The Temper Trap_02

จากซ้าย: โจนาธอน แอเฮอร์เน (เบส), ดักกี้ แมนดากี้ (ร้องนำ, กีตาร์), โทบี ดันดาส (กลอง) และ โจเซฟ เกรียร์ (กีตาร์, คีย์บอร์ด)

เชื่อมั่นว่าหลายคนน่าจะเริ่มทำความรู้จักกับ 4 หนุ่มอินดี้ร็อคจากเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลียอย่าง ดักกี้ แมนดากี้ (ร้องนำ, กีตาร์), โจนาธอน แอเฮอร์เน (เบส), โทบี ดันดาส (กลอง) และ โจเซฟ เกรียร์ (กีตาร์, คีย์บอร์ด) ในนาม The Temper Trap จากเพลง Sweet Disposition ซาวนด์แทร็คประกอบภาพยนตร์ในดวงใจของใครหลายคนอย่าง (500) Days of Summer ในปี 2009 ซึ่งเพลงดังกล่าวสามารถไต่ขึ้นไปถึงอันดับที่ 9 บนชาร์ตบิลบอร์ด Alternative Songs ได้อีกด้วย แต่ใช่ว่าพวกเขาจะมีเพลงฮิตแค่เพลงเดียว Love Lost, Trembling Hands, Need Your Love, Miracle, Fall Together, Alive ฯลฯ และ 3 สตูดิโออัลบั้มทั้ง Conditions (2009), The Temper Trap (2012) และ Thick as Thieves (2016) ล้วนแล้วแต่เป็นที่รู้จักของคอดนตรีตัวจริงทั้งสิ้น และก่อนจะถึงวันพุธที่ 8 มีนาคม 2017 ที่ The Temper Trap มีนัดระเบิดความมันครั้งแรกในเมืองไทยกับ “SOUNDBOX The Temper Trap Live in Bangkok” โดย BEC-Tero Entertainment บิลบอร์ด ไทยแลนด์ ก็ได้รับโอกาสสุดพิเศษจาก โจเซฟ เกรียร์ มือกีตาร์และมือคีย์บอร์ดของวงที่มาพูดคุยผ่านอีเมลถึงเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ความรู้สึกหลังจากเพลงดังอย่าง Sweet Disposition มีอายุเกือบ 10 ปีเข้าให้แล้ว, The Temper Trap มีเพลงที่พูดถึงสังคมและการเมืองบ้างไหม รวมถึงเป้าหมายของการพิสูจน์ตัวเองในระดับโลก

 

อันที่จริงแล้ว ออสเตรเลีย กับ ประเทศไทย อยู่ไม่ห่างไกลกันมากนัก แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ The Temper Trap จะเดินทางมาเปิดการแสดงสดที่เมืองไทย รู้สึกอย่างไรบ้าง?
โจเซฟ: พวกเราตื่นเต้นมากๆ ครับ ครั้งนี้ถือเป็นการเดินทางสู่เมืองไทยเป็นครั้งแรกสำหรับบางคนในวงด้วย ซึ่งพวกเราชื่นชอบในการมีประสบการณ์ร่วมกับวัฒนธรรมใหม่ๆ ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนเสมอ รวมถึงเรื่องราวของวิถีชีวิตด้วย อ้อ! อาหารไทยนี่เป็นหนึ่งในสุดยอดอาหารของโลกเลยนะ

รู้สึกอย่างไรกับความสำเร็จของซิงเกิ้ล Sweet Disposition ที่แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 10 ปี แต่ก็ยังครองใจแฟนเพลงอยู่?
เพลงนี้ทำให้พวกเรามีโอกาสได้ทำหลายสิ่งหลายอย่างมาก เป็นตัวเร่งชั้นเยี่ยมสำหรับวงดนตรีวงหนึ่งที่จะเติบโตไปสู่การได้รับความนิยมจากคอดนตรี พวกเราได้รับประสบการณ์อันน่าอัศจรรย์มากมายเพราะเพลงดังกล่าว เล่นเพลงนี้ทีไรก็ไม่เคยรู้สึกแก่สักที (หัวเราะ) แถมยังได้เห็นปฏิกิริยาอันหลากหลายจากคนที่มาดูโชว์ของเราด้วย

 

ดูเหมือนว่าซาวนด์ดนตรีของ The Temper Trap จะมีความเปลี่ยนแปลงโดยตลอดนับจากอัลบั้มแรก Conditions ที่ค่อนข้างเป็นซาวนด์ร็อคดิบๆ, The Temper Trap มีสีสันของเสียงสังเคราะห์เพิ่มเติมเข้ามาอย่างโดดเด่น ส่วนอัลบั้มล่าสุด Thick as Thieves ซาวนด์ก็ดูสุขุมนุ่มลึกขึ้น ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดทั้งมวลมันเกิดจากอะไร?
พวกเรารักในการทำดนตรีมาก และถึงแม้ว่าเราจะอยากทำดนตรีออกมาเพื่อเอาใจแฟนเพลงมากขนาดไหน เราก็อยากทำดนตรีที่มอบแรงบันดาลใจสู่พวกเราเองด้วย การค้นพบซาวนด์ที่แตกต่าง หรือเป้าหมายใหม่ๆ ทำให้เรามั่นใจว่า เรากำลังทำอะไรที่ยังให้แรงบันดาลใจต่อตัวเรา และยังคงรักในสิ่งที่ทำอยู่

ในอัลบั้ม Thick as Thieves ถือเป็นครั้งแรกที่พวกคุณได้ร่วมงานกับคนอื่นในเรื่องของการทำเพลง อาทิ จัสติน พาร์คเกอร์ หรือ Malay ที่เคยได้รางวัลแกรมมี่จากการทำงานในอัลบั้มของ แฟรงก์ โอเชียน มาแล้ว พวกคุณได้รับประสบการณ์อะไรบ้างจากการทำงานร่วมกับบุคคลเหล่านี้?
เยอะเลยล่ะครับ เมื่อใดก็ตามที่คุณอยู่ด้วยกันตลอดเป็นเวลานานๆ ทำงานเพลงแบบเดิมๆ การมีใครสักคนเข้ามานั่งอยู่ที่แผงมิกซ์และมองว่าจะนำพาพวกเราไปสู่สถานที่ใดสถานที่หนึ่งซึ่งถ้ามีแค่เรา 4 คนคงไม่มีทางไปถึงได้แน่ๆ ได้อย่างไร มันสามารถสร้างความสดชื่นในการทำงานได้มาก ทั้งเรื่องไอเดียใหม่ๆ วิธีการทำงานในรูปแบบที่แตกต่างออกไป และก็อีกหลายๆ อย่าง

The-Temper-Trap-Thick-As-Thieves-2016-2480x2480

 

ที่ผ่านมาเนื้อเพลงของ The Temper Trap ส่วนใหญ่มักพูดถึงเรื่องความฝัน การปลุกคนฟังให้ลุกขึ้นมามีกำลังใจและความหวังในการใช้ชีวิต เคยคุยกันไหมว่าในอนาคตพวกคุณอาจจะพูดถึงประเด็นที่หนักๆ อย่างเรื่องสังคมหรือการเมืองบ้าง?
ในมุมมองของคนภายนอก ดูเหมือนว่าเพลงจำนวนมากของพวกเราอาจจะเป็นในลักษณะนั้น แต่อีกหลายเพลงซึ่งถ้าพิจารณาเนื้อเพลงในมุมที่ต่างออกไปจะพบว่ามันมีประเด็นทางการเมืองซ่อนอยู่ ยกตัวอย่างเช่น Fall Together ในอัลบั้ม Thick as Thieves ซึ่งเป็นเพลงที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา แต่คนส่วนใหญ่กลับคิดว่าเป็นเพลงรัก หรือแม้แต่ในอัลบั้มชุดที่แล้วอย่าง The Temper Trap ก็มีเพลง London’s Burning ที่พูดถึงเหตุจลาจลในกรุงลอนดอน ซึ่งมันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบๆ บริเวณที่เราพักอาศัยกันอยู่

คิดว่าความโดดเด่นที่ทำให้ The Temper Trap แตกต่างจากวงดนตรีวงอื่นคืออะไร?
ผมมั่นใจนะว่า มีคนมากมายมองว่าซาวนด์ของ The Temper Trap เหมือนวงนั้นวงนี้ แต่พวกเราก็แค่เขียนเพลงออกมาจากหัวใจ และก็ไม่ได้รู้สึกว่าเราอยู่ในซีนไหนของวงการหรือพยายามจะเป็นเหมือนใครเลย

 

ฟร้อนต์แมนของพวกคุณ ดักกี้ แมนดากี้ เกิดที่ประเทศอินโดนีเซีย แต่วง The Temper Trap ถือกำเนิดขึ้นในออสเตรเลีย เคยคิดจะนำเอาซาวนด์ของดนตรีพื้นเมือง เช่น ชนเผ่าอะบอริจิน มาผสมผสานกับซาวนด์ของ The Temper Trap บ้างไหม?
ก่อนหน้านี้ก็เคยคุยถึงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังไม่เจอเพลงที่เหมาะสมที่จะใส่ซาวนด์แบบนั้นลงไปน่ะครับ

เริ่มคุยถึงทิศทางในอัลบั้มชุดต่อไปกันบ้างหรือยัง?
ณ ตอนนี้เรายังขอแค่โฟกัสในเรื่องของทัวร์อัลบั้ม Thick as Thieves ก่อน และเมื่อไหร่ที่มันเสร็จสิ้น พวกเราจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง และคุยกันว่าจะทำอะไรหรือก้าวไปทางไหนกันต่อ

แน่นอนว่า The Temper Trap คือวงดนตรีที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูงในบ้านเกิดอย่างออสเตรเลีย พวกคุณวางเป้าหมายไว้อย่างไรบ้างในการพิสูจน์ตัวเองในระดับโลก?
พวกเราแค่รู้สึกว่าโชคดีมากๆ แล้วที่ยังคงจัดการเรื่องการเดินทางรอบโลกเพื่อไปเล่นคอนเสิร์ตได้อยู่ และที่สำคัญยังมีผู้คนมาดูการแสดงสดของเรา

The Temper Trap_04

 

การทำงานศิลปะย่อมนำมาซึ่งคำวิจารณ์ พวกคุณรับมือกับคำวิจารณ์ด้านลบอย่างไร?
คุณก็แค่ต้องเพิกเฉยกับมันก็แค่นั้น การเริ่มต้นอ่านรีวิวหรือพวกความคิดเห็นของคนที่ไม่ชอบวงดนตรีของคุณในครั้งแรกที่ได้ฟังหรือได้ดูมันสามารถทำลายจิตวิญญาณของคุณได้เลยนะ เกณฑ์ตัดสินความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ The Temper Trap คือการที่มีคนมาดูเราเล่นดนตรี และเดินกลับไปด้วยความสุข

นับจากจุดเริ่มต้นที่ก่อตั้งวง พวกคุณคิดว่ามันเป็นอะไรที่เกินฝันหรือความคาดหวังหรือไม่ อย่างไร ในการที่ปัจจุบันวงได้เดินทางมาถึงจุดๆ นี้?
ผมคิดว่าการเดินทางทั้งหมดที่ผ่านมาของ The Temper Trap มันเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อมาก แต่เรายังคงต้องการที่จะไปให้ไกลที่สุดเท่าที่เราจะสามารถไปได้ ฝันให้ใหญ่เข้าไว้!

สุดท้ายมีอะไรอยากจะฝากถึงแฟนเพลงชาวไทยที่กำลังรอคอยคอนเสิร์ตของพวกคุณอยู่บ้าง?
พวกเราจะเดินทางไปเล่นคอนเสิร์ตที่เมืองไทยเป็นครั้งแรกด้วยหัวใจทั้งหมดที่มีเพื่อแฟนเพลงของเรา รอไม่ไหวแล้วที่จะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางดนตรีกับพวกคุณ

 

คอนเสิร์ต “SOUNDBOX The Temper Trap Live in Bangkok” จะระเบิดความมันขึ้นในวันพุธที่ 8 มีนาคม 2017 ณ เมืองไทย จีเอ็มเอ็ม ไลฟ์ เฮ้าส์ ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยมีวง Scrubb และ Electric Neon Lamp เป็นวงเปิด บัตรราคาเริ่มต้นที่ 1,500 บาท สามารถจับจองได้ที่ thaiticketmajor.com บอกเลยว่าห้ามพลาด!

TheTemperTrap

 

Story by: Chanon B.
Photos by: BEC-Tero Entertainment