taylor-swift-speakers-topline-opener-bb15-billboard-1548

 

เมื่อเร็วๆ นี้ ค่าย Sony Music ถึงกับต้องเรียกประชุมทีมงาน เมื่อพวกเขาเริ่มรู้ตัวแล้วว่าต้องเตรียมรับมือกับเทคโนโลยีล่าสุด เมื่อลำโพงอัจฉริยะ Echo ของ Amazon (ที่ทำงานคู่กับโปรแกรมสั่งการด้วยเสียงชื่อว่า Alexa) กลายเป็นสินค้าที่กำลังบูม ภาระจึงมาตกอยู่ที่ค่ายเพลง เพราะพวกเขาต้องตีโจทย์ให้แตกว่าจะทำอย่างไรให้เพลงในค่ายของตนถูกเลือกเวลาที่ผู้บริโภคตะโกนบอกให้ระบบช่วยเลือกเพลงแทนการเอานิ้วพิมพ์ ไม่ว่าเขาคนนั้นจะพูดว่า “เพลงสำหรับน้องหมา” หรือ “เพลงโยกมันๆ” หรือ “เพลงเล่นโยคะ” หรือแค่ชื่อสั้นๆ เช่น “เพลงของบรูซ” แล้วระบบจะถูกใจเพลงไหนของค่ายใดก่อน บรูซคนไหนจะถูกเลือกมาเป็นคนแรก ใครจะตอบได้บ้าง?

ทีนี้พอระบบจับเสียงได้แล้วว่า ‘บรูซ’ ค่ายเพลงก็ลุ้นไปสิว่าระบบจะเลือกบรูซคนที่หวังไว้หรือเปล่า จะบรูซ สปริงสทีน หรือ บรูซ ฮอร์นสบี หรือบรูซคนไหนอีก แล้วถ้าบรูซคนใดคนหนึ่งเพิ่งออกซิงเกิ้ลใหม่ ระบบจะฉลาดเลือกเพลงนั้นมาให้ฟังก่อนเพลงเก่าหรือเปล่า? หรือสมมติสั่งการว่า “เทย์เลอร์ สวิฟต์”ค่าย Universal Music จะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้แน่ใจว่าระบบจะช่วยเลือกซิงเกิ้ลใหม่จากอัลบั้มล่าสุด

ไม่ใช่แค่ลำโพง Echo ไหนจะมี Google Home และ HomePod อุปกรณ์น้องใหม่จากค่าย Apple ที่คาดว่าน่าจะพาเราเข้าสู่มิติใหม่แห่งการฟังเพลง แน่นอนว่าเติบโตไปตามเทรนด์การฟังเพลงผ่านสตรีมมิ่งบนอุปกรณ์สื่อสารนั่นเอง นักวิเคราะห์จาก MusicWatch ชื่อว่า รัสส์ ครัพนิก บอกว่าตอนนี้เหล่าผู้บริหารค่ายเพลงเริ่มตื่นตัวกันมากขึ้นแล้วกับปรากฏการณ์ที่ผู้บริโภคหันมาใช้เสียงขอเพลง ซึ่งจะว่าไปก็อำนายความสะดวกจริงๆ โดยเฉพาะกับคนสูงอายุ หรือใครที่ขี้ลืมก็แค่ใช้วิธีพูดลอยๆ เมื่ออยากฟังเพลง ไม่ต้องเสียเวลานึกว่าเมื่อกี้เอาโทรศัพท์ไปวางไว้ที่ไหน เบาแรงทุ่นเวลาไปได้เยอะ ยิ่งใช้ขณะขับรถยิ่งสบายเข้าไปใหญ่

echo

โฉมหน้าของลำโพงอัจฉริยะ Echo ที่ทำงานควบคู่กับโปรแกรม Alexa

 

ทีนี้แต่ละค่ายเพลงต้องทำการบ้านด่วนๆ ด้วยวิธีการฝังข้อมูลที่เรียกว่า metadata ไว้ในไฟล์เพลง ข้อมูลมักประกอบด้วยชื่อศิลปิน ชื่อเพลง ประเภทของเพลง ฯลฯ อีกมากมาย ซึ่งมีความจุกจิกเพราะการป้อนคำสั่งด้วยเสียงนั้นมีกลไกซับซ้อนกว่าการใช้นิ้วพิมพ์ ถ้าพิมพ์ชื่อเพลงชื่อศิลปินไปเลยผลลัพธ์ที่แสดงก็จะแม่นยำกว่า ดังนั้นค่ายเพลงต้องจัดการหาข้อมูลมาบรรจุในไฟล์ให้ละเอียดมากกว่าแต่ก่อนแล้ว

ไมเคิล แนช รองผู้บริหารด้านกลยุทธ์ดิจิตัลของ Universal Music บอกว่า “เดี๋ยวนี้คุณสามารถลงรายละเอียดตอนสั่งการได้มากขึ้น เช่นอาจจะบอกว่า ขอเพลงที่ร้องว่าฝนแล้งในแคลิฟอร์เนีย แค่นั้น ระบบก็จะเลือกเพลง It Never Rains in Southern California ของ อัลเบิร์ต แฮมมอนด์ มาให้คุณ” ไมเคิลยอมรับว่าถ้าคนขอเพลงตามอารมณ์ขณะนั้นหรือแค่เรียกชื่อมือกีตาร์สักคนขึ้นมา เขาก็หวังอยากให้เพลงของ Universal Music ขึ้นมาเป็นเพลงแรก

ไมลส์ กอลฟอร์ด เจ้าของบริษัทสตาร์ทอัพแห่งหนึ่งที่บริการรวบรวม metadata เหล่านี้ให้ค่ายเพลงเผยว่า “สมมติสั่งว่า เอาเพลงร็อคยุค 80 ที่เป็นเสียงผู้หญิงร้อง ไว้ฟังตอนกำลังวิ่ง แค่ประโยคนี้ก็ฝังอยู่ประมาณ 6-7 metadata แล้วครับ”  ไมลส์ยังบอกอีกว่าเทรนด์ใช้เสียงที่ว่านี้ทำให้กิจการของเขาโตเอาๆ ในช่วงเกือบสองปีที่ผ่านมา “ตอนนี้พวกค่ายเพลงต้องแข่งกันกลับไปเปิดคลังเพลงของตัวเอง แล้วยัด metadata เพิ่มซะ เรียกว่าเป็นงานช้างเลยล่ะ เพราะถ้าไม่ทำ ระบบหาเพลงของคุณไม่เจอแน่”

Warner Music ก็ไม่ได้อยู่เฉย ตอนนี้รีบกวดขันทีมงานให้รับรู้ถึงเทรนด์นี้และดึงตัว วินนี่ ฟรีด้า ผู้บริหารดิจิตัลคนเก่าของ Universal Music มาเป็นหัวหน้าฝ่ายข้อมูลตั้งแต่เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ส่วนทาง Amazon ก็มีแผนกคูเรเตอร์ที่ชำนาญการเลือกเพลงทุกประเภท นำทีมบริหารโดย อเล็กซ์ ลูค อดีตตำแหน่ง ดิจิตัลมิวสิค สเปเชียลลิสต์ จาก EMI และ Apple

ทั้งนี้ สตีฟ บูม รองประธานแห่ง Amazon จะไม่ยอมคายความลับเลยว่าระบบใช้เกณฑ์อะไรบ้างในการคัดเลือกเพลง บอกแค่ว่าการแสดงผลจะคัดเลือกจาก “ความนิยมและความเกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานแต่ละคน” เท่านั้น และใบ้ให้อีกนิดว่าระบบจะเน้นเพลงใหม่มาก่อน เช่น ถ้าเราสั่งว่า เอ็ด ชีแรน ระบบจะเลือกเพลงจากอัลบั้ม ÷ มาให้ แต่หากผู้ใช้คนนั้นเป็นคนชอบขุดเพลงเก่าขึ้นมาฟัง ระบบก็ฉลาดพอที่จะเลือกเพลงเก่าๆ ของเอ็ดมาให้ฟังก่อนด้วย

เบ็น เช็พเพิร์ด หัวหน้าฝ่ายมิวสิคเซอร์วิสของโปรแกรม Alexa บอกว่าระบบถูกดีไซน์มาให้รู้จักศึกษาความต้องการของผู้บริโภคด้วย ระบบจะรู้ว่าเราชอบเพลงอะไร ศิลปินคนไหน วันที่เท่าไหร่ เพลงประเภทไหน อยู่ส่วนไหนของโลก เรียกได้ว่าบริการเอาใจรายบุคคลกันไปเลย

ช่วงนี้หลายๆ ตัวแทนจากค่ายเพลงจึงขอนัดประชุมกับ Amazon บ่อยมาก (โดยเฉพาะสตีฟ บูม) เพื่อหารือกันว่าจะโปรโมตเพลงในสังกัดของตัวเองยังไงดีในโลกที่การสั่งงานด้วยเสียงกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นทุกที มีคนวงในจากค่ายใหญ่แห่งหนึ่งให้ข้อมูลกับเราว่า Amazon เป็นองค์กรที่น่าคบค้าสมาคม เพราะครอบคลุมทุกฐานคนฟังเพลง ไม่ว่าจะกลุ่มคนที่ฟังซีดี สตรีมมิ่ง ดาวน์โหลด หรือใช้ระบบสั่งงานด้วยเสียงที่เป็นเทรนด์ล่าสุดนี้ก็ตาม

คงยังไม่ถึงเวลาฟันธงว่าระบบสั่งงานด้วยเสียงสามารถช่วยกระตุ้นยอดขายเพลงได้มากน้อยแค่ไหน เอาเป็นว่าตอนนี้แค่เริ่มต้นก็เป็นเทคโนโลยีที่ทำรายได้ดี อย่างบริษัทรถยนต์ Ford ก็ใช้ลำโพงอัจฉริยะ Echo นี้ในรถรุ่น Fusion กับรุ่น F-150 ส่วนลำโพงไร้สายชื่อดังอย่าง Sonos ก็ออกมาประกาศร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ Amazon ไปเมื่อสิงหาคมปีที่แล้ว ซึ่งผลงานของการร่วมมือกันจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร เราคงได้เห็นกันภายในปีนี้

amazon-echo

ขอบคุณภาพจาก easyacc

 

“วงการดนตรีควรจะเตรียมรับมือกับธุรกิจสตรีมมิ่งที่กำลังเติบโต อย่างการใช้เสียงนี่ก็เป็นอีกหนึ่งโมเดลที่วงการดนตรีควรคำนึงถึงได้แล้ว” แชนน่า พรีเว หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจของ Google กล่าวไว้

ไรอัน เทย์เลอร์ ผู้บัญชาการฝ่ายพาร์ทเนอร์ชิพจาก Sono กล่าว “ไม่ใช่เอาแต่แข่งกันหาอะไรมาใส่ในไฟล์เพลงหรือคิดถึงฟังก์ชั่นนี้อย่างเดียว แต่คุณน่ะต้องพร้อมลุยเสมอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามในอีกสามปีข้างหน้า”

 

 

Story by: Steve Knopper
Illustration by: Ryan Snook
Translated by: Sutthimas R.