londer-than-ever-stage-1

เวที Louder Than Ever

 

บาหลี… เมื่อได้ยินชื่อ สิ่งที่แล่นเข้ามาในหัวก็คือภาพของเกาะสวรรค์ที่รายล้อมไปด้วยทะเลและชายหาดอันสวยงาม มีวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมสไตล์บาหลีที่น่าทึ่ง จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนักที่บาหลีอัดแน่นไปด้วยผู้คนจากทั่วโลกที่หลั่งไหลกันมาด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป บ้างก็มาเพื่อแสวงหาความสุขความสนุกจากการปาร์ตี้ บ้างก็มาเพื่อแสวงหาความสงบ บ้างก็มาเล่นกีฬาทางน้ำ แล้วบาหลีสามารถตอบสนองความต้องการของทุกคนด้วยนี้สิ

แต่สำหรับการไปบาหลีในครั้งนี้ของเราน่าจะเรียกว่าแตกต่างจากที่เคยได้ยินมา เพราะเรามาเพื่องานเทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอินโดนีเซียกับ Soundrenaline 2016 ที่มาพร้อมกับสโลแกน “Louder Than Ever” วงที่จะขึ้นเล่นส่วนใหญ่นั้นเป็นวงจากประเทศอินโดนีเซียทั้งสิ้น จะมีก็แต่เพียงวงเฮดไลเนอร์อย่าง Simple Plan, The Temper Trap และ Bloc Party ที่พอจะคุ้นหูอยู่บ้าง

Day l

เริ่มต้นเช้าวันวันแรกของเทศกาลด้วยการแอบไปสำรวจชายหาดต่างๆ อันขึ้นชื่อของเกาะ ทั้งหาดปาดัง และหาดอูลูวาตูที่มีเกลียวคลื่นเหมาะแก่การการเล่นเซิร์ฟจนดึงดูดเหล่านักเล่นเซิร์ฟทั่วโลกมาที่นี้  ทางเราที่เล่นเซิร์ฟไม่เป็นแล้วไม่คิดแต่จะลอง ก็ได้ด้อมๆ มองๆ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่เทศกาลดนตรี Soundrenaline ที่เริ่มต้นในช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันเสาร์ หลังจากเดินทางได้เพียงอึดใจจากที่พักก็ต้องพบกับการจราจรที่หนาแน่น เรียกได้ว่ากว่าจะฝ่าเข้าไปถึงสถานที่จัดงานได้เล่นเอาเหนื่อยทีเดียว แต่นั่นเป็นเพียงด่านแรกเพราะผู้มาร่วมงานทุกคนต้องเดินเท้าขึ้นเขาเพื่อไปยังประตูทางเข้า

เริ่มแรกจากการเดินสำรวจงานโดยรวมก่อน ซึ่งสถานที่จัดงานนั้นถือว่ากว้างใหญ่พอสมควร เพราะมีขึ้นในสวนพระวิษณุ (Garuda Wisnu Kencana Cultural Park) ด้วยเวทีกว่า 5 เวที โดยแบ่งออกเป็น 2 เวทีใหญ่ คือ A Stage และ Louder Than Ever  อีก 1 เวทีใหญ่ที่อยู่ด้านล่างเนินเขาที่มาพร้อมกับขั้นบันไดกว่าร้อยขั้นคือ Go Ahead stage 1 เวทีในโรงละคร Amphitheater Stage และ 1 เวทีสำหรับเป็นพื้นที่แสดงความสามารถของศิลปินหน้าใหม่กับ Express Yourself

จากการเดินสำรวจจนทั่วก็พอจะรู้ได้ว่ากลุ่มคนที่มาส่วนใหญ่จะเป็นวัยรุ่นและส่วนใหญ่มากันเป็นกลุ่ม จะมีฝรั่งชาวต่างชาติบ้างประปรายเล็กน้อย การแต่งตัวส่วนใหญ่ก็จะมาแนวสบายๆ แค่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ ทั้งนี้ทั้งนั้นคีย์หลักของการแต่งตัวไปเทศกาลดนตรีจริงๆ แล้วก็คือเน้นความสบายเข้าไว้ เพราะอย่าลืมว่าเป็นงานกลางแจ้งทั้งแสงแดด ทั้งฝุ่น แถมยังต้องเดินต้องยืนตลอดทั้งวัน ผู้เขียนใส่รองเท้าบูท Dr. Martens ไปแล้วก็ถึงกับได้รู้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดมหันต์

 

1
3
2

บรรยากาศรอบๆ งานและบันไดที่เป็นตัวแยกเวทีด้านบนและด้านล่าง

 

ในงานครั้งนี้เวทีที่เราไปปักหลักเป็นส่วนใหญ่นั้นคือ Go Ahead stage ที่เป็นเวทีด้านล่างเนินเขา เพราะว่าเมื่อลงไปแล้วก็เกิดอาการขี้เกียจเดินขึ้นเขามาอีกครั้งนั้นเอง เราเลยได้ไปยืนดูวงดนตรีที่มาจากบาหลีแท้ๆ อย่าง The Hydrant ที่มาพร้อมกับดนตรีแนว Rockability สุดมัน งานนี้ก็ได้รู้จากคนบาหลี ว่าจริงๆ แล้วชาวบาหลีนั้นชอบดนตรี Rockability มาก ได้ยินเป็นต้องลุกขึ้นมาเต้นตามๆ กัน

ได้ยินอย่างนั้นแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่าจริงๆ แล้วชาวอินโดนีเซียนั้นชอบร็อคกันเป็นชีวิตจิตใจหรือไม่ เพราะถ้าดูจากไลน์อัพของวงดนตรีในเทศกาลนี้แล้วจะพบว่ากว่าเกือบทั้งหมดคือวงร็อค แล้วคำตอบก็เป็นอย่างที่เราคิดไว้จริงๆ ด้วยคำยืนยันจากนักเขียนจากจาการ์ตาว่าคนอินโดฯ ชอบเพลงร็อคมากถึงมากที่สุด โดยเฉพาะกับเทศกาลดนตรี Soundrenaline ที่เน้นสำหรับชาวร็อคเป็นหลัก ปีนี้เป็นครั้งแรกที่มีการเพิ่มดนตรีแนวอื่นๆ มาเป็นทางเลือกให้แก่คอดนตรี

เมื่อพูดถึงดนตรีแนวทางเลือก เราก็พากันเดินขึ้นเขาอีกครั้งเพื่อไปยังเวที Amphitheater Stage ที่อยู่ในโรงละคร โดยเวทีนี้ส่วนใหญ่จะเป็นวงอินดี้ของชาวอินโดฯ แล้วในขณะนั้นก็เป็นวง Stars and Rabbit กำลังเล่นอยู่ ซึ่งแค่เพียงไม่กี่วินาทีที่เราได้ยินเสียงเพลงของวงนี้ก็ถึงกับหยุดนิ่งราวกับโดนสะกดไว้ด้วยเสียงของนักร้องนำหญิง ประกอบกับจังหวะดนตรีที่เข้ากันเป็นอย่างดี จนทำให้เรารู้สึกโชคดีมากที่มาเจอวงนี้กำลังเล่นอยู่ Stars and Rabbit นั้นเป็นวงดนตรีอินดี้อินโดฯ ที่กำลังมาแรงแบบสุดๆ และมีกลุ่มแฟนเพลงเป็นจำนวนมาก พอได้ยินอย่างนั้นก็หายสงสัยกับจำนวนคนดูหน้าเวที ที่เรียกได้ว่ามีอารมณ์ร่วมแบบสุดๆ ทั้งร้องตาม ปรบมือ แบบเต็มที่มากจนทำเอานักร้องนำนั้นถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ นับว่าเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ด้วยเสน่ห์ของความเป็นกันเองของศิลปินและคนดูจึงทำให้เราตัดสินใจปักหลักที่เวทีนี้ จนกระทั่งวงต่อไปขึ้นมาคือ Goodnight Electric ที่บอกไว้ก่อนเลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากวงนึ้ขึ้นมาคือความบ้า ความไม่คาดฝันของทั้งศิลปินและคนดู เพราะเพียงแค่เริ่มเล่นไปไม่กี่เพลง ทางวงก็ได้พาเหล่าคนดูล่องลอยไปซาวนด์ดนตรีแบบอิเล็กโทรสุดเจ๋ง และที่เด็ดสุดก็ขึ้นแฟนเพลงได้กรูกันขึ้นไปบนเวทีเพื่อร่วมกระโดดโลนเต้นไปกับวง นาทีนั้นไม่มีใครนั่งอยู่กับที่แล้วเพราะต่างลุกขึ้นมาขยับจังหวะตามเสียงดนตรี จนทำให้บรรยากาศราวกับคลับที่ทุกคนต่างเมามายไปกับเสียงเพลงโดยไร้ซึ่ง แอลกอฮอล์ใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง

 

5-stars-and-rabbit-2-soundrenaline-2016-ihsan-ahmad
6-goodnight-electric-2
7-goodnight-electric-3

(บน) นักร้องนำวง Stars and Rabbit ถ่ายโดย Ihsan Ahmad (ล่าง) วง Goodnight Electric และแฟนๆ ที่วิ่งขึ้นไปกระโดดโลนเต้นบนเวที

 

ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องแอลกอฮอล์แล้วก็ขอพูดนิดนึงว่าคนที่นี้ไม่ใช่นักดื่มแอลกอฮอล์กันสักเท่าไร เครื่องดื่มสุดฮิตที่วัยรุ่นแทบจะทุกคนถือกลับกลายเป็นน้ำฝรั่งสีชมพู เรียกได้ว่าน่ารักไปอีกแบบ แต่คนที่นี่ก็สูบบุหรี่กันจัดมากจนนึกว่าหมอกลงในบางครั้ง

ก่อนจะยาวไปมากกว่านี้เพราะยังมีวันที่สองรออยู่ ขอปิดท้ายงานวันแรกด้วยหนึ่งในวงเฮดไลเนอร์ของเทศกาลกับวงร็อคที่อยู่คู่กับขาร็อคมาอย่างยาวนานอย่าง Simple Plan เมื่อเราเดินไปถึงเวทีใหญ่เพื่อรอดูวงนี้ ก็พบว่าคนส่วนใหญ่นั้นตีตั๋วกันเข้ามาดูวงนี้โดยเฉพาะ จึงทำให้บรรยากาศนั้นแน่นขนัดและเบียดเสียดกันจนแทบจะยืนไม่ได้ ด้วยความเป็น Simple Plan ก็สาดเพลงฮิตใส่แฟนๆ รัวๆ แบบจัดเต็มตั้งแต่ Opinion Overload, Jetlag ที่ได้นักร้องหญิงเจ้าถิ่นมาร่วมแจม จนถึงเพลงฮิตอย่าง Welcome to My Life, Your Love Is a Lie และอีกเพียบ ถึงแม้วงจะใส่เต็มที่แต่ก็ผิดคาดกับคนดูที่แลดูจะออกอาการเนือยๆ นิ่งๆ อันนี้ไม่รู้เพราะว่าตะลุยงานมาทั้งวันหรือเพราะเสียงร้องอันอู้อี้และแทบจะฟังไม่รู้เรื่องของนักร้องนำกันแน่…

 

8-simple-plan-1-soundrenaline-2016-raynaldi-wahyu

Pierre Bouvier นักร้องนำวง Simple Plan ถ่ายโดย Raynaldi Wahyu

 

DAY II

เริ่มต้นด้วยเวที Go Ahead stage เพราะด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าใกล้ทางเข้ามากที่สุดถ้าเข้ามาจากด้านล่างเขา ขณะนั้นวงอินดี้จากจาการ์ตา Efek Rumah Kaca กำลังเล่นอยู่บนเวที ที่ถ้าว่ากันตรงๆ ฟังไม่รู้เรื่องเพราะว่าเนื้อร้องนั้นเป็นภาษาอินโดฯ แต่ถ้าฟังจากภาษาทางดนตรีแล้วก็ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะยืนดูแล้วโยกตามไปกับซาวนด์ด้วยเสียงกีตาร์และกลองช้าๆ เนิบๆ ชวนล่องลอย แถมบรรยากาศตอนนั้นก็เป็นตอนที่พระอาทิตย์กำลังตกดินเรียกได้ว่าโรแมนติกสุดๆ งานนี้แอบเห็นคู่รักหลายๆ คู่แอบซบกันเป็นแถวๆ ส่วนเราก็ได้แต่ปลีกตัวรวบรวมพลังแล้วเดินขึ้นบันไดร้อยกว่าขั้นไปเวที Louder Than Ever ด้านบน

ขณะนั้นวง Barasuara กำลังจะขึ้นเวทีพอดี และด้วยความที่คนยังไม่แน่นเท่าไรจึงทำให้อยู่ดีๆ ก็ได้เข้ามายืนอยู่ด้านหน้าเวทีแบบใกล้ชิดสุดๆ ซึ่ง Barasuara นั้นกำลังเป็นอีกหนึ่งวงที่มาแรงของวงการเพลงอินโดฯ เมื่อเสพย์ดนตรีจากเวทีใหญ่ไปสักพักก็เริ่มรู้สึกเอียน จึงเดินกลับไปตายรังที่เวทีในโรงละครที่เดิม พร้อมกับดนตรีแบบชิลล์ๆ จากวงร็อคที่ดังมากในวงการอินดี้ของจาการ์ตา(ตามคำบอกเล่า) กับ Sore ที่แน่นอนว่าทำให้เราไม่เคยผิดหวังเลยกับการตัดสินใจมุ่งดูแต่วงอินดี้ในงานเทศกาลดนตรีใหญ่ๆ ขนาดนี้

 

10-efek-rumah-kaca-2-soundrenaline-2016-ihsan-ahmad

วงดนตรี Efek Rumah Kaca จากจาการ์ตาบนเวที Go Ahead stage ถ่ายโดย Ihsan Ahmad

11-barasuara

วง Barasuara ด้วยบรรยากาศแบบชิดเวที

12-sore

วง Sore

 

และในที่สุดช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจก็มาเยือนเพราะว่าทั้งสองวงโปรด The Temper Trap กับ Bloc Party ดันมาเล่นในเวลาไล่เลี่ยกันแล้วประเด็นคือเวทีก็ห่างกันแบบมีบันไดร้อยกว่าขั้นมาขวาง หลังจากคิดไปคิดมาจึงตัดสินใจได้ว่าวิ่งวนเอาระหว่างสองเวทีดีกว่า เพราะไหนๆ ก็มาแล้ว พอคิดได้อย่างนั้นเลยวิ่งไปเวทีใหญ่เพื่อดู The Temper Trap ปรากฏว่าเลท ทั้งๆ ที่เป็นเวลาที่วงต้องขึ้นแล้วแต่วงก่อนหน้านั้นเพิ่งจะขึ้นเวที เราไม่รอช้ารีบวิ่งลงบันไดร้อยกว่าขั้นลงไปเวทีด้านล่างเพื่อรอดู Bloc Party ปรากฏว่าก็เลทเหมือนกัน ที่นี้ก็เคว้งเลยจะเอายังไงต่อดีเลยตัดสินใจเดินขึ้นบันไดอีกรอบเพื่อไปที่ห้องสื่อเพื่อรอ

เอาล่ะในสุดก็ถึงช่วงเวลาสุดท้ายของเทศกาลกับวงปิดท้าย The Temper Trap ที่ขนเอาเพลงฮิตทั้งเก่าและใหม่มาเอาใจแฟนๆ ด้วยการที่นักร้องนำนั้นเป็นชาวอินโดฯ โดยกำเนิดจึงมีการทักทายแล้วพูดคุยเป็นภาษาอินโดฯ จนทำเอาเราที่ฟังไม่รู้เรื่องถึงกับเกาหัว ในส่วนของคนดูที่นี้ก็แอบแปลกนิดนึงตรงที่ว่าถึงเพลงจะมันขนาดไหนก็ไม่เต้นกันหรือแทบจะไม่ขยับตัวเลยก็มี ที่เด็ดสุดก็คงจะเป็นการนั่งกับพื้นราวกับมาปิกนิก จนกระทั่งที่วินาทีเพลง Sweet Disposition อันคุ้นหูดังขึ้นมาก็ไม่มีใครนั่งติดพื้นแล้ว ต่างพากันยืนแล้ววิ่งไปหน้าเวที เรียกได้ว่าอานุภาพของเพลงนี้นั้นช่างร้ายแรงจริงๆ ซึ่งทางวงก็ใส่เต็มที่ ทั้งเสียงร้องทั้งดนตรีพร้อมกับเสียงร้องตามแบบกระหึ่มจากคนดู จนทำให้บรรยากาศตอนนั้นเรียกได้ว่าบรรยายเป็นคำพูดแทบไม่ถูกเพราะใครจะคาดคิดมาก่อนว่าเราจะได้มายืนดูวงที่ชอบกำลังเล่นเพลงโปรดในสถานที่ที่ฝันมาตลอดว่าต้องได้มาสักครั้งในชีวิตอย่างเกาะบาหลี และเมื่อทั้งดอกไม้ไฟและพลุได้ถูกกระหน่ำยิงขึ้นฟ้าพร้อมกับดวงตาที่เอ่อไปด้วยน้ำตาแห่งความสุข (ไม่ใช่จากสะเก็ดดอกไม้ไฟนะ) เป็นฉากหลังของช่วงเวลาที่ยากจะลืม

แต่เมื่อฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า Bloc Party กำลังเล่นอยู่ ก็รีบปาดน้ำตาแล้ววิ่งแบบไม่คิดชีวิตลงบันไดร้อยกว่าขึ้นเพื่อไปเวทีข้างล่าง ซึ่งเอาจริงๆ ถ้าสะดุดหกล้มตกเขาไปก็ไม่รู้ว่าคุ้มหรือเปล่า แต่ตอนนั้นวิ่งแบบไม่คิดชีวิตจริงๆ แล้วก็ทันดู Bloc Party จนได้ แล้วก็ไม่ผิดหวังเพราะทางวงนั้นใส่พลังกันอย่างเต็มที่ด้วยเพลงคุ้นหูอย่าง The Love Within แต่เป็นอันต้องเหวอเพราะนั้นคือเพลงสุดท้ายที่ทันดู แต่ด้วยเสียงเรียกจากแฟนๆ ประกอบกับทางวงบอกว่าไหนๆ พวกเขาก็ไม่ได้มาแถวนี้บ่อยๆ แล้วเลยจัดอังกอร์ไปเต็มๆ อีกสองเพลงกับ Flux และ Helicopter ที่ทำให้ทุกคนนั้นโยกกันแบบลืมตัวปิดท้ายงานเทศกาลดนตรี Soundrenaline 2016

 

13-temper-trap-1-soundrenaline-2016-ihsan-ahmad

The Temper Trap กำลังวาดลวดลายกับเพลงฮิต Sweet Disposition ถ่ายโดย Ihsan Ahmad

temper-trap-3-soundrenaline-2016-ihsan-ahmad

บรรยากาศด้านหน้าเวที A Stage ถ่ายโดย Ihsan Ahmad

bloc-party-2

Bloc Party ขึ้นเล่นเป็นวงปิดเทศกาลดนตรีบนเวที Go Ahead Stage

bloc-party-4-soundrenaline-2016-ihsan-ahmad

Kele Okereke นักร้องนำจากวง Bloc Party ถ่ายโดย Ihsan Ahmad

the-temper-trap-4

ดอกไม้ไฟปิดฉากเทศกาลดนตรี Soundrenaline 2016

Story by Aekkachai S.

Photos by  Ihsan Ahmad, Raynaldi Wahyu, Aekkachai S.