Photo_I Like It_300CMYK

ดูเหมือนว่าบทพิสูจน์แรกของวงอินดี้สัญชาติอังกฤษอย่าง The 1975 ในวงการดนตรีจะประสบความสำเร็จอยู่ไม่น้อย เพลงในอัลบั้ม The 1975 ที่วางแผงเมื่อเดือนกันยายนปี 2013 ทยอยขึ้นชาร์ตในหลายประเทศ และสร้างความฮือฮาด้วยการเดบิวต์ขึ้นอันดับ 1 บน UK Albums Chart ด้วยดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อคจัดจ้านที่มีส่วนผสมของซาวนด์อันหลากหลายตั้งแต่ยุค 80s ไล่ไปจนถึงกลางยุค 90s ที่บรรดานักวิจารณ์ต่างยกนิ้วให้ รวมถึงลุคของวงภายใต้เสื้อผ้าอาภรณ์สีดำทะมึน และลีลาร็อคสตาร์ของฟร้อนท์แมนอย่าง แมตตี้ ฮีลี่ย์ ที่กลายเป็นภาพจำของแฟนเพลงอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่เมื่อเดินทางมาถึงสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 พวกเขากลับสลัดคราบความเป็นร็อคเกอร์มาดเท่ทิ้งไว้เบื้องหลัง และเพิ่มเติมสีสันใหม่ๆ ทั้งในเรื่องภาพลักษณ์และซาวนด์ดนตรีที่ทำให้ทั้งเราและเหล่าสาวกอึ้งอยู่พอสมควร

4 หนุ่มจากเมืองแมนเชสเตอร์ แมตตี้ ฮีลี่ย์ (ร้องนำ, กีตาร์), อดัม ฮานน์ (กีตาร์), รอสส์ แม็คโดนัลด์ (เบส) และ จอร์จ แดเนียล (กลอง) นำพาอัลบั้มชื่อยาวเหยียดอย่าง I Like It When You Sleep, For You Are So Beautiful Yet Unaware of It มาทักทายแฟนเพลงด้วยอาร์ตเวิร์กสีชมพูสะท้อนแสง ซึ่งแตกต่างจากอัลบั้มก่อนจากหน้ามือเป็นหลังมือ นั่นอาจเป็นสัญญาณแรกที่บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงที่ทุกคนจะได้ฟังจากอัลบั้มใหม่ของพวกเขา

และเมื่อฟังครบทั้ง 17 แทร็คในอัลบั้ม เราก็พบว่า มันคือความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่พอสมควรสำหรับวงดนตรีที่เพิ่งจะประสบความสำเร็จอย่างสูงจากอัลบั้มแรก แต่ The 1975 กลับเลือกที่จะไม่เดินตามรอยเก่าที่พวกเขาสร้างเอาไว้ การผสมผสานดนตรีฟังก์ร็อคยุค 80s, อาร์แอนด์บี, โซล, แอมเบียนต์ และอีกหลากหลายแนวที่บางเพลงฟังครั้งแรกแทบไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นผลงานเพลงของ The 1975 เลยด้วยซ้ำ

Cover_I like it_300CMYK

น่าสนใจมากที่แต่ละซิงเกิ้ลซึ่งพวกเขาปล่อยออกมาก่อนหน้านี้จะมีความป๊อปอยู่ค่อนข้างสูงมาก แต่รายละเอียดยิบย่อยของซาวนด์กลิ่นใหม่ๆ มีอยู่เพียบ ไม่ว่าจะเป็นซิงเกิ้ลแรก Love Me ไลน์กีตาร์ฟังกี้ใส่เอฟเฟกต์สุดจี๊ดจ๊าด ซินธิไซเซอร์แปลกหูแต่น่าสนใจ รวมถึงดีไซน์การร้องของ แมตตี้ ที่เฟี้ยวไม่หยอก ตามมาด้วย Ugh! ที่แม้เนื้อหาจะหนักหน่วง (เกี่ยวกับเรื่องยาเสพติด) แต่ท่วงทำนองกลับเป็นอิเล็กโทรป๊อปที่ไม่ได้เป็นแพทเทิร์นธรรมดาทั่วไป น่าสนใจทีเดียว The Sound อีกหนึ่งแทร็คที่ซาวนด์อิเล็กทรอนิกส์โดดเด้งมาแต่ไกล และที่สำคัญติดหูแบบสุดๆ

อีกสองแทร็คที่คาดว่าจะดังในอีกไม่ช้า (และเราชอบมาก) ก็คือ Somebody Else บัลลาดเนื้อหาบาดใจจังหวะมีเดียมที่ใส่ความเป็นอาร์แอนด์บีลงไปในเพลงได้อย่างลงตัว และ She’s American ซึ่งไลน์กีตาร์ของ อดัม แพรวพราวเหลือหลาย เรื่องราวพูดถึงความสัมพันธ์ของหนุ่มชาวอังกฤษและคนรักสาวชาวอเมริกันได้น่าสนใจเอามากๆ สองแทร็คนี้ทำให้เรานึกถึงเพลงฮิตของชุดก่อนอย่าง Robbers และ Chocolate อยู่เนืองๆ ยังไม่นับรวม A Change Of Heart, Loving Someone และ This Must Be My Dream ที่มีแนวทางของดนตรีที่แตกต่าง แต่จุดเชื่อมโยงที่เหมือนกันก็คือเมโลดี้ป๊อปๆ ฟังติดหูได้ไม่ยากนั่นเอง

อีกพาร์ตที่น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือ ดนตรีแนวทดลองรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่แน่ว่าอาจเป็นตัวตนของพวกเขาอย่างแท้จริงก็เป็นได้ ไม่ว่าจะเป็นเพลงบรรเลงอย่าง Please Be Naked, Lostmyhead รวมถึงไตเติ้ลแทร็คอย่าง I Like It When You Sleep, For You Are So Beautiful Yet Unaware of It หรือจะเป็น The Ballad of Me And My Brain ที่ทั้งแหวกและแตกต่าง แต่แทร็คที่อยากแนะนำให้ฟังเป็นอย่างยิ่งก็คือ If I Believe You ที่จู่ๆ The 1975 ก็นำพาคนฟังไปสู่ดนตรีกอสเปลได้เท่สุดๆ ไลน์ประสานในท่อนฮุคและเสียงแซกโซโฟนอันตราตรึง บอกได้คำเดียวว่า “ทรงพลัง”

หลังจากที่ท่องเข้าไปในโลกของ The 1975 (หรือจะเรียกว่าโลกของ แมตตี้ ก็ได้ เพราะเขาแต่งเพลงเองเกือบทั้งอัลบั้ม) ที่เต็มไปด้วยความสดใส ดาร์ก จิกกัด ล่องลอย รวดร้าว และอีกหลายความรู้สึกอย่างเต็มเหนี่ยว ก็ปิดท้ายอัลบั้มด้วย 3 แทร็คที่เปรียบเสมือนได้รีแลกซ์จากเรื่องราวอันหนักอึ้งที่ผ่านมา ทั้งป๊อปจ๋าๆ ในเพลง Paris รวมถึงการนำเอาอะคูสติกกีตาร์มาเป็นพระเอกใน Nana และ She Lays Down ที่ดิบๆ เป็นธรรมชาติจนแอบคิดเป็นเดโมเวอร์ชั่นที่ แมตตี้ หยิบกีตาร์มาเล่นเองร้องเองบนเตียงนอนเสียด้วยซ้ำ

Photo_I Like It_300CMYK3

 

โดยรวม The 1975 ยังคงสร้างสรรค์เพลงในแนวทางความเป็นอัลเทอร์เนทีฟอยู่อย่างเข้มข้น เพียงแต่ในอัลบั้ม I Like It When You Sleep, For You Are So Beautiful Yet Unaware of It มีการลดทอนความเป็นร็อคลงไปพอสมควร เราจะไม่ได้ยินซาวนด์แบบ Robbers หรือ Sex ในอัลบั้มนี้ อย่างไรก็ตามในบางแทร็ค อาทิ Love Me หรือ She’s American ก็ยังสามารถทำให้เราคิดถึงสิ่งที่เราได้ยินจากอัลบั้มชุดก่อนได้ สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาชัดเจนที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของซาวนด์จากซินธิไซเซอร์หลากหลายรูปแบบที่พวกเขาเลือกนำมาใช้ได้อย่างลงตัวและน่าสนใจ รวมไปถึงการทดลองสิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะซาวนด์แอมเบียนต์ที่สร้างบรรยากาศได้ “ถึง” อารมณ์ เสมือนเป็นการต่อยอดจากเพลงอย่าง Menswear หรือ M.O.N.E.Y ในอัลบั้มที่แล้ว แต่ที่น่าปรบมือให้อย่างยิ่งคงเป็นความกล้าในการมุ่งไปสู่อีกขั้วหนึ่งของสรรพเสียงที่ The 1975 ไม่เคยแตะมาก่อนกับพลังแห่งดนตรีกอสเปล และเนื้อหาที่เชื่อมโยงถึงพระเจ้าในแทร็ค If I Believe You ที่ทำออกมาได้น่าทึ่งมากทีเดียว

ที่เหลือคงต้องรอลุ้นแล้วล่ะว่า แฟนเพลงของพวกเขาจะยังคงยึดติดกับสิ่งเดิมๆ จากอัลบั้มชุดก่อนจนไม่ยอมเปิดใจรับในสิ่งใหม่ๆ ที่ The 1975 สร้างสรรค์ออกมาในอัลบั้มชุดล่าสุดนี้หรือไม่

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Universal Music Thailand