nicky-jam-j-balvin-bb10-fea-ja8e7-pd2-2017-billboard-j-1240

 

ย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้ว เจ บาลวิน (ชื่อจริงคือ โฮเซ อัลวาโร โอโซริโอ) คือศิลปินขวัญใจชาวโคลอมเบียน วันหนึ่งเขากำลังเดินทางไปเล่นคอนเสิร์ตที่รัฐชอคโก เป็นเฮดไลน์เนอร์เสียด้วย และในคอนเสิร์ตเดียวกันนั้นมีศิลปินรุ่นพี่อย่างนิกกี้ แจม (ชื่อจริงคือ นิก ริเวรา กามิเนโร) ขึ้นเล่นเป็นโชว์เปิด เขาคือศิลปินเรกเกตัน (reggaetón) ชาวปวยร์โตริกันคนหนึ่งที่ต้องการมาเริ่มชีวิตใหม่หลังจากที่เคยดิ่งดับเพราะเหล้าและยาที่บ้านเกิดของตัวเอง ทั้งสองได้พบปะกันครั้งแรกบนเครื่องบินเจ็ทที่กำลังนำพาพวกเขาไปยังสถานที่จัดงาน บาลวินถึงกับปลาบปลื้มเพราะได้เจอไอดอลทั้งที “พูดจริงๆ นะ เขาเป็นแรงบันดาลใจในเรื่องหน้าที่การงานของผม” บาลวินนึกถึงวันนั้น นิกกี้เองก็ยังคงจำได้ดี “ตอนนั้นเขาออกตัวว่าเป็นแฟนคลับ เขาบอกว่าขอบคุณเพลงของผมกับ แดดดี้ แยงกี้ที่ทำให้เขามีวันนี้”

ตอนนี้ความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่ได้อยู่ในรูปแบบแฟนคลับและศิลปินในดวงใจเพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นเพื่อนร่วมวงการที่สนิทกันพอตัว และทั้งคู่ได้เทียบเคียงกันเป็นดาวแห่งแวดวงเรกเกตันรุ่นใหม่ไปเสียแล้ว พวกเขาร่วมมือกันปฏิวัติเพลงปวยร์โตริกันใต้ดินให้ได้เชิดหน้าชูตาขึ้นมา สามปีล่าสุดพวกเขามีเพลงที่ติดท็อปเทนชาร์ต Hot Latin Songs ของบิลบอร์ดมากถึง 8 เพลง และได้กลายเป็นเจ้าของคลิปวิดีโอที่ติด 100 อันดับวิดีโอที่มียอดวิวสูงที่สุดทางยูทูปมากถึงสองคลิป มีผู้ติดตามพวกเขาเกิน 15 ล้านคนทางอินสตาแกรม นิกกี้ แจมได้มีเพลงอันดับหนึ่งบนชาร์ต Top Latin Albums เมื่อเดือนมกราคมเป็นครั้งแรกพร้อมกับมีทัวร์คอนเสิร์ตที่สิ้นสุดไปเมื่อเดือนเมษายน ส่วนบาลวินนั้นมีถึง 5 เพลงที่ติดชาร์ต Hot Latin Songs ในปีนี้ โดยมีอัลบั้ม Energía ประจำตำแหน่งที่ 41บนชาร์ต Latin Rhythms Albums ได้นานถึง 41 สัปดาห์

ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นศิลปินลาตินถึงสองคนที่ตีคู่มาพร้อมกันและทรงอิทธิพลต่อกระแสหลักได้เช่นนี้ สำหรับงานประกาศรางวัลบิลบอร์ด ลาติน มิวสิค อวอร์ดส 2017 นิกกี้ แจม มีชื่อเข้าชิงถึง 9 รางวัลขณะที่บาลวินเองก็มี 7 รางวัลให้รอลุ้นอยู่ เพื่อนซี้คู่นี้จึงต้องกลายเป็นคู่แข่งกันไปโดยปริยายเมื่อทั้งคู่ต่างประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะวัดจากยอดขาย ความนิยมทางคลื่นวิทยุ รวมถึงการฟังผ่านสตรีมมิ่ง โดยเฉพาะอย่างหลังนี้สำคัญมากเพราะเป็นตัวบ่งบอกว่าเรกเกตันของพวกเขานั้นได้เดินทางไกลออกจากพรมแดนเดิมเสียแล้ว

j-balvin-bb10-fea-g2s4f-y7w-2017-billboard-a-1240
nicky-jam-bb10-fea-js67we-q2d-2017-billboard-a-1240

 

นอกเหนือจากงานเพลง นิกกี้ แจม เป็นพิธีกรรายการ Lip Sync Mexico เขาสนิทกับนักแสดงชั้นนำอย่าง วิน ดีเซล ผู้เป็นคนชักชวนให้เขาได้รับเล่นภาพยนตร์บ็อกซ์ออฟฟิศของปีนี้อย่างเรื่อง xXx: Return of Xander Cage ซึ่งวิน ดีเซลเคยพูดถึงนิกกี้ แจมไว้ว่าเขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์รอบด้าน และดูเป็นธรรมชาติเหลือเกินเมื่ออยู่หน้ากล้อง

ขณะที่นิกกี้อยู่ในสายรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์ บาลวินจะมีบทบาทในสายแฟชั่นมากกว่า เขาได้รับเชิญให้ไปร่วมงานแฟชั่นโชว์ของ Chanel ที่ปารีสเมื่อปลายปีที่แล้ว และเมื่อต้นปีเขาคือแอมบาสเดอร์ประจำนิวยอร์ก แฟชั่น วีค และเป็นส่วนหนึ่งในแคมเปญฤดูใบไม้ผลิ 2017 ของแบรนด์ Ovadia & Sons ด้วย

“บาลวินสามารถมิกซ์ระหว่างสตรีทแวร์กับคลาสสิคลักชัวรี่ให้ออกมาดูดี ถือว่าตอบโจทย์วงการแฟชั่นในปัจจุบัน” ไมค์ อามิรี ผู้ก่อตั้ง AMIRI กล่าวไว้

จะเห็นได้ว่านิกกี้ แจม และ เจ บาลวิน นั้นมีความชอบต่างสาขากันก็จริง แต่มิตรภาพก็ไม่เคยสั่นคลอน อย่างเมื่อเดือนมีนาคมบาลวินยอมสละเวลาแทนที่จะไปร่วมนิวยอร์ก แฟชั่น วีค เพื่อไปร่วมพิธีแต่งงานของนิกกี้ แจม พวกเขาแฮงก์เอาท์ด้วยกันอยู่บ่อยครั้งตามประสาผู้ชาย ไปร้านพิซซ่าหรือดูหนัง ส่วนมากก็ในเมืองเมเดอีน ที่โคลอมเบียที่พวกเขาต่างมีบ้านอยู่ที่นั่น

จากวันแรกที่เจอกันจนวันนี้ “นายคนนั้นได้มายืนข้างผมที่งาน ลาติน แกรมมี่ อวอร์ดส ปีที่แล้ว ต้องเป็นคนจริงเท่านั้นนะที่มายืนจุดนี้และยังถ่อมตนได้อย่างเขา” นิกกี้เอ่ยถึงเพื่อนซี้

อีกสิ่งที่พวกเขาทำร่วมกันคือการได้พิสูจน์ให้โลกได้เห็นว่าเรกเกตันนั้นสามารถเจาะไปยังกระแสหลักได้ “แม้ในสหรัฐอเมริกา ที่ซึ่งศิลปินลาตินยังถูกล้อมกรอบอยู่เลย”

nicky-jam-j-balvin-bb10-fea-js7aj-z83m-2017-billboard-s-1240

 

อะไรท้าทายพวกคุณมากที่สุดในการที่จะกระพือความสำเร็จไปทั่วโลก?

บาลวิน: การที่ต้องลบสเตอริโอไทป์ว่าศิลปินลาตินไม่สามารถโกอินเตอร์หรือครองตลาดเพลงบนโลกนี้ได้ นิกกี้ไปเล่นคอนเสิร์ตที่อิสราเอลเดือนนี้ แล้วคนที่ไปดูไม่ใช่คนลาตินนะ แต่เป็นชาวอิสราเอลทั้งนั้นเลย เราทำลายกำแพงนี้มาได้สักพักแล้ว ซึ่งก็ต้องขอบคุณเพื่อนชาวลาตินในวงการบันเทิงท่านอื่นๆ ด้วย ผมกับนิกกี้ถือว่าโชคดีมากที่เกิดในยุคที่โซเชียลมีเดียช่วยพูดความจริง ผมในฐานะคนลาติน ขอบอกว่าจำนวนประชากรของชาวเราใช่ว่าจะมีน้อยนะครับ

นิกกี้: ผมชอบเวลาเห็นคนเปลี่ยนสีหน้าเมื่อได้ยินผมพูดภาษาอังกฤษแล้วได้รู้ซึ้งว่าผมมาไกลขนาดไหน

โซเชียลมีเดียและสตรีมมิ่งมีส่วนช่วยพวกคุณอย่างไร?

นิกกี้: พูดเลยว่าสตรีมมิ่งช่วยเราไว้มาก 50 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์เลย มันเป็นแพลตฟอร์มที่ดึงให้คนได้เข้ามาเจอเพลงของเรา เราอยู่ในช่วงเวลาที่หลายๆ สิ่งมาถึงจุดเปลี่ยน ขอบคุณพระเจ้า

บาลวิน: ผมเขียนเพลงใหม่ที่มีเนื้อร้องว่า The world is big, but I hold it in  my hands หมายความว่ามีโทรศัพท์มือถือแค่เครื่องเดียวแต่เข้าถึงคนได้เป็นล้าน ขอบคุณโซเชียลมีเดียที่ให้โอกาสเราได้แสดงออกว่าเราเป็นแบบไหน ท้ายที่สุดแล้วใส่หน้ากากไปก็ไม่ช่วยอะไร คุณต้องจริงใจ เมื่อจริงใจแล้วแรงบันดาลใจจะตามมา

การเลือกภาษาที่จะใช้ในเพลงสำคัญไหม?

นิกกี้: สำคัญมาก อยู่ที่ว่าคุณกำลังอยากนำเสนอแง่มุมไหนมากกว่า ถ้าคุณมุ่งตีตลาดอเมริกันคุณก็ต้องเลือกภาษาอังกฤษ อาจปนภาษาสเปนบ้างเล็กน้อยซึ่งมันไปด้วยกันได้เพราะเป็นวัฒนธรรมที่เป็นธรรมชาติ หรือถ้าจะทำเพลงเพื่อผู้ฟังชาวลาตินอเมริกันคุณควรร้องเป็นภาษาสเปน ร้องควบสองภาษาไปเลยก็ดังได้ ผมยังไม่เห็นเพลงภาษาสเปนขึ้นอันดับหนึ่งชาร์ต Hot 100 ได้สักที ถ้ามีเมื่อไหร่ล่ะเยี่ยมเลย แต่คงเป็นไปไม่ได้

บาลวิน: แต่ผมว่าเป็นไปได้นะ แค่วันนั้นยังมาไม่ถึง คงใช้เวลาอีกหลายปีเพราะคนรุ่นใหม่เพิ่งเริ่มยอมรับแล้วว่าโลกนี้ไม่ได้มีแค่ประเทศอเมริกา และภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาเดียวที่มีคุณค่า ตอนนี้ผมมุ่งมั่นร้องเพลงเป็นภาษาสเปนมากๆ เลย

นิกกี้: มันง่ายกว่าสำหรับเพลงลาตินที่มีเนื้อร้องภาษาอังกฤษที่จะขึ้นอันดับหนึ่งบนชาร์ตลาติน คุณจะไปฟีทฯ กับแร็ปเพอร์อเมริกันสักคนก็ได้ คนลาตินเขาก็พร้อมฟังอยู่แล้วล่ะ แต่ผมนึกไม่ออกเลยว่าอย่างคนอเมริกันผิวสีจะบอกว่า เฮ้ ชอบเพลงของนิกกี้ แจม จังเลย นึกภาพไม่ออกจริงๆ นะ

แต่พวกคุณทั้งสองยังคงเลือกร่วมงานกับโปรดิวเซอร์โคลอมเบียนเรื่อยมา ทั้ง Saga Whiteblack และ Sky & Mosty แบบนี้จะไม่ยิ่งสร้างข้อจำกัดให้ตัวเองเข้าไปอีกหรือ?

นิกกี้: ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวโปรดิวเซอร์นี่ครับ โปรดิวเซอร์ของเราเป็นคนเก่ง ปัญหาคือเพลงที่เราร้องมันเป็นภาษาสเปนต่างหาก ซึ่งไม่ได้เป็นภาษาที่ใช้กันทั่วโลก ถ้าเราร้องเพลงเป็นภาษาอังกฤษล่ะก็ เราคงมีเพลงติดอันดับหนึ่งไปแล้วและคงไม่มีใครว่าอะไร

nicky-jam-j-balvin-bb10-fea-afj7u-2ed-2017-billboard-q-1240

 

ว่าด้วยเรื่องการเป็นคนต่างด้าว ประเด็นนี้สะเทือนใจพวกคุณบ้างไหม?

บาลวิน: หลายปีก่อนผมมีญาติๆ ที่ถูกส่งตัวกลับประเทศเพราะพวกเขามาทำงานที่นี่แบบผิดกฎหมาย มันก็เจ็บเหมือนกันที่ต้องเห็นสถานการณ์ที่พวกเราชาวลาตินกำลังเผชิญอยู่ แต่คุณรู้มั้ย? ถ้าไม่มีคนลาตินเข้ามาทำงานเมื่อไหร่ เศรษฐกิจอเมริการ่วงแน่นอน

นิกกี้: ผมไม่เดือดร้อนโดยตรง แต่มันแผ่มาจากคนรอบข้างมากกว่า แม่ยายผมพยายามทำเรื่องขออยู่ที่นี่เพราะอยากอยู่ใกล้ภรรยาผม ผมมีลูกน้องเป็นคนเวเนซูเอล่า พวกเขาก็หวั่นใจว่าถ้าโดนส่งตัวกลับไปแล้วจะเลี้ยงปากท้องครอบครัวยังไง หรืออย่างพวกลูกน้องที่มาจากโคลอมเบียก็เป็นห่วงเรื่องวีซ่า ดังนั้นผมคงต้องตอบคุณว่า ใช่ครับ ประเด็นนี้มันสะเทือนถึงผม มันทำให้ผมรู้สึกกลัวและเป็นกังวล

ขอถามบาลวิน เมื่อปี 2015 คุณแคนเซิลการแสดงบนเวทีประกวดมิสยูนิเวิร์สเมื่อปี 2015 เพราะตอนนั้นโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้จัดการประกวดได้เคยพูดถึงชาวลาตินในทำนองที่ไม่สู้ดีนัก เหตุการณ์นั้นทำให้คุณกลายเป็นศิลปินที่มีแนวคิดทางการเมืองติดตัวไปด้วยหรือเปล่า?

บาลวิน: ที่แคนเซิลไม่เกี่ยวกับแนวคิดทางการเมือง แต่มันมาจากความคิดของผมในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่รู้สึกว่าชาวลาตินควรได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่านี้ เป็นความคิดของผมที่ชื่อนายโฮเซ ผมก็ผู้ชายลาตินคนหนึ่งที่เคยเป็นช่างทาสีในอเมริกาแล้วโดนเหยียดมาก่อน ครั้งนั้นไม่ใช่ว่าผมจะออกตัวแรงเรื่องการเมืองนะ ผมแทบไม่สนใจการเมืองเลยด้วยซ้ำ

นิกกี้: ในฐานะพลเมืองเราก็ต้องแสดงออกแนวคิดทางการเมืองได้อยู่แล้ว ผมไม่เห็นว่าจะพ่วงอะไรติดตัวมาด้วย ก็แค่ประพฤติตัวเป็นพลเมืองดีอย่างที่เราก็พยายามทำมาตลอด ในฐานะศิลปินเรกเกตัน ผมรู้สึกอยู่ตลอดนะว่าคนอื่นคอยดูถูกเราและพวกเขาไม่แปลกใจเลยเวลาเห็นเราล้มเหลว แค่นี้ก็เป็นภาระรับผิดชอบอันใหญ่หลวงแล้ว มันกระตุ้นให้เราพยายามทำตัวมีศักดิ์ศรีโดยอัตโนมัติ

ถ้าเทียบกับเพลงเรกเกตันทั่วไป ถือว่าเพลงของพวกคุณพยายามเลี่ยงการนำเสนอว่าผู้หญิงไม่ต่างอะไรกับสิ่งของ

นิกกี้: เรามีฐานแฟนเพลงค่อนข้างกว้างมากเสียจนทำให้เราต้องนำเสนอภาพที่ผู้หญิงดูงดงาม มีความคอนเซอร์เวทีฟเสียหน่อยและให้เกียรติพวกเธอ เพราะเรารู้ว่าต้องมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้ดูมิวสิควิดีโอของเรา แต่ศิลปินเรกเกตันคนอื่นเขามีทาร์เก็ตของเขาซึ่งคงจะคนละกลุ่มกับเรา ความรับผิดชอบจึงต่างกัน

บาลวิน: อีกอย่างคือเราทั้งคู่มีแม่ ญาติพี่น้องที่เป็นผู้หญิง ดังนั้นหนึ่งในสิ่งที่เรากำลังพยายามทำอยู่ ณ ตอนนี้คือการปรับจูนความเข้าใจเสียใหม่ว่าเรกเกตันก็ไม่ได้ปล่อยให้ผู้ชายกดขี่ผู้หญิงเสมอไป ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ แฟนเพลงของเราส่วนมากเป็นผู้หญิงและเราก็ได้แรงบันดาลใจมาจากพวกเธอนี่แหละ

nicky-jam-j-balvin-bb10-fea-ts6ay-o5s-2017-billboard-e-1240

 

ใครคือฮีโร่ทางดนตรีสำหรับคุณทั้งสอง?

บาลวิน: ตอนนี้เดรกเป็นศิลปินที่น่าจับตามองมากเพราะเขามีอิทธิพลทั้งๆ ที่เป็นคนแคนาเดียนแถมยังมีชาติพันธุ์ที่เป็นแอฟริกัน-อเมริกัน และเขาได้เปลี่ยนคอนเซ็ปต์ในเรื่องของโฟลว์และเมโลดี้ เป็นศิลปินที่กำลังครองโลกสตรีมมิ่ง

นิกกี้: ไมเคิล แจ็กสัน เขาพลิกโฉมประวัติศาสตร์วงการดนตรี มิวสิควิดีโอแต่ละตัวของเขาคือหนังดีๆ นี่เอง เป็นผู้เปลี่ยนคอนเซ็ปต์ของการแสดงบนเวทีไปตลอดกาล และสิ่งที่เขาสร้างไว้ยังคงตกทอดมาถึงศิลปินทุกวันนี้

หน้าที่การงานกระทบต่อมิตรภาพระหว่างพวกคุณไหม?

นิกกี้: เราสองคนคือคู่แข่ง แต่ไม่ใช่ศัตรูของกันและกัน เราต่างยินดีกับความสำเร็จของอีกฝ่ายและทำให้โลกเห็นว่าความสัมพันธ์สามารถเป็นไปแบบนี้ได้โดยปราศจากความรู้สึกติดลบ ผมว่าเรากำลังเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเยาวชนนะ ซึ่งมันคือเรื่องจริง

บาลวิน: ต้องขอบคุณชีวิตที่โยงให้เราได้มาเป็นเพื่อนกันและยังได้ทำงานสายเดียวกันอีก เราเป็นมนุษย์ แน่นอนว่าต้องมีอีโก้ แต่เราก็มีมิตรภาพที่ออกมาจากใจล้วนๆ

นิกกี้: เราไม่ค่อยไปไหนมาไหนด้วยกันเพราะต่างคนต่างมีอะไรต้องทำ แต่คุยกันได้ตลอด บาลวินก็คอยกดไลค์ให้ผมในอินสตาแกรม ผมก็กดไลค์ให้เขา ถึงผมจะไม่ค่อยถนัดเรื่องพวกนี้ก็เถอะ

บาลวิน: (หัวเราะ) เขาเนี่ยนะ เคยกดไลค์ให้ผมไม่กี่ครั้งเอง ไม่รู้ว่านิ้วมันหนักมากนักหรือไง

เห็นตัวเองในอีก 5 ปีข้างหน้าว่าเป็นอย่างไร?

นิกกี้: เห็นตัวเองเป็นศิลปินกระแสหลัก ระดับความดังเทียบได้กับชากีร่าหรือเจนนิเฟอร์ โลเปซ ได้แสดงและโปรดิวซ์ภาพยนตร์สักเรื่อง

บาลวิน: ด้วยความที่ยึดมั่นในงานดนตรีที่ทำอย่างคงเส้นคงวา ผมจะอยู่ในจุดที่ดีกว่าวันนี้อีก 10 เท่าเลยล่ะ และผมอยากรับบทเล่น Fast and Furious กับนิกกี้สักภาค นั่นเป็นความใฝ่ฝันของผม นิกกี้ นายได้ยินแล้วใช่ไหม?

 

Story by: Leila Cobo
Photos: Miller Mobley
Translated by: Sutthimas R.