Print

 

หมู่นี้ศิลปินดังหลายคน (เช่น อาเรียน่า กรานเด และ บรูโน่ มาร์ส) เลือกที่จะบอกลาผู้จัดการส่วนตัวแล้วหันมาตั้งทีมบริหารของตัวเอง มันเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่าจริงหรือ? แล้วแบบนี้เหล่าผู้จัดการว่าอย่างไรกันบ้าง?  

 

คำกล่าวที่ว่าศิลปินใช้ชีวิตเยี่ยงพระราชาคงไม่ใช่แค่คำเปรียบเปรยเล่นๆ อีกต่อไป เพราะพวกเขาไม่ได้แค่ตีตลาดแบรนด์เสื้อผ้า สินค้าไลฟ์สไตล์ต่างๆ เท่านั้น แต่ตอนนี้ลามไปถึงวิธีการบริหารตัวเองด้วย ศิลปินหลายคนกำลังตั้งตนเป็นใหญ่เหนือผู้จัดการส่วนตัวซึ่งเป็นอาชีพที่ได้กำไรจากการกินเปอร์เซ็นต์ อาชีพนี้อาจจะไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วเพราะกำลังจะถูกแทนที่ด้วยพนักงานที่ได้ค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สาวตาหวานอาเรียน่า กรานเด กับผู้จัดการส่วนตัวอย่าง สกูตเตอร์ บรอน ได้ตัดสินใจแยกทางกัน และส่งไม้ต่อให้คุณแม่ของอาเรียน่าและ สเตฟานี่ ไซมอน แห่งบริษัทเมเนจเมนท์เป็นผู้รับหน้าที่แทน (แต่เป็นที่รู้กันว่าสกูตเตอร์ยังเป็นที่ปรึกษาด้านครีเอทีฟอยู่บ้าง) ตามมาด้วยอีกหนึ่งกรณีในเดือนพฤษภาคม เมื่อบรูโน่ มาร์ส ยุติสัญญากับผู้จัดการคนเก่าอย่างแบรนดัน ครีก ที่อยู่คู่กันมาตลอดเก้าปี เพราะบรูโน่จะตั้งบริษัทใหม่เอง เป็นวิธีคล้ายกับที่เทย์เลอร์ สวิฟต์ และ บียอนเซ่ทำ นั่นคือการฟอร์มทีมงานขึ้นมาเอง ให้ค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน เพื่อที่ตัวเองจะได้คุมเกมอย่างเสรี

ในวงการดนตรีทุกวันนี้ผู้จัดการจะได้ส่วนแบ่ง 15 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์เป็นส่วนใหญ่ และสำหรับศิลปินหน้าใหม่ทั้งหลายที่กำลังเก็บเกี่ยวเส้นสายและคอนเนคชั่น การพึ่งพาผู้จัดการเก่งๆ นั้นเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อาจมองข้ามได้เลย

ขณะเดียวกัน ศิลปินที่ดังจนติดลมบนไปแล้วก็ไม่จำเป็นต้องง้อผู้จัดการสักเท่าไรนัก “ถ้าคุณจ่ายเงินเดือนไหวและไม่ได้ต้องการให้ใครช่วยดัน ก็เอาสิ” ตัวแทนของวงป๊อปวงหนึ่งได้บอกกับเรา “แต่ศิลปินส่วนมากทำแบบนั้นไม่ได้หรอก ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นแบบเทย์เลอร์ สวิฟต์ เธอคนนี้ทำธุรกิจคล่องมากนะ เหมือน Jay Z เวอร์ชั่นผู้หญิง เธอเป็นกรณียกเว้นน่ะ”

อย่างเทย์เลอร์ สวิฟต์กับบียอนเซ่ พวกเธอทั้งสองได้ขึ้นแท่นศิลปินเบอร์ใหญ่จนไม่จำเป็นต้องพึ่งใครอีกแล้ว พวกเธอเลือกที่จะมีอิสระในการดูแลตัวเอง แทนที่จะนั่งแบ่งเปอร์เซ็นต์รายได้ให้ใครสักคน พวกเธอยินดีจ่ายเงินให้ทีมงาน 2 ถึง 5 แสนเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 6 ถึง 15 ล้านบาท) ต่อปีเพื่อจ้างคนมาทำงานให้ มีทั้งพนักงานประจำและพาร์ทไทม์รายวัน อย่างเทย์เลอร์ สวิฟต์ผู้ซึ่งนิตยสารฟอร์บสบอกว่าเป็นศิลปินที่ทำเงินได้มากที่สุดในปี 2015 (73.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณสองพันกว่าล้านบาท) ถ้ามีผู้จัดการส่วนตัวล่ะก็ เท่ากับว่าเธอต้องแบ่งรายได้ให้เขาถึง 11 ล้านเหรียญสหรัฐ (สามร้อยกว่าล้านบาทไทย) อีกหลายคนอย่าง Sean Diddy Combs และ Jay Z ก็ทำธุรกิจมากมายและนั่งเก้าอี้ซีอีโอด้วยตัวเอง

ส่วนอาเรียน่า กรานเด ที่แม้จะโบกมือลาสกูตเตอร์ บรอนไปแล้ว แต่ผู้จัดการมือหนึ่งคนนี้ก็ยังมีศิลปินตัวท็อปให้ดูแลอีกมากมาย อย่าง จัสติน บีเบอร์ และ คานเย่ เวสต์

Justin-Bieber-Scooter-Braun-AMAs-2015-bb8-billboard-650

จัสติน บีเบอร์ / สกูตเตอร์ บรอน

 

“ผมเคยคุยกับศิลปินที่ไม่คิดจะมีผู้จัดการ พวกเขามีวิสัยทัศน์เป็นของตัวเองน่ะ” ไมลส์ เชียร์ ผู้จัดการของดีเจหน้าใส ไคโก และ โทมัส แจ็ค “พวกเขาไตร่ตรองดูแล้วว่ามันสมเหตุสมผลและยุติธรรมดี”

ในยุคโซเชียลมีเดีย ผู้จัดการสมัยใหม่ต้องหมุนตามโลกให้เร็วขึ้น อดีตผู้บริหารค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ท่านหนึ่งเผยว่าในสภาวะเช่นนี้ ศิลปินน้อยคนนักที่กล้ายืนด้วยลำแข้งของตัวเองจริงๆ โดยไม่พึ่งผู้จัดการ

“เราไม่สามารถโยนและรับลูกบอลไปพร้อมกันได้หรอกครับ ลูกบอลมันเคลื่อนไหวเร็วนะ” ลาร์ลส ชาเวส ผู้จัดการของพิทบูลและวง Magic บอกกับเรา “ก็ขอให้ศิลปินและผู้จัดการเหล่านั้นโชคดีแล้วกัน”

ส่วน คลาเรนซ์ สปอลดิ้ง ผู้จัดการของศิลปินคันทรี่อย่าง เจสัน อัลดีน, วง Rascal Flatts ฯลฯ ให้ความเห็นอีกแง่ “ศิลปินทุกคนที่ผมดูแล ท้ายที่สุดแล้วผมปล่อยให้พวกเขาตัดสินใจเองนะ หน้าที่ของผมคือคอยให้คำชี้แนะเท่านั้นเอง พนักงานที่จ้างมาน่ะ ไม่ค่อยออกความเห็นกันเท่าไหร่นักหรอก”

Prince น่าจะเป็นอีกตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะเขาก็เลยลดบทบาทของผู้จัดการส่วนตัวเหมือนกัน ในปี 1988 เขาไล่ผู้จัดการออกทั้งสามคน ได้แก่ สตีฟ ฟาร์กโนลี, โรเบิร์ต คาวาลโล และ โจเซฟ รัฟฟาโล แล้วมอบหมายให้อดีตบอดี้การ์ดเป็นคนจัดการฟอร์มทีมงานขึ้นมาใหม่หมด แต่แล้วก็ประสบปัญหาทั้งเรื่องการเงิน คำวิจารณ์ต่างๆ และความยากลำบากเมื่อมีคู่พิพาทเป็นค่ายใหญ่อย่างวาร์เนอร์ บราเธอร์ส รวมถึงคุณภาพของงานเพลงที่ว่ากันว่าไม่ดีเท่าเดิม ส่วน Queen และ บิลลี่ โจล ก็เจอปัญหาคล้ายกันหลังจากหันมาตั้งทีมเองในยุคนั้น

“มีผู้จัดการเหลี่ยมจัดบางคนที่ลงมือตัดสินใจแทนศิลปิน” แหล่งข่าวบอกกับเรา “อย่างจัสติน บีเบอร์น่ะ เขาอยู่เองไม่ได้หรอกถ้าไม่มีสกูตเตอร์ บรอน จะทำแบบมารายห์ แคร์รี่ น่ะเหรอ? ฝันไปเถอะ”

“ก็แค่เสียดายเงินกันล่ะสิ” ผู้จัดการอีกท่านหนึ่งพูดกับเราแบบตรงไปตรงมา “การเป็นศิลปินน่ะมันมีทั้งขึ้นและลง ความสามารถจะช่วยคุณได้แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น แต่ถ้าคุณได้ลองแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้ใครแล้วล่ะก็ พวกเขาเต็มใจช่วยพยุงคุณไว้อีกนานแน่นอน”

 

Story by : Dan Rys
Illustration by: Tvzsu
Photo by: Billboard
Translated by: Sutthimas R.