You Tube web page

ถ้าจะว่ากันตามจริง เรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์เพลงในประเทศไทยเป็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังดูเหมือนว่า แสงสว่างปลายอุโมงค์ที่ทุกคนคาดหวังว่าจะได้เห็นก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง แน่นอนว่าเมื่อมีผู้ทำผิดกฎหมาย มันก็ต่อยอดไปถึงการเก็บค่าลิขสิทธิ์ แต่เรื่องมันก็ไม่ได้จบง่ายๆ เพียงแค่การจ่ายค่าปรับ ยิ่งเมื่อโลกก้าวสู่สังคมออนไลน์อย่างเต็มตัว บางครั้งความเข้าใจผิดก็นำมาซึ่งปัญหาอันใหญ่หลวงได้อย่างรวดเร็ว และหากไม่มีใครหรือหน่วยงานใดออกมาอธิบายถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าปัญหาก็จะยิ่งลุกลามไปไม่มีที่สิ้นสุด

กรณีล่าสุดที่เพิ่งเป็นข่าวแพร่สะพัดทางโซเชียลเน็ตเวิร์กและมีการแชร์สนั่นกันอย่างรวดเร็วก็คือ การที่ร้านกาแฟร้านหนึ่งที่จังหวัดแพร่ถูกจับเรื่องลิขสิทธิ์เพลงเพราะเปิดเพลงในร้านจากยูทูป ซึ่งก็เป็นข้อถกเถียงกันในวงกว้างว่าผิดจริงหรือไม่ เพราะเว็บไซต์ดังกล่าวก็ถือเป็นเว็บสตรีมมิ่งยอดนิยมที่ทั่วโลกใช้ฟังเพลงกันแบบฟรีๆ อยู่แล้ว ในขณะที่บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เป็นการเข้าข่ายการละเมิดลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ในมาตรา 27-31 ในลักษณะของการเผยแพร่สู่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต

เพื่อความกระจ่างในข้อสงสัยในเรื่องการละเมิดและการเก็บค่าลิขสิทธิ์เพลงทั้งหมด บิลบอร์ด ไทยแลนด์ ได้รับเกียรติจาก 3 บุคลากรที่ทำงานอยู่ในแวดวงนี้มาอย่างยาวนานมาเปิดเผยถึงข้อเท็จจริงที่ทุกคนควรทราบและเข้าใจตรงกันอันได้แก่ คุณอภิชาติ์ หงษ์หิรัญเรือง Director บริษัท Phonorights (Thailand) Ltd. ซึ่งดูแลการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เพลงสากล และเพลงไทยบางส่วน รวมถึงดำรงตำแหน่ง Vice President & Director สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทยหรือ TECA, คุณทรงยศ เมืองฤกษ์ ทนายความจากสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย และคุณวริศรา แสงทับทิม General Manager บริษัท Phonorights (Thailand) Ltd. นั่นเอง

 

ถ้าไม่ขออนุญาต… ก็คือผิด

“คีย์เวิร์ดสำคัญคือคำว่า อนุญาต ครับ ถ้าคุณเอางานของเจ้าของลิขสิทธิ์ไปใช้โดยไม่ได้ขออนุญาต นั่นคือเข้าข่ายละเมิดลิขสิทธิ์ทันที” คุณทรงยศกล่าว ซึ่งประโยคดังกล่าวก็แปลความได้ง่ายๆ ว่า

1. การเล่นเพลงคัฟเวอร์ในผับหรือร้านอาหารโดยไม่ขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน = ละเมิดลิขสิทธิ์
2. แม้ว่าจะเปิดเพลงในร้านจากซีดีถูกลิขสิทธิ์ที่ซื้อมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ = ละเมิดลิขสิทธิ์
3. การเปิดเพลงในร้านจากยูทูป โดยไม่ได้ขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ = ละเมิดลิขสิทธิ์

ทั้งนี้ในกรณีของการเปิดเพลงจากซีดีที่คุณซื้อมาหรือจากยูทูปก็ตาม ก็ต้องดูพฤติกรรมของผู้ประกอบการร้านอาหารนั้นๆ ควบคู่ไปด้วย โดยหากเปิดฟังเองเพื่อประโยชน์ส่วนตัว นั่นอาจไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่เมื่อใดที่เปิดเพื่อให้ลูกค้าฟังเพื่อแสวงหาผลกำไร ก็ถือว่าเข้าข่ายละเมิดลิขสิทธิ์โดยทันที ซึ่งก็ต้องดูพฤติกรรมเป็นรายๆ ไปอีกเช่นกัน

คุณอภิชาติ์กล่าวถึงประเด็นการเปิดเพลงจากยูทูปซึ่งกำลังเป็นกระแสสังคมในตอนนี้ว่า “ยูทูปเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุดหากคุณไม่เข้าใจกระบวนการและนโยบายของเขา คุณไม่ผิดแน่ๆ ถ้าฟังในโลกส่วนตัวของคุณ เพราะยูทูปมีการจ่ายลิขสิทธิ์ทุกอย่างทุกต้อง ทุกเพลงที่อยู่ในนั้น ค่ายเพลงหรือเจ้าของลิขสิทธิ์ก็เป็นผู้นำเข้าไปอยู่ในนั้นเอง แต่ถ้าคุณเปิดยูทูปในที่สาธารณะ แล้วคุณไม่ได้ขออนุญาต ยังไงคุณก็ผิด”

ในขณะที่คุณทรงยศกล่าวเสริมในประเด็นนี้ว่า “ยูทูปเป็นช่องทางสาธารณะซึ่งอาศัยคอนเทนต์ของผู้อื่น เขาจะมีข้อตกลงไม่ว่าจะกับทางค่ายเพลงหรือเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่อย่าลืมว่ายูทูปไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ ยูทูปมีนโยบายอนุญาตให้ผู้ใช้งานใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น ซึ่งไม่ได้อนุญาตให้เอาไปเผยแพร่เพื่อทางการค้าได้ หากคุณนำไปเผยแพร่เพื่อแสวงหาผลกำไรแล้วไม่ได้ขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ที่แท้จริงเสียก่อน นั่นก็ผิดเช่นกัน”

 

ปัญหาที่น่าเป็นห่วง

ต้องเข้าใจก่อนว่า เหตุที่เราแทบจะไม่พบข่าวคราวการละเมิดลิขสิทธิ์ในวงการเพลงต่างประเทศเลยก็เนื่องมาจาก เขาเข้าใจเรื่องลิขสิทธิ์อย่างถ่องแท้ การขออนุญาตลิขสิทธิ์เพลงก็เปรียบเสมือนการขอใบอนุญาตจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ต้องทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และจากบทสนทนากับตัวแทนจาก Phonorights เราก็ตีความปัญหาหลักๆ ในเมืองไทยออกมาได้ดังนี้

1. ประเทศไทยมีองค์กรจัดเก็บลิขสิทธิ์มากถึง 29 องค์กร : ในขณะที่เมืองนอกมีองค์กรประเภทนี้ซึ่งต้องจดทะเบียนให้ถูกต้องจึงจะสามารถเข้าไปเก็บค่าลิขสิทธิ์ได้อยู่ไม่กี่แห่ง ซึ่งก็จะประจำอยู่ในแต่ละประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนให้ผู้ประกอบการร้านค้าและสังคม ซึ่งคุณอภิชาติ์ก็อธิบายว่า บ้านเรามีเยอะเพราะกฎหมายไทยไม่ได้กำกับและควบคุมเรื่ององค์กรจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ที่เป็นสากล แถมแนวทางและนโยบายของแต่ละองค์กรก็แตกต่างกัน จึงทำให้เกิดความสับสนและความเข้าใจผิดได้ง่าย
2. วิธีการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ยังเต็มไปด้วยความไม่ชัดเจน : บ่อยครั้งที่เราเห็นข่าวว่ามีการแอบอ้างจากเจ้าหน้าที่หรือตัวแทนของบริษัทจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นตัวปลอมมารีดไถเงินของประชาชน ซึ่งเท่าที่ทราบก็ยังไม่มีวิธีปราบปราบในเรื่องนี้อย่างเด็ดขาดเสียที
3. ความเข้าใจอันไม่ถูกต้องของผู้ประกอบการ : คนไทยยังเชื่อว่าการจ่ายค่าลิขสิทธิ์นั้นต้องแพงแน่ๆ หรือบางคนต้องการจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพลงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่กลับไม่รู้ว่าจะต้องติดต่อใครหรือองค์กรใด ซึ่งเรื่องนี้ก็เกิดจากการประชาสัมพันธ์ที่ยังน้อยเอามากๆ นั่นเอง อีกทั้งการละเมิดลิขสิทธิ์ถือเป็นคดีอาญาแบบประนีประนอมยอมความได้ อย่างไรก็ตามเมื่อเป็นคดีอาญา การจำคุกก็จะมีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง แน่นอนว่าผู้ประกอบการส่วนมากที่ไม่มีความรู้ในเรื่องลิขสิทธิ์ก็จะเกิดความกลัว และยอมจ่ายเงินทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าบุคคลที่เข้ามาเป็นตัวจริงหรือตัวปลอม เพื่อแลกกับการที่ไม่ต้องเข้าคุกนั่นเอง

 

อยากขออนุญาตลิขสิทธิ์เพลงต้องทำอย่างไร?

เป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่าย แต่ด้วยความที่เมืองไทยมีองค์กรจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เพลงมีมากถึง 29 แห่ง ทาง Phonorights โดยคุณอริศราจึงมีคำแนะนำดังนี้

1. ถามตัวเองก่อนว่า อยากเปิดเพลงไทยหรือสากล : ในกรณีที่อยากเปิดเพลงสากลล้วนๆ ก็สามารถติดต่อไปยังองค์กรที่รับผิดชอบได้เลย แต่ถ้าอยากเปิดเพลงไทยก็ต้องศึกษาว่า เพลงหรืออัลบั้มนั้นๆ เป็นของศิลปินคนไหนและค่ายอะไร เมื่อทราบแล้วก็สามารถติดต่อสอบถามไปยังค่ายนั้นๆ
2. ทำตามกระบวนการของแต่ละองค์กรหรือบริษัทที่คุณติดต่อไป : ซึ่งก็น่าจะต้องมีการกรอกแบบฟอร์มเกี่ยวกับสถานประกอบการนั้นๆ
3. บางบริษัทมีเพลย์ลิสต์ตามลักษณะการใช้งาน : อาทิ เพลงป๊อป, เพลงบอสซาโนวา หรือแม้แต่เพลงที่เหมาะกับการเปิดในร้านสปาก็ยังมี
4. ราคาขึ้นอยู่กับการใช้งานว่ามี Value สูงหรือไม่ : ซึ่งเป็นเรตราคามาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก โดยแต่ละร้านค้าก็จะมีเรตที่แตกต่างกันตามขนาดร้าน จำนวนที่นั่ง เป็นต้น บางร้านเฉลี่ยแล้วจ่ายวันละ 10 กว่าบาทก็มี ซึ่งค่าเฉลี่ยโดยรวมจะอยู่ที่ประมาณ 5,000-10,000 บาทต่อปี
5. คุณภาพเสียงดีเยี่ยม : โดยส่วนใหญ่คุณภาพของไฟล์เพลงก็เป็นระดับเดียวกันกับที่คุณฟังทาง iTunes หรือ Apple Music

 

กระแสศิลปินยินดีให้เปิดเพลงได้ตามสบาย

หลังจากเกิดกระแสเรื่องสถานประกอบการโดนจับเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์เพลงขึ้น ก็มีศิลปินที่ออกมาประกาศผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจของตนเองว่า อนุญาตให้ใช้เพลงของพวกเขาเปิดในร้านได้ไม่ว่าจะเป็นวงทีโบน, บอย โกสิยพงษ์ รวมถึง กุลพงศ์ บุนนาค และ สุทธิพงศ์ ทัดพิทักษ์กุล หรือที่รู้จักกันดีในนาม เบิร์ดกะฮาร์ท รวมถึงล่าสุดที่ค่าย Mono Music และ Smallroom ถึงขั้นสร้างเพลย์ลิสต์เพลงให้ร้านค้านำไปเปิดได้เลย ซึ่งประเด็นนี้คุณทรงยศกล่าวว่า “ก็ต้องมีการตรวจสอบว่า ศิลปินที่อนุญาตให้ใช้เพลงไปเปิดนั้นเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์จริงหรือไม่ ถ้าทำในนามค่ายก็ต้องไปดูเงื่อนไขในสัญญาด้วย สมมุติว่าเพลงๆ หนึ่งมีการร่วมแต่งจากศิลปิน 3-4 คน ถ้าคนหนึ่งอนุญาต แต่อีกคนไม่เห็นด้วยล่ะ ซึ่งก็ต้องดูเป็นกรณีไปอีก”

 

ถึงเวลาเปลี่ยนแปลง

นอกจาก บิลบอร์ด ไทยแลนด์ จะได้พูดคุยกับตัวแทนองค์กรจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์อย่าง Phonorights แล้ว เรายังมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นสั้นๆ กับคุณอนันต์ ลือประดิษฐ์ บรรณาธิการส่วนจุดประกาย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และนักวิจารณ์ดนตรีซึ่งคร่ำหวอดอยู่ในวงการเพลงบ้านเรามาอย่างยาวนาน โดยคุณอนันต์กล่าวว่า “สิ่งสำคัญคือ การจัดเก็บลิขสิทธิ์ต้องมีมาตรฐานในการเก็บข้อมูลด้วย เช่น องค์กรจัดเก็บมีวิธีการใดในการเก็บข้อมูลเพื่อที่จะได้ทราบว่า เพลงไหนมีการนำไปใช้มากหรือน้อยเพียงใด ศิลปินที่มีผู้ประกอบการนำเพลงไปใช้มาก ก็ควรจะได้รับผลตอบแทนในสัดส่วนที่มากกว่า”

มากไปกว่านั้น คุณอนันต์ยังเสนอแนวคิดว่า ควรมีการเจรจาทวิภาคี ที่รัฐควรแสดงบทบาทเป็นตัวกลางในเรื่องนี้ เพราะยังมีอีกหลายประเด็นที่ทุกฝ่ายควรมาพูดคุยเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับเรื่องลิขสิทธิ์เพลงบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตัวเลขที่องค์กรจัดเก็บนั้นเป็นธรรมเพียงพอสำหรับผู้ประกอบการจริงหรือ? หรือแม้แต่การแก้กฎหมายจากอาญาเป็นแพ่ง เพราะคุณอนันต์มีความคิดเห็นว่า เรื่องนี้ไม่ควรลุกลามไปถึงขั้นตอนของการรีดไถและติดคุก ควรเน้นการเจรจาและให้การศึกษามากกว่านั่นเอง

 

บทสรุป

“ปัญหานี้เกิดขึ้นมาเป็น 10 ปีแล้ว นอกจากผู้ประกอบการจะน่าเป็นห่วงแล้ว ภาครัฐก็ต้องดำเนินการหรือมีกระบวนการกำกับและตรวจสอบที่ดี แต่ละองค์กรต้องสามารถประกาศได้ว่า เพลงหรือสิทธิ์ที่เขาถืออยู่เป็นของเขาอย่างถูกต้องจริงๆ ไม่มีการแอบอ้าง รวมถึงผู้ประกอบการก็ต้องได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องด้วย” คุณอภิชาติ์พูดถึงสิ่งที่เขายังเป็นกังวล ก่อนจะเน้นย้ำกับเราต่อว่า หลักปฏิบัติขององค์กรสากลพยายามผลักดันมาตลอดก็คือ พยายามให้ความรู้เรื่องลิขสิทธิ์แก่ผู้ประกอบการก่อน อย่างวิธีการตรวจสอบก็จะออกมาในรูปแบบการเข้าไปสอบถามร้านค้านั้นๆ ว่า เพลงที่เปิดในร้านนั้นได้ทำการขออนุญาตแล้วหรือยัง หากว่ายังก็จะแนะนำวิธีการในการติดต่อเพื่อขออนุญาตใช้สิทธิ์ในการเปิดเพลงอย่างถูกต้อง เช่นเดียวกับคุณอริศราที่อยากฝากถึงผู้ประกอบการว่า การซื้อเพลงไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแต่อย่างใด สามารถติดต่อสอบถามเข้ามาได้ตลอดเวลา

“พวกเราไม่อยากให้คนไทยกลัวเรื่องสิทธิ์ แต่อยากให้คนไทยเคารพสิทธิ์มากกว่า” คุณอภิชาติ์กล่าวส่งท้าย

 

เกร็ดเล็กๆ ที่ควรรู้ 

  • คำว่า “ประโยชน์ทางการค้า” สามารถตีความได้ 2 แบบคือ ทางตรง (แจกแจงเลยว่า ค่าฟังเพลงในร้านราคาเท่าไหร่) และทางอ้อม (เปิดเพลงเพื่อทำให้บรรยากาศในร้านดี หวังให้ลูกค้าใช้บริการนานๆ) ซึ่งก็จะมีการพิจารณาถึงความเหมาะสมเป็นรายๆ ไป
  • กระบวนการที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและตัวแทนจากบริษัทจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เข้าไปจับกุมนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยบริษัทดังกล่าวจะต้องแจ้งความกับพนักงานสอบสวนเสียก่อน หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการเข้าจับกุม แจ้งข้อหา เรียกมาเสียค่าปรับ และเจรจาต่อรอง
  • ผู้ประกอบการที่โดนแจ้งข้อกล่าวหาสามารถขอดูหลักฐานทั้งการแจ้งความร้องทุกข์ รวมถึงความเป็นเจ้าของสิทธิ์ได้ รวมถึงสามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ได้ว่า เพลงที่โดนแจ้งข้อหาว่าละเมิดลิขสิทธิ์คือเพลงใด และถ้าเป็นไปได้ควรขอหมายค้นจากเจ้าหน้าที่ทุกครั้ง
  • ในกรณีที่จำเป็นต้องไปสถานีตำรวจหรือกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ก็ควรไป เพราะหากเจ้าหน้าที่มาแบบถูกต้องตามกระบวนการทางกฎหมายแล้วคุณไม่ไป อาจจะเข้าข่ายขัดขืนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ ทั้งนี้คุณก็มีสิทธิ์ในการใช้กฎหมายปกป้องตัวเองได้เช่นกัน
  • เมื่อมีคำตัดสินหรือฎีกาจากศาลออกมาไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม คุณควรอ่านเนื้อความในฎีกาให้ละเอียดถี่ถ้วนทั้งหมด

 

จะเห็นได้ว่าเรื่องลิขสิทธิ์เพลงในบ้านเรายังขาดการประชาสัมพันธ์อย่างจริงจัง รวมถึงข้อกฎหมาย และวิธีปฏิบัติในการกำกับและควบคุมในเรื่องนี้ยังไม่มีความชัดเจน จนก่อเกิดความสับสนและความเข้าใจผิดได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเราก็หวังว่ากระแสสังคมที่เกิดขึ้นในหนนี้จะสร้างแรงกระตุ้นสู่ผู้ประกอบการทุกท่าน รวมถึงภาครัฐได้ไม่มากก็น้อย

 

*** สามารถตรวจสอบรายชื่อบริษัทจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เพลง 29 องค์กร และรายชื่อเพลงทั้งหมดได้ทางเว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญา www.ipthailand.go.th ***

 

Story by: Chanon B.
Photo by: Profile
Special Thanks: Phonorights (Thailand) Ltd. และ สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย (TECA)

merge