_N1A7480 Logo

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ปาล์มมี่-อีฟ ปานเจริญ คือศิลปินหญิงระดับแนวหน้าของเมืองไทยที่มีแฟนเพลงมากมายรอคอยจะได้ฟังผลงานใหม่ของเธอ จากความสำเร็จตั้งแต่อัลบั้มแรกในชีวิตอย่าง Palmy เมื่อปี 2001 สู่อัลบั้มถัดมาอย่าง Stay (2003), Beautiful Ride (2006) และ 5 (2011) พร้อมคลังเพลงฮิตนับไม่ถ้วนที่ทุกวันนี้ทุกคนยังร้องตามได้กันกระหึ่ม อาทิ อยากร้องดังดัง, Ooh!, ความเจ็บปวด, แปดโมงเช้าวันอังคาร, คิดมาก, กา กา กา ฯลฯ ล่าสุด ปาล์มมี่ ก็ได้ฤกษ์ปล่อยซิงเกิ้ลใหม่ที่ชื่อ นวด ออกมาให้ฟัง กับความครึกครื้นของท่วงทำนองที่เมื่อฟังแล้วต้องขอขยับแข้งขยับขาตามอีกครั้ง แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือเรื่องของพัฒนาการที่เธอยกระดับตัวเองจากการเป็นแค่ ‘นักร้อง’ สู่การดูแลในทุกขั้นตอนการผลิต รวมถึงเป็นโปรดิวเซอร์ร่วมในซิงเกิ้ลดังกล่าว นอกจาก บิลบอร์ด ไทยแลนด์ จะชวนเธอคุยถึงบทบาทใหม่ของเธอแล้ว ปาล์มมี่ยังเล่าถึงเคล็ดลับส่วนตัวในการทำเพลงที่ใช้วิธีลองผิดลองถูกมาตลอด 16 ปีในวงการ เรื่องสนุกและไม่สนุกที่เธอพบเจอ และความท้าทายของการเป็นนักร้องในทุกวันนี้ที่เธอยังคงมองว่า ต้องเก่งขึ้นกว่านี้ให้ได้

 

จากอัลบั้ม 5 เมื่อปลายปี 2011 จนมาถึงซิงเกิ้ล นวด ดูเหมือนว่ากระบวนการในการทำเพลงของคุณจะใช้ระยะเวลานานพอสมควร?
จริงๆ ที่หายไปกว่า 5 ปีมี่ก็ทำเพลงตลอด แล้วก็ทัวร์คอนเสิร์ตด้วย แต่เรื่องเพลงมี่ไม่ได้ทำทุกวัน อย่างเพลง นวด การเรียบเรียงคือกระบวนการที่ยากที่สุด คือเรียบเรียงอย่างไรให้มันพอดี ไม่ได้ด้อยเกินไป หรือฟังไม่รู้เรื่องจนเพลงอื่นๆ ของมี่มันเข้ากับ นวด ไม่ได้ แล้วด้วยความที่มี่ทำเพลงอื่นมาก่อนด้วย พอมี่ได้เนื้อและทำนองมาปุ๊บ ก่อนอื่นเลยคือหาเทมโป้ แล้วเรื่องเทมโป้เป็นอะไรที่ถกเถียงกันอยู่ระยะใหญ่เลย มี่อยากได้เร็วๆ แต่ทีมของมี่อีกคนก็บอกว่าเร็วไปหรือเปล่า เร็วไปมันฟังไม่รู้เรื่องนะ เนื้อมันจะเร็วและถี่มาก เราก็บอกว่าไม่ได้ เพราะมี่เล่นคอนเสิร์ตอยู่ทุกสัปดาห์ มี่จะรู้สึกได้ว่า เทมโป้ประมาณนี้เหมาะกับการเพอร์ฟอร์มของมี่ แล้วมี่รู้สึกว่ามันเป็นจังหวะที่คนเขาเต้นกำลังดี จริงๆ เราทำไว้หลายเวอร์ชั่นมาก มีทั้งการเรียบเรียงที่เป็นอีกแบบ เบสเดินอีกแบบ กลองอีกแพตเทิร์นหนึ่ง ทำไปทำมาจนเสร็จ แล้วก็ส่งไปอัดที่เมืองนอก พอเขาส่งกลับมา มันไม่ใช่อะ ไม่ชอบแล้ว ก็เลยเสียเวลาไปอีก เพราะการทดลองของมี่คือการลงมือทำ มี่ไม่ได้เป็นโปรดิวเซอร์มืออาชีพพอที่จะสามารถพูดได้ว่า ไปทางนี้แล้วมันจะดีมาก ของมี่คือต้องลองและฟัง ฟังแล้วไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ ก็คือพัง ทิ้ง แล้วเริ่มต้นใหม่ ก็เลยใช้เวลานาน เพลง นวด นี่ทิ้งไป 4 รอบ

ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ตัดสินว่ารอบนี้แหละคือใช่แล้ว?
มันจะรู้สึกเอง มี่ก็ยังใช้จิตใต้สำนึกในความรู้สึกของเราที่ฟังแล้ว เอ้อ ว้าว ขนลุก เราชอบ หรือการฟังหลายๆ ครั้ง เปลี่ยนที่เปลี่ยนบรรยากาศ ถ้ามันเพราะและเรารู้สึกดีแล้ว ฟังที่ไหนก็ดี มี่บ้า มี่โรคจิตประมาณนั้นเลย (หัวเราะ)

การทดลองด้วยการลงมือทำมันส่งผลกับเพลงของคุณอย่างไร?
ไม่รู้เหมือนกันนะ แต่มี่ใช้วิธีนี้มาตั้งแต่แรก มี่คิดว่าเราลองผิดลองถูกเป็นเพราะเราไม่เก่ง นึกออกไหม เราไม่ได้เก่งขนาดที่ว่าสามารถทำครั้งเดียวแล้วมันตรงเป้าหมายได้เลย อย่างในอัลบั้ม 5 มี่จำได้ว่า มี่ร้องเพลง คิดมาก อยู่หลายทีมากจนพี่ก้อ (ณฐพล ศรีจอมขวัญ) โปรดิวเซอร์มาบอกว่า มันได้แล้วล่ะมี่ แต่พอมี่กลับมาฟังที่บ้านแล้วมี่นอนไม่หลับเลย ซึ่งถ้ามี่นอนไม่หลับมันแปลว่ามีอะไรสักอย่างที่มันคาใจ เราก็เลยบอกพี่ก้อว่า พี่ขอร้องอีกทีหนึ่งเถอะ ขอทำใหม่ แล้วปรากฏว่า พอมี่ไปร้องใหม่ มันก็คือเวอร์ชั่นที่ทุกคนได้ฟังอยู่ทุกวันนี้ แต่มันคงเป็นเพราะว่าเรายังหาทางกับมันอยู่

ซึ่งในซิงเกิ้ล นวด คุณก็ได้ร่วมงานกับทั้ง อู๋-ยศทร บุญญธนาภิวัฒน์ (มือกีตาร์และนักร้องนำวง The Yers), แจ๊ป-วีรณัฐ ทิพยมงคล (มือกีตาร์และนักร้องนำวง The Richman Toy) และ เงาะ-พีระนัต สุขสำราญ (มือกีตาร์วง The Richman Toy) ได้รับประสบการณ์อะไรจากการทำงานกับทีมนี้บ้าง?
มันเป็นความสบายมากเลย เหมือนมีเพื่อนคุย มาเรียนรู้กันในวิธีการของพวกเขา เราก็ยืนยันในสิ่งที่เราเคยผ่านประสบการณ์การทำงานในอีกวิธีหนึ่งมา คือถ้าเรียกกันตรงๆ พวกเขาก็จะสายอินดี้ใช่ไหม ซึ่งวิธีการทำงานก็อาจจะเป็นอีกแบบ ซึ่งก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่มี่ถือว่าข้อดีมันมีมากกว่าตรงที่ว่า ทุกอย่างรีเฟรชขึ้น มันมีวิธีการบางอย่างที่ อ้อ โอเค มันง่ายแค่นี้เองเหรอ งั้นมี่จะไปแบกรับอะไรที่เครียดขนาดนั้น เพลงก็คือเพลง คือการสร้างความบันเทิง ถ้าเราทำงานด้วยความกดดันและเครียดมาก งานมี่ก็จะออกมาทึมๆ เสมอ แต่ครั้งนี้มี่ถือว่าได้บัดดี้ที่เรียกได้ว่าเป็นน้องที่สนิทแล้วล่ะหลังจากที่เริ่มทำงานด้วยกัน

ซึ่งคุณก็มีชื่อเป็นโปรดิวเซอร์ร่วมกับ อู๋ The Yers ด้วย คุณมองภาพการเป็นโปรดิวเซอร์ของตัวเองไว้บ้างหรือยัง?
คือมันเริ่มจากการที่มี่ดูแลการผลิตด้วยตัวเองทั้งหมด แล้วชวนอู๋มาช่วยในพาร์ตการแต่งเพลง วันที่มี่ชวนอู๋มาทำงาน มี่ก็มีเพลงที่แต่งเอาไว้ค่อนข้างเยอะ แล้วก็อยากให้เขาฟัง เหมือนมาทำงานด้วยกัน แต่พอถึงจุดหนึ่งอู๋ก็จะมีงานของเขา เลยกลายเป็นว่ามี่มาดูแลการผลิตอย่างเต็มตัว ดูตั้งแต่เนื้อ ทำนอง ทุกอย่างที่เห็นเป็นภาพในเพลง นวด หรือในพาร์ตครีเอทีฟ มี่ก็ต้องทำด้วย ส่วนเพลงอื่นๆ มี่ก็ทยอยๆ หาคนเรียบเรียงที่เหมาะสม เราเป็นคนดูแลทุกอย่างที่มันออกมา ทุกอย่างต้องผ่านมี่หมด แล้วเมื่อสักประมาณปีที่แล้ว มี่เริ่มเซ็ตเครื่องเพื่อทำเพลงที่บ้านให้เป็นเรื่องเป็นราว ลงโปรแกรมทุกอย่าง แล้วก็เรียนรู้เรื่องพวกนี้ เพื่อที่จะสามารถขยับไปเองได้

สังเกตได้ว่าตั้งแต่อัลบั้มแรก เพลงเร็วของคุณก็จะสนุกสุดขั้ว ส่วนเพลงช้าก็เศร้าเหลือเกิน นี่คือโจทย์ที่คุณตั้งไว้ก่อนจะทำเพลงหรือแม้แต่อัลบั้มหรือเปล่า?
จริงๆ ตอนชุดแรกไม่มีใครตั้งโจทย์อะไรเลย ตอนนั้นค่ายเหมือนจะพยายามเอาสิ่งที่เราเป็นออกมานำเสนอให้มากที่สุด วิธีการทำงานก็คือ มี่จะเข้ามาขลุกอยู่กับคนเขียนเนื้อเป็นประจำ ทำความรู้จักกัน คุยกันถึงเรื่องมุมมองต่างๆ เราต้องการให้เนื้อเพลงไปทางไหน มี่ก็จะมีทีมที่คอยนั่งเฝ้าและมอนิเตอร์ว่า เพลงนี้เราจะหยิบเรื่องนี้มาพูดดีไหม มี่รู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้ มันก็เลยเป็นเรื่องราวที่ออกมาจากสิ่งที่เราต้องการจะพูดจริงๆ ก็เกิดมาเป็นเพลง อยากร้องดังดัง, อยู่ต่อได้หรือเปล่า หรือคำบางคำที่เป็นตัวเรามากๆ เหมือนเพลง พื้นที่ส่วนตัว หรือ ขออยู่คนเดียว มันก็เลยเป็นวิธีการทำงานที่มี่เคยชินและทำมาเรื่อยๆ พอทำออกมาแล้วคนชอบ เราก็รู้สึกว่า โอเค งั้นก็เป็นทิศทางที่ดีสิ ถ้าอย่างนั้นเราก็แค่เอาแง่มุมที่เรารู้สึกมาพูด แค่นั้นเอง คนฟังก็อาจจะเห็นเป็น 2 พาร์ตตลอดเวลา พอสนุกก็สนุกลั่นบ้านเลย พอรู้สึกแย่หรือเพลงที่ intimate มากๆ ก็จะดีพลงไป

สำหรับอัลบั้มชุดใหม่นี้ก็ยังใช้วิธีการเดิม?
ก็ใช่ แต่ชุดนี้มี่ไม่ค่อยได้เอาเวลาไปทำเพลงช้าเลย เพราะรู้สึกว่ามี่มีเพลงช้าในอัลบั้มชุดก่อนๆ ค่อนข้างเยอะ บางทีเวลาเล่นคอนเสิร์ตมี่ต้องตัดเพลงช้าพวกนี้ออกด้วยซ้ำไป เพราะมี่มีอยู่ 15 เพลงที่คัดเลือกมา แต่บางที่สามารถเล่นได้แค่ประมาณ 4 เพลง เพราะคนมาเทศกาลดนตรีก็อยากสนุก แล้วมี่แค่อยากออกมาสนุกไง โจทย์ในการทำอัลบั้มชุดใหม่นี้มี่จึงไม่ค่อยเพ่งไปที่เพลงช้าสักเท่าไหร่ แต่พอปล่อยเพลง นวด ออกไป คนก็เริ่มพูดถึงว่ารอฟังเพลงช้า พอคนพูดถึงมากๆ มี่ก็รู้สึกว่า สงสัยจะต้องให้ความสำคัญกับเพลงช้าบ้าง (หัวเราะ)

plammy-2-900

การที่คุณหายไปค่อนข้างนานสร้างความกังวลหรือกดดันให้คุณไหมว่า แฟนเพลงจะตอบรับอย่างไรในยุคสมัยที่หลายสิ่งหลายอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว?
กังวลสิคะ กังวลมากๆ เลย มันเป็นอาชีพของมี่ แล้วมันก็มีผลตามมาต่อหลายๆ อย่างที่มี่กำลังจะทำ ต่อคอนเสิร์ต ต่อคนที่ดูแลมี่ ต่อค่ายใหม่อย่าง genie records ที่เขาต้องลงทุนกับมี่ในงานครั้งนี้ เหมือนมี่ไปผลิตของมา แล้วถ้าของๆ เราไม่ได้เป็นที่ชื่นชมหรือชื่นชอบ ค่ายเขาก็ไม่ได้อะไร มันมีผลนะ ก็กดดันเป็นธรรมดา

เราจะได้ฟังอัลบั้มเต็มชุดใหม่ของคุณเมื่อไหร่?
ยังบอกไม่ได้ คือมี่ทำไปเรื่อยๆ งานที่กองอยู่ก็มีเยอะมาก โครงดนตรีโครงเพลงมีแล้ว ที่เหลือคือส่งอัด บางทีมี่ทดลองส่งไปอัดที่เมืองนอก แล้วความที่มี่ไม่ได้นั่งอยู่ในห้องอัดกับเขา มันยากที่จะสื่อสารกันว่าแบบไหนคือใช่ แบบไหนไม่ใช่ พอเขาส่งกลับมาในอีเมล เราก็ต้องนั่งฟังแล้วคอมเม้นต์กลับไป ซึ่งบางทีก็มีเรื่องของงบประมาณเข้ามาเกี่ยวข้อง แก้ได้แค่ 2 ครั้งนะ บางทีเราอยากให้แก้อีก แต่มันไม่ได้แล้ว เราก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม แล้วบางทีมันบานปลาย มี่ก็เลยต้องมานั่งพิจารณาเรื่องนี้แล้ว เหมือนตั้งหลักใหม่ว่า บางเพลงถ้าไม่จำเป็นถึงขั้นว่าเราต้องการฝีมือมือกลองคนนี้ เราก็ใช้ในเมืองไทยก็ได้ มันเป็นอะไรที่ยุ่งยากเหมือนกัน ดูพัลวัน ดินพอกหางหมูมาก (หัวเราะ) ตอนนี้ก็อาจจะให้เพลง นวด ทำงานไปสัก 3-4 เดือนก่อน แล้วอาจจะปล่อยเพลงที่ 2 คงต้องดูช่วงเวลาที่เหมาะสมด้วย

ความท้าทายในการเป็น ‘นักร้อง’ ในทุกวันนี้ของคุณคืออะไร?
การพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ให้ดีขึ้น การที่มี่มารู้กระบวนการผลิตและทำด้วยตัวเองจริงๆ มี่คิดว่ามี่กำลังทำเรื่องที่ยากมาก เพราะเราไม่เคยต้องทำครบร้อยเปอร์เซ็นต์ขนาดนี้ ในพาร์ตที่มี่ต้องอยู่ทั้งข้างหลังและข้างหน้าด้วยก็เป็นงานที่หนักพอสมควร

บริหารจัดการตัวเองอย่างไรในวันที่คุณมีหน้าที่รับผิดชอบมากขึ้น?
(หัวเราะ) มี่แย่เรื่องนี้มาก อัลบั้มมี่ถึงไม่เสร็จไง เพราะมี่ไม่มีการตั้งไทม์ไลน์ให้กับตัวเอง มี่จะทำเมื่อรู้สึก แล้วมันจะไปเรื่อยเปื่อย เรื่องนี้ไม่มีความเห็นเลย เพราะก็ยังต้องปรับปรุงตัวเองในเรื่องนี้อยู่

plammy-1-900

มีอะไรที่อยากทำแล้วยังไม่มีโอกาสได้ทำอีกบ้างไหม?
(คิดนาน) นึกไม่ออก คือเพลงมันทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการผลิตสิ่งที่เราเป็นออกมา จะให้มี่ไปฟีทเจอริ่งกับใครเหรอ คืออย่างในเทศกาลดนตรีเราก็แจมกับคนนั้นคนนี้ในแบบที่เราต้องการไปแล้ว หรืออย่างตอนที่ไปแจมคอนเสิร์ตของ Slot Machine คือมี่กรี๊ดวงนี้ไง พอเขาชวนมี่ก็ตอบตกลงทันทีแบบไม่คิดมากเลย ณ วันนี้เลยยังไม่ได้มีความต้องการอะไรหรือเห็นภาพอะไรที่เคลียร์ มันไม่เหมือนวันที่มี่จะทำคอนเสิร์ต Palmy Barefoot Acoustic Concert เมื่อปี 2013 คราวนั้นภาพมันชัดมากว่า โอ้โห อยากทำแบบนี้ แล้วมี่ก็ทราบนะว่าคนก็อาจจะไม่มาดูหรอก เพราะมันเป็นอะไรที่ต่าง มันนำเสนอในพาร์ตของดนตรีอย่างเข้มข้นมากๆ ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะชอบอะไรที่วาไรตี้ มีหลายๆ พาร์ตให้เขาผ่อนคลาย ซึ่งมี่ก็เข้าใจจุดนั้น เพราะมี่เป็นนักร้องสายป๊อปมาตั้งแต่แรก

หลายคนคิดว่าคุณมีศักยภาพพอที่จะไปตีตลาดเพลงต่างประเทศ?
แต่มี่ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย หัวใจมี่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น มี่ไม่ได้อยากให้มันดังไปกว่านี้ ไม่อยากที่จะต้องเดินทาง มี่ไม่ชอบเดินทาง ไม่ชอบนั่งเครื่องบิน แต่มี่ชอบเดินทางท่องเที่ยวนะ แต่จะไปแต่ละครั้งมันคือความยากลำบากที่มี่จะต้องทำใจในการที่ต้องนั่งเครื่องบินไป ถ้าเลือกได้มี่จะนั่งรถ อย่างมีคนติดต่อให้ไปเล่นที่อเมริกาหรือต่างประเทศ จะเห็นว่ามี่จะไม่ค่อยไป ต้องเป็นในลักษณะที่วงมี่เรียกร้องจริงๆ ว่าไปเถอะ อยากไปเที่ยวประเทศนี้ มี่ก็ใจอ่อน แต่ส่วนใหญ่มี่จะไม่ไปเลย คือพอหัวใจเราไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นมันก็ไม่ได้อยากไปต่อสู้อะไรแบบนั้น ซึ่งมี่อาจจะคิดผิดก็ได้นะ แต่ว่ามี่พอใจแบบนี้

การที่ใครสักคนจะก้าวมาเป็นศิลปินในยุคสมัยนี้ คุณมองว่ามันเป็นเรื่องที่ยากหรือง่ายอย่างไร?
ตอบยากเหมือนกันนะ เพราะมี่ไม่เคยเรียกตัวเองว่าเป็นศิลปินเลยสักครั้งเดียว มี่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่อาจจะต้องให้คนอื่นมาเป็นคนตัดสิน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องมีสิ่งที่บอกชี้ชัดได้ว่า เราคืออะไร มี่คิดว่ามันสำคัญมาก เหมือนเวลามี่ฟังเพลงของคนที่มีชอบ เขาจะมีเมโลดี้บางอย่างที่บ่งบอกถึงคนๆ นั้น หรือเรื่องที่เขาพูดจะเป็นประมาณนี้ เราถึงชอบเขา มี่คิดว่าการเป็นศิลปินหรือนักร้องต้องมีความชัดเจนในเรื่องนี้ที่จะสามารถไปกินใจคนที่เขาฟังได้ อันนี้มี่วัดจากเวลาที่มี่ชอบศิลปินคนอื่นนะ

_N1A7454 Logo

มีช่วงเวลาไหนที่คุณรู้สึกไม่สนุกกับวงการเพลงบ้างไหม?
โห… หลายช่วงเลย อย่างช่วงที่มี่ต้องเริ่มกระบวนการโปรโมตนี่แหละ มี่รู้สึกว่ามันไม่สนุกเลย ยังไม่ชิน เพราะในชีวิตนี้ ครั้งนี้ก็เพิ่งทำเป็นครั้งที่ 5 คือมี่สนุกกว่าถ้ามี่ไปเล่นคอนเสิร์ต มี่อธิบายไม่เก่ง แล้วมี่เป็นคนไม่ชอบอธิบายตัวเองมากๆ ก็เลย… ไม่สนุกเลย (หัวเราะ)

แล้วเรื่องความเปลี่ยนแปลงในวงการล่ะ เพราะคุณเป็นนักร้องที่มีอัลบั้มวางขายเป็นซีดีมาตลอด แต่หากพูดถึงในทุกวันนี้ ซีดีแทบจะขายไม่ได้แล้ว?
เรื่องนั้นมี่ทำใจนานแล้ว ตั้งแต่ช่วงที่เริ่มมีเทปผีซีดีเถื่อน ก็เป็นสิบปีแล้วเนอะ มี่เลิกคิดเรื่องนี้ไปนานแล้ว ยอมแพ้ มันเกินที่จะกู้สถานการณ์แล้ว ซึ่งก็ไม่ใช่แค่ธุรกิจบันเทิงอย่างเดียว วงการแฟชั่นเขาก็ก๊อปกันง่ายๆ ก็ถือว่ามี่เป็นจุดเล็กๆ ที่ยอมรับความเจ็บปวดนี้ไปพร้อมๆ กับทุกคนที่รู้สึกเหมือนกันในโลกใบนี้ก็แล้วกัน ก็เลยไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไร เฉยๆ มากกว่า คือมี่ก็ไม่รู้จะทำไปถึงแค่ไหนนะ ก็คงทำถึงวันที่มี่ยังสนุกอยู่

เท่าที่คุยกันมา ดูคุณมีความสุขกับการกลับมาปล่อยผลงานเพลงในครั้งนี้มากอยู่เหมือนกันนะ?
คือมี่ไม่คิดว่าจะได้รับความสุขขนาดนี้นะ ตอนมี่ทำงานอยู่ในวันเวลาที่ผ่านไปแต่ละวัน มีทั้งอุปสรรค ความยากง่ายในการที่เราจะคิดค้นไอเดียขึ้นมาว่ามันคืออะไร บางทีก็คิดไม่ออก บางทีก็เป็นความคิดที่ลอยมาในอากาศ แต่วันหนึ่งมี่คว้ามันไว้ได้ แล้วก็เอามาทำต่อ โดยที่มี่ไม่ได้คิดว่ามันกลายมาเป็นหน้าหนังแรกของมี่ ตอนที่มี่ใช้เวลาเหล่านั้นทดลอง ไม่มีใครรู้ว่ามี่ผ่านอะไรมาบ้าง แล้ววันที่มันสำเร็จ ทุกคนชื่นชอบเพลงของมี่ มี่จะย้อนกลับไปในวันที่มี่ต่อสู้กับความคิดที่ว่า สงสัยมันคงเป็นอีกเพลงที่ต้องทิ้ง คงไม่ได้ทำต่อ ก็ไม่คิดว่าความสุขในตอนนี้ที่ได้รับมันจะมากมาย ถ้าวันนั้นตอนที่มี่ย่ำแย่ กำลังหาทางให้กับเพลงบางเพลง แล้วมี่รู้ว่าปลายทางมี่จะเจอสิ่งนี้ มี่คงฮึดให้เร็วขึ้น ไม่ช้าขนาดนี้แน่ๆ

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Purin A.