DamienRice (2)

เรียกได้ว่าอิ่มเอมกันถ้วนหน้าสำหรับแฟนเพลงชาวไทยของ เดเมี่ยน ไรซ์ ศิลปินหนุ่มชาวไอริชที่มีบทเพลงอันแสนเหงา เศร้า หม่น อันเป็นซิกเนเจอร์ประจำตัวมาตั้งแต่ O สตูดิโออัลบั้มแรกในชีวิตของเขาเมื่อปี 2002, อัลบั้ม 9 ในอีก 4 ปีให้หลัง ก่อนที่เขาจะเว้นการทำอัลบั้มไปถึง 8 ปี และปล่อยอัลบั้ม My Favourite Faded Fantasy ออกมาเมื่อราว 2 ปีที่แล้ว “Damien Rice Live in Bangkok 2016” โดยผู้จัด VIJI Corp ซึ่งจัดขึ้น ณ บีซีซี ฮอลล์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว คือคอนเสิร์ตที่เหล่าสาวกรอคอยมาเป็นเวลาเนิ่นนาน บัตรขายหมดเกลี้ยงภายในไม่กี่นาที และสิ่งที่ปรากฏบนเวทีในค่ำคืนวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมาก็ได้บอกเล่าทุกสิ่งทุกอย่างแล้วว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนกับการรอคอย

คอนเสิร์ตเลทนิดหน่อย แต่เชื่อว่าทุกคนภายในฮอลล์กำลังรอโชว์ครั้งนี้อย่างใจจดใจจ่อ ในที่สุด เดเมี่ยน ไรซ์ ก็เดินขึ้นมาบนเวที สะพายกีตาร์อะคูสติก และเริ่มต้นโชว์ครั้งแรกในเมืองไทยของเขากับบทเพลง Older Chests ซึ่งดูเหมือนว่าระบบเสียงยังไม่เข้าที่เข้าทาง ระหว่างนั้นเขาจึงจัดอีกหนึ่งเพลงฮิตอย่าง Cannonball ให้ฟังด้วยเสียงร้องและเสียงกีตาร์แบบสดๆ ไม่ผ่านไมค์ เอาใจสาวกไปเต็มๆ

DamienRice (9)
DamienRice (13)

เอาล่ะ… ระบบเสียงพร้อมแล้ว ซึ่งก็มาพร้อมเอาที่เพลง 9 Crimes พอดิบพอดี ความอลังการและพลังที่ เดเมี่ยน ไรซ์ สร้างขึ้นมาบนเวทีนั้นล้นเหลือ แม้จะไม่มีแบนด์มารองรับ แต่บอกเลยว่ากีตาร์อะคูสติกเพียงตัวเดียวก็เอาอยู่ ต่อด้วยไตเติ้ลแทร็คของอัลบั้มล่าสุดอย่าง My Favourite Faded Fantasy และ The Professor & La Fille Danse

ใครที่คิดว่าโชว์ของหนุ่มคนนี้จะมีมวลความดาร์คอยู่ตลอดเวลาคงจะคิดผิดเสียแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าบนเวที เดเมี่ยน ไรซ์ จะพูดเก่งใช่ย่อย เพลงต่อไปเขาตั้งชื่อว่า Khob Khun หรือ “ขอบคุณ” นั่นเอง โดยต่อยอดมาจากที่เขาถามแฟนเพลงว่า Thank You ในภาษาไทยพูดว่าอย่างไร หลังจากนั้นเขาก็อิมโพรไวส์สดออกมาเป็นเพลงได้อย่างน่าทึ่ง ก่อนจะต่อด้วยเพลง What Have You Done To Your Face และเซอร์ไพรส์คนทั้งฮอลล์อีกครั้งด้วยการเล่นเพลงที่คนดูตะโกนรีเควสท์ขึ้นไปอย่าง Insane ซึ่งเป็นเพลงจากวงเก่าของเขาที่ชื่อ Juniper และแทบไม่ค่อยเห็นเขาเล่นสดที่ไหนเลยด้วยซ้ำ

DamienRice (5)

 

กลับเข้าสู่โหมดเพลงที่ทุกคนคุ้นหูอีกครั้งกับ Amie, Long Long Way, Colour Me In ก่อนจะปิดท้ายด้วยอีกหนึ่งเพลงดังอย่าง Delicate รวมถึง It Takes A Lot To Know A Man ซึ่งในเพลงนี้หนุ่มเดเมี่ยนโชว์ศักยภาพและพรสวรรค์ทางดนตรีแบบจัดเต็มด้วยการอัดเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นทับซ้อนกันไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นกีตาร์อะคูสติก, กีตาร์ไฟฟ้า, ฉิ่ง, เครื่องเป่า (ซึ่งเรามองไม่เห็นว่าเป็นอะไร), ฟลอร์ทอม รวมถึงไลน์คอรัสอันหลากหลาย กลายเป็นซาวนด์สุดอลังการที่ทำเอาเราจดจ้องทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏบนเวที และพยายามเปิดโสตประสาทรับเสียงทุกย่านความถี่ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่เขาจะโค้งคำนับขอบคุณแฟนเพลงชาวไทย และเดินเข้าหลังเวทีไป

ท่ามกลางความรู้สึกอันตราตรึงของเพลงสุดท้ายเมื่อสักครู่ที่ยังคงหนาแน่นอยู่ เดี๋ยวก่อนนะ… เดเมี่ยน ไรซ์ จะไม่เล่นเพลงที่เราเชื่อว่าทุกคนอยากได้ยินอย่างนั้นเหรอ ไม่กี่อึดใจถัดมา เขาก็เดินออกมาพร้อมกับลิสต์อังกอร์ยาวเหยียดถึง 5 เพลงทั้ง The Box ก่อนจะบอกผู้ชมที่นั่งนิ่งอยู่ให้ลุกขึ้นมาร่วมสนุกกับเขาในเพลง Volcano ซึ่งมีการแบ่งท่อนให้แฟนๆ ร้องเหมือนหลายๆ โชว์ที่ผ่านมาของเขา เปลี่ยนฟีลลิ่งกลับไปหม่นอีกครั้งกับสองเพลงอย่าง I Remember และ The Greatest Bastard ก่อนจะปิดท้ายด้วยเพลงที่ทำให้ทั่วโลกรู้จักชายที่ชื่อ เดเมี่ยน ไรซ์ อย่าง The Blower’s Daughter ที่คนร้องตามกันกระหึ่ม

และขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่กลับบ้านทันทีหลังจาก The Blower’s Daughter จบลง เพราะ เดเมี่ยน ไรซ์ ยังมีเซอร์ไพรส์อีกหนึ่งระลอกกับอังกอร์รอบสอง! และเพลงที่เขาเลือกมาเล่นให้ฟังปิดท้ายโชว์อย่างเป็นทางการก็คือ Elephant อีกหนึ่งเพลงโปรดของใครหลายๆ คนนั่นเอง

DamienRice (14)

ต้องบอกก่อนเลยว่า ความยาวกว่า 2 ชั่วโมงของ “Damien Rice Live in Bangkok 2016” นั้นแทบไม่มีช่วงไหนที่น่าเบื่อเลย แม้ว่าเพลงของ เดเมี่ยน ไรซ์ จะเศร้าและหดหู่มากเพียงใดก็ตาม พลังบนเวทีและการสร้างสรรค์แต่ละเสียงที่เราได้ยินมันน่าทึ่งเอามากๆ เอฟเฟกต์เสียงร้องและกีตาร์แตกๆ ของเขานี่มัน “สุด” จริงๆ สิ่งหนึ่งที่สร้างความประหลาดใจให้เราไม่น้อยคือ การปฏิสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มคนนี้กับแฟนเพลงของเขานั้นมีมากพอสมควร ทั้งพูดแซวแฟนเพลงที่ลุกไปเข้าห้องน้ำระหว่างโชว์ อิมโพรไวส์เพลงสดๆ จากคำศัพท์ภาษาไทย หรือให้แฟนเพลงตะโกนขึ้นไปบนเวทีว่าอยากฟังเพลงอะไร เป็นต้น แม้เพลงในดวงใจของใครหลายเพลง อาทิ I Don’t Want To Change You หรือ Cold Water จะไม่ถูกนำมาเล่นในโชว์นี้ รวมถึงเรื่องระบบเสียงและซาวนด์ที่ฟังแล้วอาจรู้สึกไม่เต็มอิ่มในหลายๆ ช่วง (อย่าสับสนกับเอฟเฟกต์เสียงแตกๆ ของเสียงร้องและกีตาร์อะคูสติกของเขาแต่อย่างใด นั่นเป็นอีกหนึ่งซิกเนเจอร์ในเรื่องซาวนด์ของหนุ่มเดเมี่ยนเขา) หรือแม้แต่อากาศภายในฮอลล์ที่ค่อนข้างร้อนพอสมควร (ซึ่งทราบภายหลังจากผู้จัดว่า เดเมี่ยน ไรซ์ ขอให้ปิดแอร์ เพราะเสียงดังมาก) สิ่งเหล่านี้ถูกทำให้ลืมไปหมดสิ้นด้วยบทเพลงทั้งหมด 18 เพลงที่เรารู้สึกร่วมไปกับทุกๆ เมโลดี้และทุกการเปล่งเสียงของศิลปินที่ชื่อ เดเมี่ยน ไรซ์ อย่างแท้จริง

และคำพูดที่ เดเมี่ยน ไรซ์ พูดบนเวทีประมาณว่า “ศิลปินตลกที่สร้างความสุขให้ผู้ชมได้ตลอดเวลา ชีวิตจริงเขาอาจจะเศร้ามากๆ ก็ได้ แต่สำหรับศิลปินที่ร้องเพลงเศร้าให้คุณฟังตลอดเวลา บางทีจริงๆ เขาคนนั้นก็อาจจะเป็นคนตลกก็ได้” ก็ทำให้เราได้รู้จักศิลปินคนนี้ในอีกแง่มุม และทำให้เรารู้ว่า เดเมี่ยน ไรซ์ ไม่ได้ทำให้เราเหงา เศร้า และหม่นเพียงอย่างเดียว แต่เขาทำให้เรามีความสุขได้อีกด้วย

 

Story by: Chanon B.
Photos by: VIJI Corp