_N1A6422

เมื่อพูดถึงแบรนด์ Karmakamet ผลิตภัณฑ์เครื่องหอมที่เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวจะต้องผุดขึ้นมาเป็นอันดับแรกอยู่เสมอ Karmarkamet เองถือว่าเป็นสิ่งที่สามารถตอบโจทย์การดำรงชีวิตของมนุษย์ ได้อย่างรอบด้านครอบคลุมทุกปัจจัยสำคัญของการดำรงชีวิต และต่อเนื่องจากแบรนด์แม่สู่ Everyday แบรนด์ที่จะเป็นการตอบโจทย์ของการดำเนินชีวิตในทุกๆ วันให้ตรงตัวมากยิ่งขึ้นไปอีกด้วยสินค้าในหมวดหมู่การดำรงชีวิต ทั้งการกิน การทำความสะอาด การดูแลสุขภาพ การทำงาน และล่าสุดกับการสวมใส่ที่มาพร้อมกับคอลเลคชั่นเสื้อผ้าแรกของ Everyday Wear ที่จะเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราว ความคิด ที่ทำให้เสื้อผ้าเป็นมากกว่าแค่เพียงเครื่องนุ่งห่มและความสวยงาม

_N1A6464

 

Everyday I Love My Life

ความรักถือว่าเป็นสิ่งที่สามารถปรากฏตัว แทรกซึมอยู่ในทุกสถานการณ์ ทุกสังคม นอกจากจะเป็นบ่อเกิดของเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตของคนเราแล้ว ยังสามารถเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนชีวิตของเราโดยที่เราอาจจะไม่รู้สึกตัวเลยก็ว่าได้ “ก็เลยเกิดเป็นสโลแกนว่า ‘I Love My Life’ แล้ว ‘I Love My Life’ เนี่ย มันไม่ได้หมายความว่าฉันรักชีวิตของฉัน แต่มันหมายความว่า ชีวิตที่ฉันรัก คือชีวิตมันไม่ได้หมายถึงเราคนเดียวไง มันหมายถึงคนที่อยู่รอบๆ เรา สังคมอะไรพวกนี้ด้วย มันคือชีวิตทั้งหมดที่เรารัก พอมันไปถึงจุดนี้แล้ว ชีวิตที่ฉันรักมันก็หมายถึงพื้นที่อื่นๆ นอกจากตัวเองด้วย” เอจ-ณัทธร รักชนะ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Karmakamet และ Everyday กล่าวถึงความเป็นมาของคอลเลคชั่นเสื้อผ้าแรกภายใต้แบรนด์ Everyday Wear ที่โจทย์คือการตอบสนองความรักในตัวตนของตนเองและสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ ทั้งสิ้น

 

_N1A6455

 

 

What’s Love Gotta Do With It

ด้วยความรักที่เปรียบเสมือนทั้งบ่อเกิดเรื่องราวและแรงขับเคลื่อนที่ทำให้แบรนด์ Karmakamet พร้อมก้าวไปสู่อีกขั้นของสิ่งที่มากกว่าแบรนด์สินค้าด้วยการสร้างมูลนิธิในอนาคต แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นได้ การสร้างตัวตนของแบรนด์ให้ชัดเจนว่าเป็นใครและทำอะไร เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและพร้อมให้คนมาร่วมมือ จึงเปรียบเสมือนการทดลองที่มี่ ‘ชีวิตที่ฉันรัก’ เป็นฉากหลัง  “เราก็ทดลองหลายวิธี แล้วมันก็ถึงเวลาที่เราอยากทดลองด้วยเสื้อผ้า เพราะว่าเสื้อผ้าเนี่ยเป็นสิ่งที่เชื่อมต่อกับคนในโลกสมัยใหม่เยอะ แล้วจริงๆ ในส่วนนั้นมันประกอบด้วยการยอมรับของการเชื่อมต่อกัน มันก็คือเสื้อผ้า มันก็คือแฟชั่น” และจากความคิดที่ยังคงอยู่ในนามธรรมจาก เอจ-ณัทธร ก็ได้ถูกนำมาต่อยอด ขยายความและทำให้ความคิดทั้งหมดออกมาในรูปธรรมด้วยฝีมือของดีไซเนอร์/สไตล์ลิสต์ ไอซ์-ศรันรัตน์ พรรจิรเจริญ และทีมดีไซน์

“ไอซ์เขาก็มีหน้าที่ที่จะจัดการความคิดนี้ให้เป็นรูปธรรม แล้วก็เชื่อมต่อกับคนในหลายๆ รูปแบบ เพราะฉะนั้นเสื้อผ้า Everyday มันก็ไม่ได้เป็นรูปแบบเฉพาะตายตัว มันเป็นรูปแบบที่กว้าง กว้างแล้วก็ไม่ได้เป็นการตัดสินว่า อันนี้จะดีกว่าอันนั้น นี่จะได้มากกว่านั่น ไม่! ทุกอย่างมันก็ดี มันก็เคลื่อนไปในรูปแบบของมัน” เอจ-ณัทธร กล่าว

 

_N1A6425
_N1A6434

 

Everyone, Everywhere, Everytime, Everyday

“เราอยากทำให้คนรู้สึกว่าเวลาใส่เสื้อเรา แล้วทุกวันทุกเวลาเป็นเวลาที่ดูพิเศษขึ้นมา” คือคำกล่าวจาก ไอซ์-ศรันรัตน์ พรรจิรเจริญ หัวหน้าทีมดีไซน์ที่เป็นผู้ดูแลและหยิบจับไอเดียให้เป็นรูปธรรมขึ้นมา ซึ่งเราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าชีวิตคนเราล้วนแต่ต้องวนเวียนอยู่กับแฟชั่น ถึงแม้จะบอกว่าตัวเองแต่งตัวไม่เป็นและไม่สนใจแฟชั่นเลยก็ตาม ไม่ว่าจุดใดจุดหนึ่งแฟชั่นก็ต้องวนมาทับเส้นกับชีวิตของเราจนได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ แค่ซีนสเวตเตอร์สีฟ้าอมตะตลอดกาลจากภาพยนตร์เรื่อง The Devil Wears Prada เป็นตัวพิสูจน์ให้เห็นว่าแฟชั่นแทรกซึมอยู่ในทุกสัดส่วนของชีวิตเรา และแน่นอนว่าเมื่อมีด้านดีก็ต้องมีด้านเสียตามมากันติดๆ จากการที่โดยมากคนทั่วไปมักจะเอาเสื้อผ้ามาตัดสินกัน แต่ “เสื้อผ้าของเรามันบ่งบอกถึงสถานะของความสุขมากกว่าเป็นเรื่องของการบ่งบอกถึงสถานะความร่ำรวย” ดีไซเนอร์ของแบรนด์กล่าวเสริม “ก็คือความไม่ตัดสินอย่างที่ตัวแบรนด์พยายามได้บอกมาเรื่อยๆ ด้วยการที่พยายามทำในเรื่องความเรียบง่าย และปัจจัย 4 เป็นหลัก แล้วก็มีการเน้นย้ำว่าเราไม่ได้ตัดสินใครนะ จริงๆ แล้วใครก็เป็นเราได้ เราพยายามทำทุกอย่างให้คนรู้สึกว่า เออเนี่ย! คนนี้ก็สามารถใส่เสื้อเราได้ คนนั้นก็สามารถใส่เสื้อเราได้โดยที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจง” จากพื้นฐานความคิดดังกล่าวทำให้ทีมดีไซน์ได้ต่อยอดจากความพึงพอใจจากผู้คนหลากหลายรูปแบบสู่จุดกำเนิดของความสุขผ่านคาแรคเตอร์ของคนที่เป็นตัวแทนกลุ่มคนนั้นๆ 5 บุคลิก แล้วเอามาวิเคราะห์ จนเกิดการมองโลกในแง่ดี คิดบวก สามารถใช้งานได้จริง และความสดใหม่ที่กลายเป็นตัวตนของแบรนด์ขึ้นมา “แล้วใน 5 คาแรคเตอร์ ทุกคนจะเป็นซับเซ็ตซ้อนๆ กันอยู่ เช่นเป็นเชฟ แต่จริงๆ แล้วก็ชอบถ่ายรูป และชอบปาร์ตี้ หรือคนที่ทำงานออฟฟิศจ๋าๆ ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ชอบศิลปะ เขาคนนี้อาจจะชอบศิลปะและเข้าใจงานศิลปะมากก็ได้ แล้วก็มีความที่ทุกอย่างมันมีความคิดที่ซ้อนๆ กันเป็นซับเซ็ตซึ่งกันและกัน ไม่ได้เจาะจงว่าใครต้องเป็นแบบไหน” ที่เปรียบเสมือนกล่าวเน้นย้ำอีกครั้งว่าชีวิตของคนเราและแฟชั่นต่างต้องวนเวียนอยู่ด้วยกันเสมอตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น

 

_N1A6630

เอจ-ณัทธร รักชนะ (ครีเอทีฟ ไดเรกเตอร์)

_N1A6647

ไอซ์-ศรันรัตน์ พรรจิรเจริญ (อาร์ทิสติก ไดเรกเตอร์, หัวหน้าดีไซเนอร์),

_N1A6622

เม่น-มิติ ธรรมเจริญ(ดีไซเนอร์), สอง-ศัลยวิทย์ ดวงอัมพร (ดีไซเนอร์)

 

Make Love, Not War

ถึงแม้ว่าเราจะใช้ชีวิตอย่างหวือหวาและโลดโผนมาขนาดไหน สุดท้ายแล้วความเรียบง่ายและธรรมดาก็อาจจะเป็นคำตอบที่แท้จริงของการดำเนินชีวิต และในความเรียบง่ายเองก็อาจจะกลายเป็นอาวุธชิ้นสำคัญที่สามารถบ่งบอกความธรรมดาแต่ไม่ธรรมดาได้เป็นอย่างดี “เสื้อผ้าเราเป็นเสื้อผ้าที่ธรรมดา แต่มีความธรรมดาที่มีกระบวนการออกแบบ มีดีเทล” และเมื่อความธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ถูกรองรับด้วยแรงบันดาลใจจากเรื่องความรักที่แบรนด์ได้ตีความออกมาเป็นความรักที่ไม่สมบูรณ์แบบแต่ยังมีสติ ผสมเข้ากับความทับซ้อนและเหลื่อมล้ำของภาวะสังคมในทุกวันนี้ อย่างเช่นการที่โลกถูกสั่นสะเทือนด้วยการเสียดสีสังคม การต่อต้านทุนนิยม การเรียงร้องอิสรภาพ เสรีภาพ ความรัก ด้วยผลงานจากศิลปินสายกราฟิตี้อย่าง Banksy ที่โดยรวมยังดูเป็นคนอารมณ์ดีและสามารถหาสิ่งที่ดีที่สุดจากสถานณการณ์ที่แย่ที่สุดได้ จนออกมาเป็นคอลเลคชั่นแรกกับ Make Love, Not War

 

_N1A6484
_N1A6523
_N1A6693

 

More than Love

ด้วยหัวใจสำคัญของคอลเลคชั่น Make Love, Not War ที่เน้นความเรียบง่ายและเป็น “ความธรรมดาที่ไม่คาดคิดซึ่งอยู่ภายใต้ความธรรมดาที่มีกระบวนการออกแบบอย่างแยบยล” ด้วยการนำเทคนิคการตัดต่อเนื้อผ้าต่างชนิดทั้งผ้าเชิ้ตและผ้าแชมเบรย์ พร้อมทั้งโทนสีขาว เทา ดำ น้ำเงิน ที่แทรกด้วยสี แดง น้ำเงินสด เพื่อช่วยเสริมสร้างความน่าสนใจ และดีเทลรายละเอียดต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ในเสื้อผ้าทุกตัว ซึ่งมาจากความไม่สมบูรณ์ของความธรรมดาซึ่งเป็นสิ่งที่ล้วนแต่ผ่านการกรองความคิดของทีมดีไซน์มาอย่างดีแล้ว การสร้างดีเทลที่ไม่สมบูรณ์เกิดจากสิ่งที่เราเจอระหว่างทางการออกแบบ มันก็เจอเหตุการณ์ที่ว่า เออลองเย็บอันนี้ดู ลองทำอันนี้ดู แล้วมันเกิดสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ขึ้น คือด้วยความที่เสื้อ Everyday มันเป็นเสื้อที่ง่าย ไม่ได้เป็นเสื้อที่แบบยากมาก เวลาคิดอะไรพวกนี้เราจะคิดจากสิ่งที่ใกล้ตัว” นั่นจึงเป็นที่มาของดีเทลที่ซ่อนอยู่ภายในเสื้อผ้าที่ดูง่ายแต่มากด้วยดีไซน์ ทั้งการออกแบบ การปัก และการเย็บที่ต่างออกไป และที่สำคัญความเหลื่อมในเรื่องของสังคมที่แบรนด์เลือกจะหยิบมาเป็นแรงบันดาลใจ ยังถูกนำมาสร้างเป็นความเหลื่อมของงานดีไซน์ การทับซ้อนในระบบความคิด และทลายกรอบหรือกำแพงทางความคิด หรือแม้กระทั่งทางเพศเองก็ตาม จนเกิดเป็นเสื้อผ้าที่ประสานความแตกต่างและเหมือนกันในบางจุดของคนเรา อย่างเช่น ผ้าเชิ้ตที่ถูกทำให้รีแลกซ์ขึ้นและลบกรอบของคำว่าเสื้อเชิ้ตที่ต้องเป็นเชิ้ต แต่เอามาทำเป็นเดรส หรือเป็นเสื้อสูทที่ถูกนำมาทำด้วยผ้าที่ใส่ง่ายขึ้น แต่ยังคงความเป็นสูทแล้วเชื่อมต่อไปเป็นเสื้อผ้าชิ้นอื่นๆ  ก็ตอบโจทย์ความรักในตัวตนของคนที่ใส่ ซึ่งอันนั้นคือมิวส์ของเรา คือทุกคนที่ใช้สินค้าเราแล้วรู้สึกพอใจกับมัน เราถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว เพราะฉะนั้นมันจะไม่มีตายตัวว่าแบบใครเป็นใครแต่มันคือ ‘Everyday Everybody’เอจ-ณัทธร กล่าวเสริม

 

05
01
07
06
04
03

 

You Are My Everyday 

Everyday Wear จึงเปรียบเสมือนการตอบโจทย์โดยรวมของแบรนด์ที่เป็นมากกว่าเสื้อผ้าเแต่มันคือไลฟ์สไตล์ การดำเนินชีวิตด้านบวก อย่างมีความสุข ชื่นชม และยอมรับกับผู้คน สิ่งรอบข้าง เราพยายามบอกว่าทุกคนรักชีวิตของทุกคน ไม่อยากให้ใครตัดสิน ทุกคนเกิดมาจากต่างที่ แต่ทุกคนก็รักกัน ‘I Love My Life’ ทุกคนรักชีวิต ทุกคนรักกัน ไอซ์-ศรันรัตน์ กล่าว จึงทำให้เสื้อผ้าของ Everyday Wear เป็นสิ่งที่สามารถถ่ายทอดพลังบวกจากความแตกต่าง ที่ถูกนำมาหล่อหลอมกับตัวตนของคนนั้นๆ จนออกมาเป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครก็สามารถหยิบมาใส่ได้คนที่เอาเสื้อผ้าไปใส่ เราอยากให้เขารู้สึกว่าจริงๆ มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาในการสวมใส่”

 

Story by Aekkachai S.

Photos by Purin A. , Everyday Wear