03-Mike-Posner-bb14-beat-opener-2016-billboard-hjd-650-1548

 

แค่ที่เราได้ยินในเพลง I Took a Pill in Ibiza นั้นเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความจริง เพราะชีวิตของไมค์ พอสเนอร์มีรสชาติกว่านั้นเยอะ

หลังจากเดินเข้าวงการในปี 2010 ด้วยเพลง Cooler Than Me จนได้ขึ้นอันดับหนึ่งหลายชาร์ต ไมค์ พอสเนอร์ก็ได้ลิ้มรสชาติว่าการอยู่บนจุดสูงสุดนั้นเป็นอย่างไร แต่สี่ปีต่อมา เขาจงใจเดินลงจากยอดเขาแห่งความสำเร็จนั้น ด้วยการบอกลาค่ายเพลงและเนรเทศตัวเองไปหาความหมายของชีวิตที่ยอดเขาจริงๆ ในรัฐยูทาห์

“ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนติดกับดัก ติดกับสิ่งที่ได้มาครอบครอง ติดกับไลฟ์สไตล์ ทุกสิ่งทุกอย่าง จึงตัดสินใจซื้อรถตู้โทรมๆ หนึ่งคันที่มีเตียงอยู่ด้านหลัง ยัดเสื้อผ้าใส่รถ ตัวไหนไม่ใช้ก็เอาไปบริจาคให้หมด และมุ่งหน้าไปยูทาห์กับกีตาร์หนึ่งตัว ด้วยความสงสัยว่าถ้าชีวิตมีแค่นั้นผมจะมีความสุขได้รึเปล่า แล้วเป็นไงรู้มั้ย? มันสุขใจจริงๆ ด้วย”

ผ่านมาสองปีแล้ว ไมค์ พอสเนอร์ในวัย 28 ปีกลับมายิ้มได้อีกครั้งเพราะเพลง I Took a Pill in Ibiza ที่เขาเขียนขึ้นจากความอ้างว้างนั้นไปถึงอันดับหนึ่งในหลายชาร์ตทั่วยุโรปและมาถึงอันดับห้าบนชาร์ต Hot 100 ของบิลบอร์ด เนื้อเพลงท่อนแรกฟังแล้วติดหู (ที่บอกว่าเขาหยิบยาใส่ปากเพื่อโชว์ความคูลให้อาวิชี่เห็น) ประกอบกับซาวนด์ใหม่ที่ได้ดีเจ SeeB เป็นผู้บันดาลเพลงอะคูสติกเนิบๆ ของไมค์ให้ร่าเริงขึ้นด้วยท่วงทำนองอีดีเอ็ม แม้เพลงนี้จะให้เราได้ปล่อยตัวปล่อยใจสนุกไปกับแสงสี แต่ก็มีท่อนที่ดึงเรากลับมาสู่โลกแห่งความจริงได้ “You don’t want to be high like me/Never really knowing why like me/You don’t ever want to step off that roller coaster and be all alone.” ใจความที่แสนเศร้านี้โยงไปถึงอัลบั้ม At Night, Alone อัลบั้มที่สองที่เพิ่งออกเมื่อต้นเดือนนี้ ซึ่งก็ไม่พ้นธีมเศร้าเพราะเกี่ยวกับความตายและความสับสนวุ่นวายของชีวิต

“นี่กังวลอยู่เหมือนกันว่าคนฟังจะมองว่าผมเป็นโรคซึมเศร้ารึเปล่า ที่จริงแล้วผมก็มีความสุขเป็นนะ” ไมค์พูดแก้ตัวไว้ก่อน แถมยังบอกอีกว่าเวลาอยู่ในผับเขายิ้มได้เสมอ “เจ็ดปีที่ผ่านมานี้ผมเจอครบทุกรสชาติเลย”

Mike-Posner-bb14-beat-opener-2016-billboard-djkl-650-1548

 

ไมค์เริ่มเข้าวงการครั้งแรกในปี 2009 สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ถ้าว่างจากชั่วโมงเรียนด้านสังคมวิทยาเขาก็จะนั่งแต่งเพลงที่หอพัก เขานำศาสตร์แห่งป๊อป อาร์แอนด์บี มาผสมกับแรงบันดาลใจจากแร็ปเพอร์คนโปรดอย่าง The Roots, มอส เดฟ และ ทาลิบ ควาลี และ บิ๊ก ฌอน อย่างเพลง Cooler Than Me ที่ขึ้นไปถึงอันดับหกชาร์ตบิลบอร์ด Hot 100 นั้นเขาก็เป็นคนแต่งเอง และยังเป็นเพลงที่ได้เวอร์ชั่นรีมิกซ์มาช่วยฉุดยอดขายขึ้นเช่นกัน

“ผมเคยคิดว่าถ้าคนหนึ่งคนทำเพลงฮิตได้ เขาคงจะได้ท่องไปรอบโลก ใช้ชีวิตมันหยดทั้งวันทั้งคืน ทำเงินมหาศาล” ไมค์หัวเราะแห้ง “ผมคิดเอาเองทั้งนั้น”

ปี 2010 ไมค์เดบิวต์ด้วยอัลบั้ม 31 Minutes to Takeoff และได้ลงมือโปรดิวซ์เพลงระดับแพลทตินัมถึงสองเพลงอย่าง Bow Chicka Wow Wow และ Please Don’t Go อาจดูไม่ได้เว่อร์วังอลังการ แต่เพียงเท่านี้เขาก็ได้ชื่อว่าเป็นคนดังคนหนึ่งแล้ว “กลายเป็นว่าชีวิตต้องเป๊ะตลอด ซึ่งเหนื่อยมาก เช่น ต้องประโคมใช้เครื่องสำอางเพราะผิวไม่ดี ถ้าไม่แต่งหน้าจะออกไปไหนไม่ได้เลย”

วันนั้นเขามีเงินมากพอจนซื้อบ้านหลังใหญ่ที่ลอสแอนเจลิสได้ และเหมือนอย่างที่บอกไว้ในเพลง พอมีเงินล้านก็ผลาญใช้ไปกับผู้หญิงและซื้อรองเท้า

ก่อนบึ่งรถไปยูทาห์ เขาทำเพลงไว้ถึงสองอัลบั้มด้วยกัน แต่ค่ายเพลงอาร์ซีเอเก็บเข้ากรุ “ผมไม่โทษทางค่ายนะ” ไมค์บอก “เพราะเราลองปล่อยบางซิงเกิ้ลแล้วล่ะ แต่มันไม่ได้ใจผู้ฟัง”

กลับเป็นเรื่องตลกร้ายที่เพลง Boyfriend ของ จัสติน บีเบอร์ และ Sugar ของ Maroon 5 ซึ่งไมค์เป็นคนช่วยแต่งนั้นกลายเป็นเพลงที่ดังมาก มีคนบอกไมค์ว่าเขาไม่เหมาะกับการเป็นศิลปิน ควรจะอยู่เบื้องหลังมุ่งหน้าแต่งเพลงก็พอแล้ว“ประเด็นคือ ยังไงตอนนั้นผมก็คิดว่าผมเป็นศิลปินอยู่ดีนั่นแหละ ผมล่ะเกลียดนัก ความคิดที่ว่าต้องเป็นนักแต่งเพลงอย่างเดียว”

หลังจากนั้นไมค์ตัดสินใจบอกค่ายว่าขอหยุดทุกอย่าง ซึ่งทางค่ายตอบตกลง

02-a-Mike-Posner-bb14-beat-opener-2016-billboard-1250

 

จุดพลิกผันชีวิตเกิดขึ้นเมื่อไมค์ได้อ่านหนังสือของแมนด้า พาล์มเมอร์ ชื่อว่า The Art of Asking “เล่มนี้พลิกชีวิตผมเลย ทำให้ผมคิดได้ว่าผมทำดนตรีเพื่อดนตรีเท่านั้นก็พอแล้วนี่นา ไม่ใช่เพื่อสิ่งอื่นใดที่แถมมาด้วย” เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็ออกเดินทางกับกีตาร์และรถตู้คันที่ว่าทันที เขามักจะแวะกลางทางเล่นเพลงให้ผู้สัญจรฟัง “คนได้ฟังแล้วก็บอกว่า เฮ้ นายเจ๋งนะเนี่ย เดินตามฝันต่อไปนะ”

คำชมคือยาชูกำลังชั้นดี ไมค์ตรงดิ่งกลับมาลอสแอนเจลิส เซ็นสัญญากับค่ายไอส์แอนด์ เรคคอร์ดส ที่ช่วยให้เขาได้ทำเพลงแนวโฟล์กป๊อปและได้เติมกลิ่นฮิปฮอปที่เขาสนใจลงไปด้วย บิ๊ก ฌอน ยังมองเห็นความสามารถของไมค์ “ความพิเศษคือเขาไม่เคยลอกใคร เขาปล่อยให้มันเป็นไปไม่ว่าคนจะนิยมหรือไม่ก็ตาม ความ ‘แท้’ ของเขาไม่มีทางเป็นที่ครหาได้เลย”

ไมค์เคยถูกตราหน้าว่าไม่มีแววเป็นศิลปิน แต่ เดวิด แมสซีย์ ซีอีโอแห่งค่ายไอส์แลนด์ เรคคอร์ดส กลับเล็งเห็นศักยภาพนั้น “เพลงของไมค์คือการสารภาพความในใจ เขาถ่ายทอดอะไรมากมายเต็มไปหมด นั่นคือความเป็นศิลปิน”

พอได้เป็นศิลปินขึ้นมาก็ใช่ว่าปัญหาจะจบลง อัลบั้ม The Truth ในปี 2015 ที่เป็นแนวกีตาร์อะคูสติกนั้นมียอดขายไม่ค่อยดีนัก (ทุกวันนี้ยอดแค่แปดพันกว่าก๊อปปี้) ทีมงานจึงยื่นมือเข้ามาช่วยโดยแนะนำว่าน่าจะลองรีมิกซ์เป็นอีดีเอ็มดู เผื่อคนจะสนใจมากขึ้น และก็ได้ผลตามนั้นจริงๆ ทางทีมงานจึงใช้วิธีนี้กับอัลบั้มใหม่ของไมค์ด้วย ซึ่งไมค์ยินยอมและยินดีโดยง่ายดาย “ก็พวกเขาชุบชีวิตให้เพลงของผมนี่ครับ”

ไมค์บอกว่ากลับมารอบนี้เขารับมือกับความสำเร็จได้ดีกว่าแต่ก่อน การออกไปอยู่นอกลอสแอนเจลิสนั้นช่วยได้มาก เขาเพิ่งย้ายกลับมาอาศัยกับครอบครัวที่บ้านเกิดในเมืองดีทรอยท์ จะได้ดูแลใกล้ชิดพ่อที่กำลังป่วยเป็นมะเร็งด้วย ตอนนี้ไมค์ยังโสดและกำลังเลิกดื่มเหล้า เขาบอกว่าห้าเดือนจะดื่มสังสรรค์สักครั้ง แถมยังหันมากินเห็ดบำรุงร่างกายอีกด้วย “มุมมองของผมเปลี่ยนไปแล้ว ผมต้องประสบความสำเร็จอย่างมีสติ รอบที่แล้วผมทำไว้ไม่ค่อยดี แต่ตอนนี้ผมกลับมาอยู่บนโลกของความเป็นจริงแล้ว และจะปีนขึ้นไปอยู่บนยอดเหมือนเดิมให้ได้”

 

 

 

Story and photos by: Billboard
Translated by: Sutthimas R.