rant-807x1024

หลายปีก่อน ฉันได้รับเมล์จากคนอ่านนิตยสาร POP

“เพื่อนผมเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย คงอยู่ได้ไม่ถึงเดือน”

เพื่อนเขารักหนังสือ POP มาก  (“อ่านทุกวี่ทุกวันประหนึ่งไบเบิ้ล และเชิดชูเจ๊เป็นศาสดา”) เขาขอร้องให้ฉันช่วยแอดเพื่อนเขาคนนี้ในเฟซบุ๊คได้ไหม “ฟังดูอาจจะงี่เง่า แต่สำหรับความฝันของเด็กเกย์คนหนึ่ง มันมีค่ามาก” เขาหวังว่ามันคงจะทำให้เพื่อนเขามีความสุขมาก มีกำลังใจต่อชีวิตไปได้อีกเล็กน้อย  เขาบอกว่า ถ้าเขาไม่ทำแบบนี้ เขาคงเสียใจไปตลอดชีวิต

ฉันทำตามที่เขาขอ และเขียนไปพูดคุยให้กำลังใจน้องคนนั้น หนึ่งเดือนต่อมาหนุ่มน้อยผู้เคราะห์ร้ายอำลาโลกไปอย่างสงบ นี่เป็นหนึ่งในเรื่องเล็กน้อยที่ติดตรึงในใจไม่เคยลืม ฉันประทับใจกับการเป็นเพื่อนที่น่ารักของแฟนหนังสือปอปคนนี้ บางทีเราก็สามารถแสดงความรักอันยิ่งใหญ่ผ่านทางการกระทำอันเล็กน้อย

แปดปีต่อมา คนอ่านแปลกหน้าคนนั้นกลายเป็นศิลปินหน้าใหม่ไฟแรงของเมืองไทย เป็นนักเขียน เป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ และมีคนรักเป็นนักเปียโนจากเบลเยี่ยม ซึ่งเป็นแฟนเก่าเพื่อนฉันเอง

โอ๊ต-พัฒนพงศ์ มณเฑียร กับคนรักรูปหล่อของเขา-Jonas Dept เพิ่งสร้างความฮือฮาด้วยการจัดงานศิลปะ ‘My Boyfriend is a pianist, he plays me love songs’  ซึ่งเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ เป็นการจัดเวิร์คช็อปวาดรูปในขณะที่ โจนัส เล่นเปียโนขับกล่อม นำดนตรีและศิลปะมาผสานกันเป็นผลงานสร้างสรรค์

“เวลาอยู่ที่บ้านแฟนจะชอบเล่นเปียโนให้ฟัง ขณะที่ผมวาดรูปเขา เรารู้สึกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่พิเศษ การที่เราทั้งคู่ทำสิ่งสร้างสรรค์ด้วยกันมันส่งพลังให้กันและกัน และนำพาพวกเราไปในพื้นที่พิเศษของความสัมพันธ์ เราเลยอยากรู้ว่า เราจะสามารถเชิญคนอื่นเข้ามาในพื้นที่นั้นกับเราได้ไหม?”

เพลงที่ โจนัส เล่นในงานคือเพลง Black Earth ของนักเปียโนจากตุรกีนาม ฟาซิล เซย์ ตอนฉันฟังครั้งแรกถึงกับขนลุก มันเป็นเพลงรักโรแมนติกอันทรงพลังและบ้าคลั่ง โอ๊ตบอกว่า โจนัส เลือกเพลงนี้เพื่ออธิบายความรักของเขาทั้งสอง “รอบแรกที่ฟังผมน้ำตาไหลเลย”

โอ๊ตเพิ่งจะเปิดเผยตัวว่าเป็นเกย์อย่างเป็นทางการกับพ่อแม่เมื่อปีที่แล้ว (“ผมรู้ว่าตัวเองเป็นตุ๊ดก็เพราะมีอารมณ์ทางเพศกับภาพคาวาน่าแก้ผ้าแปรงฟันในหนังสือปอป”) เหตุผลคือเขาคิดว่ามันแปลกที่เกย์ไม่สามารถคุยเรื่องคนรักของตัวเองกับพ่อแม่ได้

“ผมเองถือคติ ‘ไม่บอกก็รู้’ มาตลอด เพราะคิดว่ามันไม่ได้มีความจำเป็นที่ต้องไปป่าวประกาศรสนิยมทางเพศใส่เขา แต่มุมมองนี้เปลี่ยนไปตอนมีแฟนที่เรารักมาก ผมคิดว่าทำไมเราคุยเรื่องคนที่เรารักมากกับพ่อแม่ไม่ได้ ผมเลยตัดสินใจบอกแม่ว่ามีแฟนเป็นผู้ชายและรักเขามาก สิ่งแรกที่แม่ถามกลับคือ “แล้วเขารักหนูไหมลูก?” ผมน้ำตาไหลเลย นี่แหละคือคนที่รักเราอย่างไม่มีเงื่อนไข”

เพลงคือสิ่งสำคัญในชีวิตของโอ๊ตมาตลอด “ตอนเด็กๆ เคยเรียนร้องเพลงและใฝ่ฝันจะเป็นนักร้อง ชอบเพลงที่มีความเชือดเฉือน มีความละเอียดอ่อนทางอารมณ์สูง ตอนเด็กๆ ชอบแมริลีน แมนสัน เพลงอีโมหรือเมทัล พอโตมาก็ชอบอะไรที่เลือดเย็น นิ่งๆ ขึ้น อย่างเพลงแจ๊ซของ นีนา ซิโมน หรือ บิลลี ฮอลิเดย์ คือเป็นเพลงหวานๆ แต่ทรมานปางตาย ศิลปินโปรดตลอดกาลคือ บีเยิร์ค, โทรี เอมอส และพีเจ ฮาร์วีย์ สามแม่มดยุค 90 ที่เอาเรื่องส่วนตัวออกมาเล่าผ่านเสียงเพลง ส่งความเป็นตัวของตัวเองแบบไม่อายใคร รวมทั้ง สตีวี นิคส์ แม่มดอมตะผู้ผ่านชีวิตทั้งสูงและต่ำ วันที่ท้อแท้ที่สุดเคยคิดอยากฆ่าตัวตาย ก็ฟังเพลงเขานี่แหละ สตีวี นิคส์ผ่านมาได้ ฉันก็ผ่านได้”

เพลงประจำตัวที่ตรงกับความเป็นตัวตนที่สุดคือ “Pagan Poetry ของ บีเยิร์ค ครับ โดยเฉพาะท่อน “I love him, I love him, I love him…” หมกมุ่น ดำดิ่ง ฟุ้งเฟ้อ เพ้อฝัน–เป็นเรามาก”

โอ๊ตบอกว่ารู้สึกโชคดีที่ได้คบกับแฟนคนนี้ นอกจากจะเป็นแรงบันดาลใจให้แก่กันและกันทางด้านศิลปะ เขาทั้งสองยังได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากกันและกันทุกวัน โอ๊ตสรุปอย่างคมคายว่า “คนศีลเสมอกันมักจะดึงดูดเข้าหากันและกันเสมอ”

ฉันเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้อย่างสุดซึ้งเลยทีเดียว ฉันกับคนอ่านหนังสือปอปมากมายถูกดึงดูดเข้าหากันอยู่เสมอ มีไม่น้อยที่ลงเอยด้วยการรู้จักมักจี่เป็นเพื่อนกัน มันคืออีกรูปแบบหนึ่งของคำกล่าวว่าศีลเสมอกันนั่นแหละ

อย่างน้อยพวกเราก็ชอบภาพคาวาน่าแก้ผ้าแปรงฟันในหนังสือปอปเหมือนกัน

Story by: ธิชา ชัย | Editor@POPpaganda.net