคนขี้อายมากและมักจะทำอะไรประหลาดๆ อยู่เสมอ ในช่วงนี้เองเธอเลยเริ่มพูดคุยกับแฟนๆ ว่าตื่นเต้นขนาดไหนที่ได้มาเจอกับแฟนเพลงชาวไทย พร้อมกับยอมรับว่าโดนเล่นงานจากอาการเจ็ตแล็กแบบเต็มๆ แต่อย่างไรก็ “สู้ สู้” คือคำภาษาไทยที่เธอกล่าวบนเวทีพร้อมกับเสียงเฮจากแฟนๆ ซึ่งเธอก็ไม่รอช้าคว้ากีตาร์ขึ้นมาสะพายพร้อมกับเพลง What Happened To Us? ที่เธอบอกว่ามอบให้คนที่อกหักทั้งหลาย ถึงแม้ไม่ได้อกหักแต่หูแตกก็คงเป็นอาการที่ทุกคนจะต้องประสบพร้อมกันเป็นแน่แท้ เพราะเสียงดนตรีเล่นดังกว่าเสียงร้องอีก แถมลำโพงก็แย่จนนอยด์ ต่อเนื่องด้วยการที่ Shura ถามว่าในที่นี้มีใครขี้อายบ้างขอให้ยกมือ เป็นอันรู้กันว่าเพลงต่อไปนั้นคือ 2Shy ที่เนื้อหาและดนตรีชวนล่องลอย ละมุนหู และพาฝันเหลือเกิน แต่ความฝันก็ต้องถูกพังทลายลงและกระทืบซ้ำด้วยระบบเสียงที่น่าจะเป็นฝันร้ายมากกว่า แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่เมื่อ Shura ลงมานั่งที่ขอบเวทีแบบใกล้ชิดกับแฟนเพลงแบบสุดๆ น่ารัก เป็นกันเอง ปนด้วยความขี้อายสไตล์เธอที่ทำให้แฟนๆ พากันลืมๆ และมองข้ามความห่วยของเครื่องเสียงไปชั่วขณะ ก่อนที่เธอจะลุกขึ้นไปฟาดลวดลายเล่นกีตาร์และนำเข้าสู่เพลง Make It Up ที่ช่วงนี้บรรยากาศเริ่มเข้าที่เข้าทางอย่างเต็มที่ทั้งตัว Shura เองและคนดู

shura_live_2
shura_live_3

การหยอดมุกของเธอดูท่าจะถูกใจแฟนๆ เป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการขอพักจิบน้ำสีอำพัน พร้อมท่อนเด็ดที่ว่า “I like beer but gin is better” ที่ทำเอาแฟนๆ ตามพากันอมยิ้มและหัวเราะไปกับความน่ารักของเธอ หลังจากพักจิบน้ำเรียบร้อยก็เข้าสู่เพลงแรกที่ทำให้ชื่อ Shura ปรากฏอยู่ในใจของคอเพลงอย่าง Touch ที่งานนี้เธอมอบการสัมผัสแบบสมชื่อเพลงด้วยการลงมาร้องเพลงกับแฟนเพลงที่ด้านล่างเวที และเรียกเสียงฮาอีกครั้งด้วยการกล่าวขอบคุณว่า “Thanks for touching me” ก่อนที่เธอจะกล่าวขอบคุณแฟนเพลงอย่างจริงจังอีกครั้ง ซึ่ง ณ ตอนนั้น ยอมรับว่าความโกรธ งอน โมโหที่มีมาตลอดในช่วงแรกได้ถูกขจัดออกไปอย่างหมดสิ้นด้วยความน่ารัก ป่วง โก๊ะ และจริงใจของเธอ ที่เธอไม่จำเป็นต้องพยายามเสแสร้งใดๆ ทั้งสิ้น เพราะมันล้วนแต่ออกมาจากตัวเธอจนเรารู้สึกได้ว่านั่นคือความรู้สึกของเธอ

หลังจากปลาบปลื้มและอินไปสักพัก ก็ต้องสะดุดอารมณ์อีกเมื่อเธอบอกว่าเดี๋ยวจะเล่นอีกแค่สองเพลง ซึ่งก็คือ White Light และ 311215 ถึงแม้จะเป็นสองเพลงสุดท้ายแต่ White Light นับว่าเป็นเพลงที่เสียงร้องและเสียงดนตรีดีที่สุดตลอดคอนเสิร์ต โดยเฉพาะกับในช่วงท้ายของเพลงที่ก่อนจะส่งต่อเข้าสู่  311215 ด้วยเสียงเครื่องดนตรีสังเคราะห์ซินธ์เหมือนเสียงมนุษย์ต่างดาวที่สามารถนำทุกคนให้ดำดิ่งสู่ห้วงจินตนาการและเสียงดนตรีของเธอ ด้วยซาวนด์แสนปวดประสาทและแปลกประหลาดแบบสุดๆ ซึ่งท้ายที่สุด Shura ก็พาตัวเธอเองและแฟนๆ ให้สัมผัสกับจักรวาลของเธอที่เต็มไปด้วยความป่วง ความไม่สมบูรณ์แบบ แต่กลับเต็มไปด้วยความสุขแบบแปลกๆ ที่ไม่สามารถอธิบายได้

เพิ่มเติมล่าสุดจากการขึ้นโชว์ช้าไปร่วมสามชั่วโมง Shura ก็ได้มีการส่งข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวของผู้เขียน ระบุว่าเธอได้รับแจ้งว่าเวลาขึ้นโชว์คือสี่ทุ่มตรง ต่อมาได้ถูกเลื่อนให้เร็วขึ้น 30 นาทีและกล่าวว่า “ฉันไม่ใช่ดีว่านะ! ฉันไปถึงตอนสามทุ่มครึ่งและรอคนมาบอกว่าจะขึ้นตอนไหน น่าเสียใจที่ทุกคนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”

shura4

 

Story and photos by Aekkachai S.