sxsw chips revised

“ปุ๋ย 10 แกลลอนในถังที่จุได้แค่ 5 แกลลอน” เป็นปีแล้วที่ ดอน พิตตส์ ผู้จัดการเพลงและความบันเทิงแห่งเมืองออสติน ใช้ประโยคนี้อธิบายงาน South by Southwest Music Festival งานเทศกาลที่จัดขึ้นที่ ออสติน รัฐเท็กซัส เป็นประจำทุกปี ซึ่งมีจำนวนผู้เข้าร่วมงานเยอะจนแน่น แต่ในงานในปีนี้นับเป็นปีที่ 31 แล้ว ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมาก็ดูเหมือนว่าจะจัดให้งานดูไม่วุ่นวายเหมือนหลายปีก่อนมากนัก ซึ่งก็อาจจะทำให้ผู้เข้าร่วมงานสนุกได้มากขึ้น  โดยมีแบรนด์เครื่องดื่มมึนเมา โชว์จากคลับชื่อดัง และอาจผู้เข้าร่วมงานลดน้อยลงด้วย

ดูเหมือนว่ารายงานจำนวนผู้เข้างานอย่างเป็นทางการของ SXSW จะไม่ถูกต้องนัก ในขณะที่ออร์แกนไนเซอร์นับหัวผู้เข้าร่วมใน 2-3 ปีที่แล้วเอง โดยนับรวมถึงศิลปินด้วย ได้ประมาณ 25,000 – 30,000 คน  ซึ่งมีจำนวนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งหลายศิลปินต่างชาติถูกขู่ไม่ให้เข้าร่วมการประชุมถึงงาน SXSW ซึ่งกว่า 50 ศิลปินต่างชาติได้เขียนจดหมายเรียกร้องให้ถอนข้อความในสัญญาของพวกเขาที่บอกว่าทางเทศกาลจะรายงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองถ้าวงดนตรีต่างชาตินั้นๆ ขึ้นแสดงนอกพื้นที่โชว์เคสที่ทางเทศกาลจัดไว้ให้ แต่เมื่อวันที่ 7 มีนาคม SXSW ก็เอาข้อความนั้นออกสัญญาสำหรับงาน SXSW ในปี 2018 ออกไป

ปาร์ตี้น้อยลง

ปาร์ตี้ใหญ่บางงานที่เคยจัดถูกเอาออกไปในงานปีนี้ ตัวแทนจาก RSVPster (เว็บไซต์บริการหาและลงทะเบียนเข้างานปาร์ตี้ในงาน SXSW) รายงานว่ามีปาร์ตี้ที่จะเกิดขึ้นใน SXSW ปีนี้เพียง 350 งาน ซึ่งลดลงจากปีที่แล้วถึง 100 งาน อีกทั้งปีนี้ SXSW ยังไม่มีสปอนเซอร์รายใหญ่อย่าง Samsung ในปีนี้ ในขณะเดียวกันงานปาร์ตี้ Fader Fort  ที่จัดขึ้นใน SXSW ปีนี้ก็ลดขนาดของที่จัดงานลง และผู้ที่เข้าร่วมงานต้องถูกรับเชิญเท่านั้น

แอนดี้ โคห์น ประธานบริษัทสิ่งพิมพ์อย่าง Fader กล่าวว่า “เราต้องการที่จะโปรโมทศิลปินใหม่ๆ เพราะฉะนั้นปาร์ตี้ที่อัดแน่นไปด้วยผู้คนที่หวังว่าจะได้เจอ เดรก หรือ คานเย่ ก็ดูจะขัดแย้งกับสิ่งที่เราตั้งใจทำไปหน่อย” และเขายังบอกอีกว่า “มันถึงเวลาที่เราควรจะพอกับการนำศิลปินที่ดังแล้วมา และค้นพบสิ่งใหม่ๆ บ้าง”

แบรนด์น้อยลง

หลายปีที่ผ่านมา SXSW มองว่าในงานควรมีแบรนด์ต่างๆ มาสปอนเซอร์พอๆ กับที่วงดนตรีในงาน แต่หลังจากที่ เลดี้ กาก้าขึ้นโชว์บนเวที Doritos ในปี 2014 โดยให้ผู้หญิงคนหนึ่งอาเจียนรดตัวเธอ แบรนด์ต่างๆ ก็เริ่มที่จะรัดเข็มขัดในการมาเป็นสปอนเซอร์ในงานมากขึ้น ในปี 2016 ที่ผ่านมาก็มีเฮดไลเนอร์อย่าง  The Roots, Future และ วิลลี่ เนลสัน ถึงแม้ว่าการได้พวกเขามาเป็นเฮดไลเนอร์จะไม่ถูก แต่ก็ไม่ได้ราคาสูงเท่า คานเย่ เวสต์ หรือ เจย์ซี หรือแม้กระทั่งในปี 2014 เองที่ เลดี้ กาก้า ได้รับเงินไปถึง 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และในปีนี้ดูเหมือนว่าทั้งแบรนด์ใหญ่และศิลปินเบอร์ใหญ่ก็ลดลงไปเช่นกัน “เรายังคงทำงานร่วมกับบริษัทที่สนับสนุนให้ศิลปินมาเล่นที่นี่” โรแลนด์ สเว็นสัน ผู้ร่วมก่อตั้งและอีโอของ SXSW กล่าว และยังบอกว่า ถึงแม้ว่า Samsung จะไม่ได้เป็นสปอนเซอร์ในปีนี้ แต่ปกติแล้วถ้าปีไหนที่มีศิลปินเบอร์ใหญ่มาเล่นน้อย ก็จะทำให้ศิลปินที่ไม่ได้มีชื่อเสียงเทียบเท่าได้รับความสนใจมากขึ้น”

มีบาร์มากขึ้น

เมื่อปาร์ตี้ใหญ่ๆ ในงานลดลงไป ในทางทฤษฎีแล้วโชว์เคสในช่วงกลางคืนก็น่าจะดึงดูดคนมากขึ้น ซึ่งก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นข่าวดีของผู้จัดงานเมืองออสติน ซึ่งตอนนี้กำลังเผชิญกับการที่ราคาค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และปกติแล้วก็หวังว่าจะได้รับเงินจากการจัดงาน SXSW เข้ามาช่วยพวกเขาให้ผ่านพ้นหน้าร้อนนี้ไปได้ “เราไม่สามารถให้คลับต่างๆ เข้ามามีพื้นที่ในงานได้มาสองสามปีแล้ว แต่ผมคิดว่าในปีนี้มันกำลังจะเปลี่ยนไปนะ” โรแลนด์ กล่าว และบอกต่อว่า “ยอดขายตามบาร์ต่างๆ ในงานก็น่าจะดีขึ้นด้วยเพราะว่าไม่มีปาร์ตี้ให้คนเข้าไปดื่มฟรีแล้ว”  ข้อเสียเปรียบของผู้จัดคือในปีนี้พวกเขาจะค่าเช่าที่สำหรับจัดปาร์ตี้ ซึ่งต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการเช่าพื้นที่ขนาดใหญ่ และอื่นๆ ยากหน่อย

โชว์แย่ๆ

หนึ่งในเรื่องที่คนไม่รู้เกี่ยวกับงาน SXSW คือเทศกาลนี้ไม่ได้ให้อะไรกับวงการดนตรี ในขณะที่ศิลปินก็หวังว่าจะได้รับความสนใจจากการได้มาโชว์ “เหล่า A&R (ฝ่ายคัดสรรและพัฒนาศิลปิน) พูดคุยกันว่าพวกเขาเข้าไปดูโชว์ที่อยากจะดูไม่ได้ด้วยซ้ำเพรางานวุ่นวายมาก” จัสติน เอ็ชแช็ก รองประธานอาวุธโสฝ่ายคัดสรรและพัฒนาศิลปินจากค่าย Columbia Records กล่าว และเสริมว่า “ถึงพวกเขาจะพยายามแค่ไหน มันก็ดูน่าเบื่อ ผมคิดว่าคนในวงการหลายคนคงจะอยากพักผ่อนอยู่ในโรงแรมมากกว่ามาดูงานนี้ คืองานที่มีการจัดการได้ดีน่าจะเป็นหมายถึงงานที่ดีนะ”

นอกจากนี้ แอนดี้ โคห์น ก็บอกว่าบางทีสิ่งที่ทำให้ยังจัดคอนเสิร์ตต่อไปได้ ซึ่งก็คือจิตวิญญาณของดนตรีจริงๆ ไม่ใช่การจัดงานเพื่อเงินก็อาจจะช่วยให้งานสนุกขึ้นได้อีกครั้ง “มันเริ่มดูเป็นงานโง่ๆ” แอนดี้กล่าว “มันไม่ควรจะเป็นงานที่ คานเย่ ขึ้นไปแสดงให้คนดูสักพันคน แต่มันต้องเป็นงานที่เหมือนกับตอนที่ M.I.A ขึ้นไปแสดงบนผับเล็กๆ เหมือนสมัยก่อน ซึ่งปีที่แล้ว เราก็รู้สึกว่างานมันเบาลง และปีนี้ก็ยิ่งเบาลงขึ้นไปอีก เหมือนกับมันค่อยๆ กลับไปเป็นงานแบบที่ควรจะเป็นอีกครั้ง” แอนดี้หยุด แล้วพูดต่อว่า “มันต้องเป็นแบบนั้น”

Story by : Andy Langer

Photo by : Wren McDonald

Translated by : Pensagow S.