รีไซด์รูปCOLDPLAY_COLDPLAY_HANEY_07-0124_V3

ตอนที่รู้ว่า Coldplay จะมี A Head Full Of Dreams Tour ที่กรุงเทพฯ เราไม่คิดถามต้นสังกัด Warner Music Thailand เลยว่ามีคิวสัมภาษณ์ไหม เพราะมั่นใจว่าวงระดับนี้ไม่สละเวลามานั่งคุยกับสื่อแล้ว ฉะนั้นปฏิกิริยาแรกที่รู้ว่าจะได้สัมภาษณ์ Coldplay คือ “ห๊ะ! จริงเหรอ!” ตามด้วยการย้ำร้อยรอบเพื่อความชัวร์ กลัวจะดีใจเก้อ…

วันสัมภาษณ์ ได้เจอเพื่อนร่วมคุยอีก 3 คน โน้ต-พงษ์สรวงแห่ง Dudesweet, แพทจาก Momentum และน้องมิวส์จาก A Day Bulletin บรรยากาศเลยเหมือนการรียูเนียน—ถ้าใครอ่านบทสัมภาษณ์ใน Dudesweet แล้วก็จะเข้าใจว่าพวกเรา 3 คน (ยกเว้นน้องมิวส์) เจอกันตามห้องสัมภาษณ์ศิลปินฝรั่งมาตั้งแต่ 15 ปีที่แล้ว เราเคยสัมภาษณ์ Coldplay เมื่อ 13 ปีก่อนเหมือนกัน และนี่เป็นการกลับมารวมตัวในรอบหลายปี

หลังซาวนด์เช็คเสร็จ กาย เบอรี่แมน กับ วิล แชมเปียน มานั่งคุยกับเราด้วยบรรยากาศดีมาก จนเสียดายที่ตัวหนังสือแสดงภาพเคลื่อนไหวไม่ได้ และทำให้ตระหนักว่าสถานะเมมเบอร์ของหนึ่งในวงที่ดีที่สุดของโลกไม่ได้เปลี่ยนแปลงคนเสมอไป กายที่เราเคยสัมภาษณ์เมื่อ 13 ปีที่แล้ว ยังคงเป็นมิตร สุภาพนุ่มนวล ใส่ใจคู่สนทนา และหล่อมากเหมือนเดิม (คริสยังแซวบนเวทีว่า “มือเบสวงเราหล่อมากชนิดไปอยู่ One Direction ได้เลย”) ส่วนวิลที่เพิ่งได้คุยครั้งแรกก็ไม่แค่เป็นมิตรเป็นกันเอง ตอนทีมงานแจ้งให้ถามคำถามสุดท้าย เรากับน้องมิวส์ถามพร้อมกัน ด้วยความเกรงใจในอาวุโส BBT เลยได้ถาม พอตอบจบ วิลชะโงกตัวมาถามมิวส์ว่าเมื่อกี้จะถามอะไร ถามได้เลย น่ารักไหมล่ะ!

20170407170107_IMG_8846

ออกทัวร์มา 20 กว่าปีแล้ว ยังมีอารมณ์ตื่นเต้นกับการขึ้นเวทีหรือเปล่า

วิล: มีสิ ยิ่งกับการมาเล่นในประเทศที่ไม่ได้มานานๆ อย่างประเทศไทยก็น่าจะ 13 ปีแล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราได้เล่นคอนเสิร์ตในสเตเดี้ยมใหญ่ขนาดนี้ที่นี่  สิงคโปร์ก็เหมือนกัน ฟิลิปปินส์ก็ด้วย ตื่นเต้นกับการขึ้นเวทีแล้วยังตื่นเต้นกับสเตเดี้ยมที่สวยงาม ผมเชื่อว่าวันนี้จะเป็นคอนเสิร์ตที่เพอร์เฟ็คต์ของเรา เพราะกำลังจะได้เล่นในสเตเดี้ยมที่เพอร์เฟ็คต์ทั้งขนาด พื้นที่ และที่นั่งที่ไม่ได้ห่างไกลเกินไป ตื่นเต้นนะเนี่ย ครั้งที่แล้วที่มาเมืองไทยเราสนุกกันมาก ยังจำได้ว่าเราอยู่ในรถตู้แล้วคนก็วิ่งตามรถเราเต็มถนนเลย แฟนๆ ชาวไทยเจ๋งมาก

พวกคุณใช้หลักอะไรในการจัดเซ็ตลิสต์

กาย: โดยพื้นฐานคือเลือกเพลงที่คิดว่าคนอยากฟัง บางครั้งเราก็เล่นเพลงหน้าบีหรือเพลงที่คนไม่ค่อยได้ฟังกันบ่อยๆ ซึ่งมันสนุกสำหรับเราที่ได้เล่นเพลงประมาณนี้ แต่มันก็ดูสนองนี้ดส่วนตัวไปหน่อย เพราะเราก็รู้ว่าคนฟังเยอะเลยที่ไม่เคยได้ยินเพลงพวกนี้มาก่อน…

แต่แฟนเพลงตัวจริงก็จะชอบไง ใช่ไหม!

กาย: ก็ถูกครับ แต่มีคนเยอะกว่าที่รู้จักแค่ซิงเกิ้ล แล้วมันก็เป็นงานของเราที่เวลาเล่นสดแล้วต้องทำให้คนดูจำนวนมากที่สุดมีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ยิ่งคนจำนวนมากเท่าไหร่สามารถร่วมร้องร่วมสนุกไปกับเพลงที่พวกเขาคุ้นเคยมันก็ย่อมจะต้องดีกว่า นั่นแหละหลักในการเลือกเซ็ตลิสต์ ไม่ใช่เพื่อคนเล่นแต่เพื่อคนดู

20170407173358_IMG_8856-1

คุณชอบอะไรเวลาแสดงสดบนเวที

วิล: ปฏิสัมพันธ์ที่ได้รับจากคนดู เวลาเข้าห้องอัดเราใช้เวลาเยอะมากในการทำเพลง ต้องโฟกัสกับสิ่งที่จะได้ยินผ่านลำโพง จดจ่ออยู่กับว่ามันจะส่งผลยังไงกับเรา พอทำเพลงเสร็จแล้วเอามาเล่นให้คนฟัง เราจะสังเกตได้ถึงความแตกต่างของแต่ละเพลงและการที่แต่ละเพลงส่งผลต่างกันไปในแต่ละเวทีได้ชัดเจนกว่าที่รับรู้ในห้องอัด บางเพลงจะมีช่วงที่พอถึงตรงนี้ ทุกคนจะร้องตาม หรือบางช่วงที่คนดูเงียบสงบ การเล่นสดเลยเป็นเวลาที่เราได้เห็นปฏิกิริยาของผู้คนอย่างแท้จริง ยิ่งปล่อยเพลงใหม่ออกมาแล้วเอามาเล่น จะมีความแตกต่างที่ชัดเจน ตอนเล่นครั้งแรกอาจมีคนแค่ไม่กี่ร้อยที่ร้องตามได้ พอคอนเสิร์ตถัดไปจากร้อยกลายเป็นพัน และพอต่อไปอีกทีนี้คนทั้งสเตเดี้ยมสามารถร้องตามได้ การได้เห็นอะไรแบบนี้เป็นความมหัศจรรย์และเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมาก

มีเพลงโปรดเวลาเล่นสดไหม

วิล: ตอนนี้เหรอครับ.. คำถามดีนะเนี่ย แต่ก็เหมือนต้องตอบว่ารักลูกคนไหน (หัวเราะ) เอาเป็นถ้าตอนนี้ผมชอบ The Scientist เพราะช่วงอินโทรมันอลังการ ยาวนาน ทรงพลัง และเป็นช่วงแรกในคอนเสิร์ตที่ผมจะได้หายใจเต็มปอด ซึ่งมันดีมากสำหรับผม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคืนนี้ที่จะต้องร้อนมากแน่ๆ เหงื่อผมคงแตกพลั่ก เป็นช่วงแรกที่ผมจะได้หายใจโล่งๆ

พูดถึงลูก คุณเองก็มีลูกแล้ว คุยเรื่องเพลงกับลูกๆ บ้างไหม

วิล: แน่นอนสิครับ พวกเขารักดนตรีกันนะ

ดนตรีแนวไหน พวกเขาฟังเพลงของ Coldplay หรือเปล่า

วิล: ฟังสิ ซึ่งก็เจ๋ง เพราะคงเป็นเรื่องพิลึกมากถ้าลูกๆ ของผมไม่ฟัง Coldplay (หัวเราะ) แต่พวกเขาชอบเพลงป๊อป เอ็ด เชียแรน, The Chainsmokers, จัสติน บีเบอร์ ลูกผมอายุ 11 ขวบ กับแฝดอายุ 9 ขวบ เป็นวัยที่กำลังสนใจเพลงและดนตรี ส่วนมากเด็กๆ ชอบเพลงแดนซ์กัน

COLDPLAY_BKK 07042017_004 (1)

เวลาทำเพลง คุณรู้เลยไหมว่าเพลงไหนฮิตแน่ๆ

กาย: รู้สิครับ บางครั้งได้ยินไอเดียแค่ 2-3 วิฯ เราก็รู้แล้วว่าเพลงนี้จะต้องออกมาเจ๋งแน่ และบางทีถึงจะพยายามกับบางเพลงมาเป็นเดือนหรือเป็นปีด้วยซ้ำเพื่อให้มันออกมาดี แต่เราก็รู้ตั้งแต่แรกแล้วนั่นแหละว่ามันไม่มีทางดีไปได้

เคยพลาดบ้างหรือเปล่า

กาย: สักครั้งก็ไม่เคย! (น้ำเสียงหนักแน่นมาก)

ระหว่างการขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตเพลง การทำเพลงเจ๋งๆ การมีชีวิตดี๊ดี การได้รางวัล สิ่งไหนสำคัญมากน้อยสำหรับคุณ

กาย: อันดับเพลงกับรางวัลไม่ค่อยสำคัญกับผมเท่าไหร่ รู้สึกแปลกๆ เหมือนกันนะที่ต้องยอมรับตรงๆ (ยิ้ม) แต่ผมตัดสินทุกอย่างด้วยความรู้สึกเมื่อผมได้ยินมัน หรือเมื่อตอนที่เราทำมันขึ้นมา สมมุติถ้าเราปล่อยเพลงออกไปแล้วมันเกิดดังระเบิดโดยที่ผมไม่คิดว่ามันจะดีขนาดนั้น ก็ไม่มีใครจะมาชักจูงหรือเปลี่ยนความรู้สึกของผมได้ว่ามันดีเพียงเพราะมันขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตหรืออะไรก็ตาม ยังไงผมก็จะยังรู้สึกไม่มีความสุขหรือไม่ภูมิใจกับมันอยู่ดี ฉะนั้นสำหรับผมทั้งหมดทั้งมวลที่สำคัญคือแค่ผมรู้สึกยังไงกับเพลงที่เราทำ และการมีชีวิตดี๊ดีก็ดีเหมือนกันนะ คนเราก็ย่อมจะอยากมีชีวิตที่ดี คุณเองก็มีชีวิตที่ดีใช่มั้ย! (จ้องตาแป๋วพร้อมยิ้มนุ่มๆ ชีวิตกำลังดีมากๆ ตอนนี้เลยค่ะ!)

COLDPLAY_BKK 07042017_006
COLDPLAY_BKK 07042017_035 (1)
COLDPLAY_BKK 07042017_005 (1)
COLDPLAY_BKK 07042017_015 (1)

ดังขนาดนี้ คิดถึงอะไรสมัยยังเป็นวงอินดี้บ้าง

กาย: ผมไม่ได้ดังนะ คริสต่างหากที่ดัง คริสคือคนที่ถ้าออกไปเดินในกรุงเทพฯ จะต้องโดนฝูงชนรุมล้อม แต่ถ้าผมออกไปเดินรับรองว่าไม่มีใครสนใจหรอก (หัวเราะ) แต่นั่นคือสิ่งที่ผมชอบ ผมไม่ชอบเป็นจุดสนใจแบบนั้น ผมชอบที่จะได้ออกไปเดินตามถนน ดูบ้านดูเมืองไปเรื่อยเปื่อย เวลาอยู่บ้าน ผมชอบออกไปซูเปอร์มาร์เก็ต ไปซื้อของที่ร้านของชำ ใช้ชีวิตแบบคนปกติ ผมเลยชอบที่ได้อยู่ในวงดังแต่ตัวเองไม่ใช่คนดัง ซึ่งมันเพอร์เฟ็คต์เลยสำหรับผม

วิล: ชีวิตตอนนี้ดีกว่าเมื่อก่อนมาก แต่มันก็จะมีฟีลแบบการผจญภัยที่เราจะมีได้ก็เมื่อตอนเรายังเด็ก ตอนเราอายุ 19-20 ได้ไปเล่นคอนเสิร์ตต่างประเทศครั้งแรก หรือได้เดินทางไปประเทศที่ไม่เคยไปเพื่อเล่นคอนเสิร์ต ตอนนั้นอะไรๆ ก็ดูแปลกใหม่ไปหมด ถึงตอนนี้เราจะยังคงเดินทางไปที่ใหม่ๆ ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ แต่มันจะมีความรู้สึกมหัศจรรย์ของการที่เด็กหนุ่มได้ออกท่องโลกก็แค่ช่วงนั้น ช่วงที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังทำอะไรและมันก็เป็นความตื่นเต้นมากๆ ตอนนี้เราโตขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น เรารู้ว่าเรากำลังทำอะไร เรามีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ อย่างน้อยๆ ก็ทีมงานกว่า 200 ชีวิตที่ออกทัวร์ด้วยกัน เราต้องรับผิดชอบต่อพวกเขาและต่อคนดู ผมว่าตอนยังเด็กเราไม่มีความรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบอะไร มีแค่ความมุ่งมั่นและอยากจะทำให้ดี อยากประสบความสำเร็จ

รีไซด์รูป ColdplaySalvationMt-COLDPLAY_HANEY_01-0122_V2

แล้วตอนนี้มีสิ่งที่มุ่งมั่นอยากทำเหลืออยู่ไหม

วิล: อ่า เจอคำถามดีอีกแล้ว… ผมว่าความมุ่งมั่นของเราคือการทำให้ดีที่สุดกับทุกโอกาสที่ได้รับ ตอนนี้เรามีความสุขกับสถานะที่วงเป็นอยู่และในฐานะเพื่อน เรามีความสุขที่ได้ออกทัวร์นี้ เรามีความสุขกับตัวเอง ความมุ่งมั่นเลยน่าจะเป็นการทำให้มั่นใจว่าสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้จะคงอยู่ไปยาวนานที่สุดตราบเท่าที่เรายังแข็งแรงสมบูรณ์และมีความสุข ซึ่งผมว่าสองสิ่งนี้แหละคือกุญแจหลัก บางครั้งคนเราอาจจะทำงานหนักเกินไปจนไม่มีอารมณ์สนุก และเราไม่อยากเป็นแบบนั้น เมื่อไหร่ที่มันเริ่มหนัก เราจะพักแล้วค่อยกลับมาทำงานใหม่ สำคัญที่สุดคือต้องมีความสุขตามประสาเพื่อนกัน ไม่เจ็บไม่ป่วย และสนุกกับดนตรี

กาย: ในฐานะวงเราก็คงจะทำทุกสิ่งที่เราเคยฝันอยากจะทำนั่นแหละ ตอนที่ตั้งวงกัน เราจำเป็นต้องมีมือกลอง เราก็ไปหาวิลมาเข้าวง เราจำเป็นต้องมีเพลงของตัวเอง เราก็ทำเพลงของตัวเอง เราอยากเล่นโชว์เล็กๆ เราก็เล่น แล้วเราก็ได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลง แล้วเราก็ได้ทำอัลบั้ม แล้วเราก็ได้เล่นที่กลาสตันบิวรี่ แล้วเราก็ได้เล่นในสเตเดี้ยม เราก็แค่ทำในสิ่งที่เราฝันอยากจะทำมาเรื่อยๆ ก็เลยไม่รู้หรอกว่าจริงๆ แล้วเราควรจะทำอะไรต่อ คำถามจริงๆ ที่ควรจะต้องถามอย่าง “เราควรพยายามให้ดังกว่านี้ไหม? เราควรพยายามเป็นนักดนตรีที่ดีกว่านี้ไหม? เราควรหายตัวไปไหม?” เราเองก็ไม่รู้ เราแค่สนุกกับการทำเพลงด้วยกัน ผมคิดว่าจากนี้เราแค่ต้องมาตัดสินใจกันว่าเพลงแบบไหนที่เราอยากทำ และเมื่อทำแล้วอยากจะพรีเซนต์มันออกมายังไง จะทำอัลบั้มที่ยิ่งใหญ่อลังการแล้วทัวร์โปรโมทหนักๆ กับไปออกรายการทีวีไหม หรือจะทำอะไรแบบเพี้ยนสุดๆ แล้วก็แค่ปล่อยมันออกมาให้คนฟัง

เคยคิดจะเล่นหนังบ้างหรือเปล่า

กาย: โอ้ ไม่นะ! (ทำหน้าช็อค)

สารคดีไง…

กาย: จริงๆ แล้วเราก็ถ่ายคลิปกันไว้ตลอด นั่น ดูสิครับ เขากำลังถ่ายเราอยู่ (หัวเราะพร้อมชี้ให้หันหลังไปดูทีมงานที่กำลังถ่ายวิดีโอผ่านกระจก) เราต้องมีฟุตเตจแต่ละช่วงเวลาไว้เพื่อจะสามารถทำสารคดีได้ แต่เราอาจจะทำสารคดีกันก็เมื่อใกล้ยุบวงโน่น เพราะสารคดีวงมันให้อารมณ์เหมือนวงกำลังจะจบสิ้นแล้ว ประมาณว่านี่เป็นเรื่องราวของวงนะอะไรแบบนั้น แล้วผมก็รู้สึกแบบ… เดี๋ยวๆ รอก่อน เรายังไม่แยกย้ายนะ! (หัวเราะ) ปีหน้าเราน่าจะพักเบรกกัน แล้วหลังจากนั้นจะเป็นยังไงต่อก็รอดูไปครับ

Story by: Srivigar S.

Photos by: Warner Music Thailand, BEC Tero Entertainment