6

 

15 ปีที่แล้ว พล-คชภัค ผลธนโชติ คือหนึ่งในสมาชิกวงร็อคบ้านเราที่เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีใครไม่รู้จักในยุคนั้นอย่าง Clash ในตำแหน่งมือกีตาร์ และเมื่อวงเดินทางมาถึงจุดอิ่มตัวกับอัลบั้มชุดสุดท้าย Nine Miss U 2 ในปี 2010 พร้อมคอนเสิร์ตส่งท้าย “Clash Rebirth the Final Concert” ในปีถัดมาที่ทำเอาแฟนเพลงหลั่งน้ำตากันถ้วนหน้า หลังจากนั้นสมาชิกแต่ละคนก็เดินทางต่อในเส้นทางชีวิตของตนเอง พล ได้โยกย้ายไปทำงานเบื้องหลังในฐานะโปรดิวเซอร์อย่างเต็มตัว จนกระทั่งเมื่อต้นปี 2016 ที่ผ่านมา ชีวิตของเขาก็พบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ กับการก้าวกระโดดสู่การเป็นผู้บริหารค่ายเพลง Boxx Music ในเครือ Music Move Entertainment บิลบอร์ด ไทยแลนด์ จึงชวนให้ พล มาเล่าสู่กันฟังกับบทบาทครั้งใหม่อันแสนจะท้าทาย รวมถึงไขข้อสงสัยว่า Clash จะกลับมารวมตัวสร้างสรรค์บทเพลงให้ทุกคนฟังกันอีกครั้งหรือไม่… ไปฟังคำตอบจากปากของเขากัน

 

ก่อนอื่นหลายคนคงอยากทราบว่า Clash จะกลับมารวมตัวกันไหม?
ถามว่ามีการคุยหรือแพลนเอาไว้บ้างไหม มีครับ แต่คงไม่ใช่ 1-2 ปีนี้ ก็คุยกันว่าจะกลับมารวมตัวกันอย่างไร วิธีการจะเป็นอย่างไร เพราะทุกวันนี้ทุกคนก็เติบโตขึ้น ผมเองก็มีหน้าที่รับผิดชอบค่อนข้างเยอะกับการทำ Boxx Music ในตอนนี้ และไม่ได้รับผิดชอบแค่ตัวคนเดียวด้วย อย่าง ยักษ์ (อนันต์ ดาบเพ็ชรธิกรณ์-กลอง) ก็เป็นทีมที่ทำงานที่ Boxx Music ด้วยกัน สุ่ม (สุกฤษณ์ ศรีเปารยะ-เบส) ไปเป็นผู้จัดการร้านจักรยาน แข่งจักรยานระดับประเทศด้วย แฮ็ค (ฐาปนา ณ บางช้าง-กีตาร์) มีวง S.D.F ส่วน แบงค์ (ปรีติ บารมีอนันต์-ร้องนำ) ก็ทำอัลบั้มเดี่ยว ตอนนี้ก็มีละครเวที ลอดลายมังกร เดอะมิวสิคัล อีก ก่อนหน้านี้ที่ทุกคนเห็นพวกเรากลับมาซ้อมดนตรีแล้วไลฟ์ผ่านเฟซบุ๊กในแฟนเพจของวง คือพวกเราจะไปเล่นที่งานวันเกิดคุณพ่อของแฮ็ค (ช.อ้น ณ บางช้าง) ครับ คือถ้าจะกลับมารียูเนียนกัน เรื่องเวลาต้องลงตัวจริงๆ หรืออย่างตัวผมเองก็ค่อนข้าง concern เรื่องธุรกิจด้วย ด้วยความที่ผมบริหารค่าย Boxx Music ในตอนนี้ มันอาจจะเป็นเงื่อนไขที่ค่อนข้างไม่ง่ายอยู่เหมือนกัน

แทบจะทุกคนที่รู้จักคุณในฐานะมือกีตาร์วง Clash แล้วก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารค่ายเพลง Boxx Music ได้อย่างไร?
เหมือนเป็นสเต็ปของชีวิตมากกว่า ตอนเด็กๆ ผมมีความฝันอยากเป็นศิลปิน แล้วผมก็ได้เป็นศิลปิน ออกอัลบั้ม มีแฟนเพลง มีคอนเสิร์ตเหมือนที่ศิลปินทุกคนถวิลหา อยู่ในจุดที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในชีวิต พอตอนเป็นศิลปินก็มีอีก 1 ความฝันก็คือ โปรดิวเซอร์ ก็เริ่มทำงานโปรดิวเซอร์ระหว่างที่เป็นศิลปินไปด้วย ศึกษาว่าโปรดิวเซอร์คืออะไร ตอนแรกผมคิดว่าโปรดิวเซอร์คืคนที่อยู่กับซาวนด์ร้อยเปอร์เซ็นต์ สุดท้ายก็มาไขจนเจอว่า โปรดิวเซอร์ก็คือ manager หรือ management คนหนึ่ง ไม่ต้องรู้โปรดักชั่นก็ได้ แค่ต้องมีวิสัยทัศน์ที่รู้ว่า สินค้าที่กำลังจะทำอยู่ในตลาดแบบไหน กลุ่มเป้าหมายคือใคร และหาคนที่จะมาทำสินค้าของคุณให้ครบ ซึ่งระหว่างนั้นก็ยังทำ music production เหมือนเดิม วันหนึ่งผมออกจากแกรมมี่มาอยู่กับค่ายสหภาพดนตรีในช่วงปลายๆ ก็มีโอกาสได้คุยกับพี่จุ๊บ (วุฒินันต์ ภิรมย์ภักดี) เขาก็มีโอกาสได้รับฟังสิ่งที่เราคิดและอยากจะทำ พอสหภาพดนตรีมีการรีแบรนด์เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาเป็น Music Move Entertainment ผมก็เลยมีโอกาสได้ทำ Boxx Music ซึ่งผมมองว่ามันอาจจะเร็วกว่าที่คิดไว้เยอะ ผมเป็น Clash มา 10 ปี อยากเป็นโปรดิวเซอร์อีกสัก 10 ปี แล้วค่อยไปบริหาร แต่ผมผ่านการเป็นโปรดิวเซอร์มาแค่ 6 ปี แต่ก็มีเพื่อนๆ พี่ๆ ที่มีประสบการณ์มากกว่าผมคอยช่วยเหลือและแนะนำตลอด

จิตวิญญาณของค่ายเพลง Boxx Music คืออะไร?
Boxx Music คือสนามเด็กเล่น เป็นพื้นที่แห่งใหม่ที่มีความสนุก ให้เด็กรุ่นใหม่มาเล่น จะก่อทรายก่อดินอะไรก็เรื่องของเขา คือสิ่งที่ได้จากเด็กยุคใหม่คือไฟที่จะทำให้วงการเพลงอยู่ต่อไปได้ คือถ้าไม่มีเด็กรุ่นใหม่ขึ้นมาเลย วงการเพลงมันจะตาย อย่างทุกวันนี้ผมรู้สึกว่า ศิลปินที่เขามีพื้นที่อยู่ในวงการ เขาก็อยู่กันมานานมาก แม้แต่ตัวผมเองกับ Clash ผมก็รู้สึกว่ามันเก่าแล้วนะ ตอนนั้นก็คุยกับพี่จุ๊บว่าอยากให้มีพื้นที่แบบนี้โดยที่ตอนแรกไม่ได้คิดว่าต้องบริหารเองด้วยซ้ำ (หัวเราะ)

3

 

เดาว่าคุณก็ต้องมีความกดดันบ้างแหละ?
เรียกว่ากดดันมากจะดีกว่า (หัวเราะ) คือใน Music Move Entertainment จะมีแยกย่อยออกไปหลายค่าย อย่าง Music Move Records ก็จะดูแลโดยพี่โอ๊ป (เพิ่มศักดิ์ พิสิษฐ์สังฆการ) ซึ่งเป็นอาจารย์ที่สอนผมทำ music production มาตั้งแต่แรก ส่วน Me Records ก็มีพี่ฟองเบียร์ (ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม) ซึ่งสนิทกันอยู่แล้ว พี่เบียร์เคยสอนผมเยอะมากเกี่ยวกับการตลาดคืออะไร คนไทยกินอะไร เพลงที่โดนคืออะไร แล้วลองคิดดูสิว่า วันนี้ผมต้องไปแข่งกับพวกพี่ๆ เขา (หัวเราะ) คือในมุมความเป็นพี่น้องมันยังอยู่เหมือนเดิม พี่โอ๊ปกับพี่เบียร์ก็ยังคอยชี้แนะว่า Boxx Music มีช่องโหว่ตรงไหน ผมควรจะดูเรื่องอะไร ความกดดันมันก็น้อยลง แต่สุดท้ายแล้วในมุมของธุรกิจ แม้ว่าตลาดและกลุ่มเป้าหมายจะต่างกัน แต่ผลประกอบการสิ้นปีผมก็ต้องมีตัวเลขสีเขียวไปให้ผู้ใหญ่ดูเช่นกัน โอเคมันอาจจะไม่ใช่สีเขียวสะพรั่ง แต่อย่างน้อยมันต้องไม่แดง (หัวเราะ) คือผมต้องทำทุกวิถีทางที่ทำให้ตัวเลขไม่เป็นสีแดงโดยที่เราไม่เสียไดเรกชั่นของความเป็น Boxx Music ด้วย

ขวบปีที่ผ่านมา เรามอง Boxx Music ว่าเป็นค่ายเพลงอินดี้ค่ายหนึ่ง?
ก็ใช่ครับ อินดี้และลึกที่สุดใน Music Move Entertainment แล้ว แต่เพื่อนๆ ในวงการที่มีโอกาสได้มานั่งคุยกันเขากลับมองว่า Boxx Music ไม่อินดี้นะ แต่เป็นป๊อปนอกกระแส คือผมก็ยังอยากสื่อสารอะไรออกไปให้คนฟังยังเข้าใจอยู่ แต่อาจจะไม่ใช่จากการฟังครั้งเดียว ไม่ใช่แบบ ‘ฉันรักเธอ’ แต่เป็น ‘วันนี้ฟ้าสวยเนอะ’ ให้คนฟังได้ผ่านกระบวนความคิดว่าสิ่งที่พวกเราพูดมันคืออะไร

แต่หากจะว่ากันตามตรง ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่จะรู้จักแค่ อิ้งค์-วรันธร เปานิล เท่านั้น?
การเปิดค่ายใหม่แล้วมีศิลปินสักคนที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ผมว่าก็โชคดีแล้วสำหรับระยะเวลาเท่านี้ จริงๆ ผมแพลนปีแรกไว้ว่าเป็นปีสร้าง ไม่ได้เล็งว่าจะต้องสำเร็จ แต่ต้องเป็นที่รู้จัก สำหรับ อิ้งค์ มันเกินความคาดหมาย อาจจะด้วยวันนี้วงการเพลงไทยไม่มีศิลปินหญิงในลักษณะนี้ ไม่มีเพลงสไตล์นี้ หรือมีก็อาจจะไม่ใช่ไดเรกชั่นหรือมู้ดแบบนี้ อย่าง Polycat, TELEX TELEXS หรือ DCNXTR ก็จะเป็นสายลึกเข้าไปอีกหน่อย อิ้งค์ อาจอยู่กึ่งกลางของความเป็นป๊อปและนอกกระแส ตอนแรกไม่ได้คิดเลยว่าจะไปไกลขนาดนี้ เพราะ อิ้งค์ ก็ไม่ได้มีแฟนคลับมากมายมหาศาล ผมวางเป้าไว้แค่ขึ้นอันดับ 1 ใน Cat Radio หรือ ฟังใจ ก็เยี่ยมแล้ว แต่พอผลตอบรับออกมาเกินคาด เราก็เริ่มขยายผลต่อ เริ่มผลักดันให้ไปเจอตลาดที่ใหญ่ขึ้นอีกนิดหนึ่ง โดยไม่ให้เสียไดเรกชั่นที่เราวางไว้

มีเป้าหมายในการผลักดันศิลปินเบอร์อื่นๆ ให้ไปสู่ในจุดที่ อิ้งค์ วรันธร ทำได้อย่างไรบ้าง?
คงต้องใช้เวลาอีกสักหน่อย อย่าง นัน (สุนันทา ยูรนิยม) มีโอกาสจะไปถึงจุดนั้นไหม… มี แล้ว นัน มีฐานแฟนเพลงอยู่แล้วด้วย แต่ตอนนี้ผมมองว่า ‘ต้นน้ำ’ ซึ่งก็คือเพลง มันอาจยังไม่เข้าเป้าร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมเชื่อว่า ถ้าเพลงดี มันไปถึงหูคนฟังแน่นอน หลายเพลงไม่มีมิวสิควิดีโอแต่กลับไปถึงหูคนฟังหมู่มาก นั่นหมายถึงว่า เพลงนั้นมีของในตัวของมัน ที่ผ่านมาผมก็จะย้อนกลับมาบอกตัวเองว่า เพลงเรายังไม่สุดนะ แต่ถามว่าแย่ไหม… ไม่แย่ อยู่ในมาตรฐาน ผมชอบคำว่า ordinary people นะ แต่ผมต้องการ extraordinary people ขึ้นไปอีก แม้แต่วง The Kastle วันหนึ่งผมต้องทำให้คนในวงการเพลงอินดี้หันมาฟังให้ได้

boxx-music

 

สมัยที่คุณเป็นมือกีตาร์วง Clash คุณทำอัลบั้มเต็มออกมาตลอด แล้วกับศิลปินใน Boxx Music ล่ะ?
ถ้าผมคุมงบประมาณได้ ผมอยากให้ศิลปินทุกคนในค่ายมีอัลบั้ม อย่างน้อยก็อีพี 4-5 เพลงก็ได้ เพราะเวลางานมันครบองค์ประกอบ เห็นสีที่ชัดเจน มันคือ commercial art ที่สามารถขายได้เป็นรูปธรรม มันคือเสน่ห์ของอาร์ตเวิร์ค เห็นเครดิตคนทำงานอย่างจริงจัง ไม่ใช่ว่าดาวน์โหลดมาแล้วไง คุณจะไปตามอ่านเครดิตทุกอันบนโซเชียลมีเดียหรือเปล่าถ้าคุณไม่ใช่คนที่รักเพลงจริงๆ มันไม่มีทาง มันอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเด็กรุ่นใหม่ไปแล้ว ผมเชื่อว่าการมีอัลบั้มเต็มหรืออีพี มันคือความสุขที่สุดของการเป็นศิลปินในทุกวันนี้เลย ผมเคยผ่านมันมา แต่น้องๆ รุ่นใหม่ไม่ได้ลิ้มลองรสชาติเหล่านั้น แล้วผมก็คิดว่าวงการเพลงไม่มีวันตายแน่นอน ในความคาดหวังของผม วันหนึ่งมันอาจจะกลับมาดีเหมือนเดิม หากธุรกิจดนตรีสามารถปรับตัวให้สวมกันแบบลงรอยกับโลกดิจิตัลได้อย่างสมบูรณ์ ตอนนี้เหมือนมันสวมไม่ลงล็อค มันเลยเละ

ในฐานะผู้บริหารค่ายเพลง ทำงานยากไหมกับวัฒนธรรมการฟังเพลงที่เปลี่ยนไป?
ยากเหมือนกันนะ สมมุติว่ามีการสร้างศิลปินใหม่ ปีหนึ่งเรามีโอกาสให้เขาได้ต่อยแค่ 2 หมัด ก็คือซิงเกิ้ลแรกกับซิงเกิ้ลที่ 2 ถ้าต่อยไม่โดน ก็ต้องมานั่งพิจารณาแล้วว่าจะทำอย่างไรกันต่อ อย่างเรื่องเงินที่จะได้จากการซื้อเพลงมันน้อยมาก น้อยจนน่าใจหาย ที่พวกเรานั่งทำงานกันอยู่ทุกวันนี้เพราะใจที่รักในการทำเพลงล้วนๆ ดีมากดีน้อยแค่ไหนเราไม่สามารถบอกผู้บริโภคได้ เขาอาจมองว่าไม่เห็นจะดีเลยก็ได้ เราคาดเดาไม่ได้ เราทำได้แค่กลั่นทุกอย่างออกมาให้ดีที่สุด ส่งออกไปสู่คนฟัง และคอยดูผลตอบรับ คือสมัยนี้คนฟังเพลงกันง่ายขึ้น ง่ายจนมันเร็วมาก เมื่อก่อนสิ หาฟังเพลงยาก ต้องรอเปิดวิทยุ รายการโทรทัศน์ พอโลกวันนี้ที่ยุคดิจิตัลก้าวเข้ามาร้อยเปอร์เซ็นต์ ทีวี แมกกาซีนที่เกี่ยวกับดนตรีทั้งหลายก็ล้มตาย อยู่กันไม่ไหว ทุกวันนี้คุณสามารถดาวน์โหลดเพลงทั้งอัลบั้มมาเก็บไว้ด้วยเงินแค่ร้อยกว่าบาท แต่ถามว่าคุณจำอัลบั้มทั้งหมดได้แบบเมื่อก่อนไหม เมื่อก่อนเก็บตังค์ซื้อเทปคาสเซตต์ม้วนหนึ่ง ฟังจนยืด แล้วจำได้ทุกเพลง จำชื่อเพลงได้ เผลอๆ จำได้ด้วยว่าเพลงนี้กี่นาที เพลงไหนควรคัดไปส่งหญิง นั่นหมายความว่าคุณต้องรู้เพลงเยอะมากเลยนะถึงจะมีเพลย์ลิสต์ในหัวอย่างแม่นยำเพื่อที่จะคัดเพลงไปให้สาวที่คุณจีบอยู่ แต่ทุกวันนี้ถ้าเพลงไม่โดนจริง 3-4 เดือนก็หายไปแล้ว โลกวันนี้มันเร็วมากจนจำอะไรแทบไม่ได้

ค่ายเพลงยังสำคัญอยู่ไหมในเมื่อศิลปินทุกคนมีสื่ออยู่ในมือ?
ค่ายเพลงจะไม่มีความจำเป็นหากศิลปินกลุ่มนั้นมีเงินซัพพอร์ตเพียงพอ หรืออาจจะแค่คิดว่า ทำเพลงเองแบบโฮมสตูดิโอแล้วปล่อยลงยูทูปเท่านั้น แต่หากอยากมีคนซัพพอร์ตเรื่องทุน การโปรโมต ค่ายเพลงจำเป็นมาก แน่นอนในความที่เราเป็นค่าย เรามีเครื่องไม้เครื่องมือมากกว่า เรามีโอกาสในการจะเดินไปในแต่ละช่องทางมากกว่า จริงๆ ผมก็มีน้องๆ หลายวงที่รู้จักกันซึ่งก็ไม่มีค่าย แต่ถ้าทำเพลงดี เขาก็สามารถก้าวเดินไปได้อย่างมั่นคงเหมือนกัน อย่าง Yellow Fang ผมสนิทกับ แพรวา (แพรวา จิรประวัติ ณ อยุธยา-กลอง) ก็เคยถามน้องเขานะว่า Yellow Fang ไปเล่นที่เทศกาลดนตรี Summer Sonic ได้อย่างไร วิธีการของเขาคือดิ้นรนกันเอง แต่พื้นฐานชีวิตของพวกเขาไม่แย่ ทุกคนอยู่ในฐานะพอมีพอกิน แต่กับบางกลุ่มที่มีรายได้จากการเล่นดนตรีอย่างเดียว ต้องดูแลครอบครัว ค่ายเพลงก็อาจจะตอบโจทย์เรื่องนี้ได้มากกว่า ท้ายที่สุดผมก็ยังขอย้ำว่า ไม่ว่าจะมีค่ายหรือไม่มี ต้นน้ำมันต้องดี เพลงจะต้องดีก่อน

1

 

ก่อนหน้านี้คุณเป็นนักดนตรี วันนี้คุณกลายมาเป็นผู้บริหารค่ายเพลง จัดสมดุลทางความคิดและใช้ชีวิตอย่างไร?
งานศิลป์ผมก็ยังอยากทำให้ดี ธุรกิจที่เราต้องดูแลก็ต้องทำให้ดี เพราะถ้าเราทำไม่ดี เราไม่ได้ตายคนเดียว ทีมงานและศิลปินในค่ายจะแย่ไปกันหมด ทุกวันนี้มันคงเป็น 50/50 จากตอน Clash นี่คืองานศิลป์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ธุรกิจอะไรไม่สนใจ จะได้เงินหรือเปล่าไม่สน คิดแค่ว่าอยากทำงาน อยากอยู่สตูดิโอคิดงานเจ๋งๆ ออกมาแค่นั้น เพลงนี้จะทำเงินแค่ไหนไม่รู้ และไม่เคยจะอยากรู้ด้วย แต่วันนี้ทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว ต้องมาคิดว่าทำเพลงนี้ออกไปต้นทุนเท่าไหร่ สิ่งที่ได้รับกลับมามีอะไรบ้าง ทีมงานทำงานหนักเกินไปไหม การทำ Boxx Music ให้เป็น commercial art อยู่ในหัวผมตลอด ซึ่งต้องเท่ด้วย สนามเด็กเล่นแห่งนี้ยังต้องสดใสร่าเริง ต้องมีของใหม่ ทำให้คนส่วนใหญ่เมื่อได้มาดูเด็กๆ เล่นดนตรีในพื้นที่แห่งนี้รู้สึกสนุกให้ได้ ผมอาจจะโชคดีที่ได้ครูดี คุณกริช ทอมมัส (ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายธุรกิจเพลง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน)) ก็เคยสอนเรื่องหลักบริหารที่นำเอาไปเปรียบเทียบกับการแต่งเพลง ต้องวางโครงสร้างก่อน พี่ๆ โปรดิวเซอร์หลายคน ผมก็เรียนรู้จากพวกเขา หรือแม้แต่การที่ผมเติบโตมาจากการเป็นหัวหน้าวง Clash คอยบริหารจัดการเรื่องวงมาก่อน ผมก็นำประสบการณ์ในการเป็นศิลปินมาเล่าให้น้องๆ ศิลปินในค่ายฟัง ซึ่งผมรู้สึกว่ามันเป็นการเติมเชื้อไฟให้พวกเขาได้

คุณเล่าอะไรให้น้องๆ ศิลปินในค่ายคุณฟังบ้าง?
ก็อย่างเช่นเรื่องการขึ้นไปโชว์บนเวที พวกคุณเป็นศิลปินใหม่ใช่ไหม ถ้าคุณกลัว คุณก็จะตายบนเวที คือผมก็จะบอกว่า บนเวทีต้องคิดว่าพวกคุณเจ๋งที่สุด ไม่มีใครฆ่าคุณได้ ก็ด้วยสไตล์ร็อคๆ ของผมน่ะ (หัวเราะ) แต่พอลงเวทีมา คุณก็ต้องยกมือไหว้ให้หมดตั้งแต่ยามยันแม่บ้าน นี่คือสิ่งที่ผมเรียนรู้และลงมือทำ และมันทำให้ชีวิตผมโอเค ก็อยากให้น้องๆ ลองทำตามดู สิ่งเหล่านี้มันเป็นพื้นฐานของมนุษย์ ถ้าคุณมีจิตใจแบบนี้คุณจะอยู่ที่ไหนก็ได้

มองอนาคตของค่าย Boxx Music รวมถึงตัวคุณเองไว้อย่างไรบ้าง?
จากนี้จนถึงอีกประมาณ 2 ปีข้างหน้า ผมมองว่า Boxx Music จะยืนหยัดอยู่ในวงการเพลงบ้านเราได้อย่างเท่เลยล่ะ คงจะมีศิลปินในปริมาณที่มากกว่านี้ ในส่วนของชีวิตตัวเองก็จะพยายามทำเรื่องบริหารให้ดียิ่งขึ้น เพราะผมรู้สึกว่า ที่สุดของการเป็นนักดนตรีหรือธุรกิจอะไรก็ตามแต่คือการบริหาร ไอดอลหรืออาจารย์ของผมก็เริ่มต้นจากการเป็นนักดนตรี โปรดิวเซอร์ และไปจบที่ผู้บริหารซึ่งน่าจะเป็นช่วงระยะที่นานที่สุด ถ้าเป็นไปได้ก็อยากอยู่ในจุดนี้ไปเรื่อยๆ อยากทำให้ Boxx Music อยู่ได้ถึง 10 ปี 15 ปี หรือมากกว่านั้น ผมรู้สึกว่า ถ้ามีความฝัน มันก็ต้องไปให้ถึงสิวะ เราเคยผ่านอะไรหลายอย่างมาแล้ว แค่เราต้องอดทน ต้องผ่านปัญหาและอุปสรรคทุกอย่างไปให้ได้ บางปัญหาแก้ได้ก็แก้ บางปัญหาแก้ไม่ได้ก็ไม่ต้องแก้ ข้ามมันไป ลุยต่อ สิ่งหนึ่งที่ผมบอกตัวเองอยู่เสมอคือ เวลาคุณขับรถออกนอกบ้าน ถ้าคุณเจอหลุม คุณก็แค่ขับรถคร่อมหลุมนั้นไป ถามว่าจะมีสักกี่คนที่จอดรถแล้วหาดินมาโปะหลุมนั้น แต่ถ้าหลุมมันอยู่หน้าบ้านเราสิ ถึงจะต้องรีบแก้ไข


Story by: Chanon B.
Photos by: Pisut S.