Amy Winehouse - Shepards Bush Empire - Photo By Chris Christoforou - 28.05.2007

หลายครั้งที่เราฟังเพลงที่มีคีย์เมเจอร์เราจะรู้สึกว่าเพลงนี้ดี มีความสุข สนุกสนาน ในขณะที่เพลงที่มีคีย์ไมเนอร์ทำให้เรารู้สึกเศร้า แต่ความจริงก็ไม่ใช่ทุกเพลง เพลงไมเนอร์บางเพลงก็ทำให้เรารู้สึกไม่เศร้า และมีความสุขได้ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้อ่านเนื้อเพลงก็ตาม เช่นเพลงของ แวน มอร์ริสัน ที่ชื่อว่า Moondance และบางครั้งเพลงเมเจอร์ก็ทำให้เราเศร้าได้อีกเหมือนกันเช่นเพลง Dinner At Eight จาก รูฟัส เวนไรส์ หรือ I Know It’s Over จาก The Smiths

ความจริงแล้วมีเพลงหลายเพลงที่เป็นเพลงไมเนอร์แต่ดันเป็นเพลงที่มีความหมายไม่เศร้า และเพลงเมเจอร์ที่ดันเป็นเพลงที่มีความหมายเศร้า คุณอาจลองฟังเพลง Losing My Religion ของ R.E.M เวอร์ชั่นคีย์เมเจอร์ข้างล่างนี้ ซึ่งบอกเลยว่าเมื่อเทียบกับเวอร์ชั่นเดิมแล้ว เวอร์ชั่นนี้ทำให้เราเปลี่ยนอารมณ์ไปได้เลยเหมือนกัน แต่ที่เราสงสัยก็คือ ทำไมแค่การเปลี่ยนคีย์ของเพลง จึงทำให้เราความรู้สึกของเราเปลี่ยนไปได้อย่างง่ายดาย ? และทำไมเราถึงมีความคิดฝังหัวว่าเพลงในคีย์ไมเนอร์ถึงทำให้เรารู้สึกเศร้ากว่าเพลงในคีย์เมเจอร์?

ซึ่งก็ดูเหมือนว่าเมื่อเราได้ยินทำนองเพลงในลักษณะต่างๆ ที่ฝังหัวอยู่มายาวนานทั้งชีวิต มันก็ทำให้ลึกๆ แล้วตัวเราสามารถทำนายได้ว่าเพลงแบบนี้ ท่อนต่อไปต้องเป็นเพลงประมาณนี้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เรารู้สึกสนุกไปกับเพลง แต่ข้อเสียของความคิดแบบนี้ก็คือเราจะตัดสินว่าเพลงนี้เศร้า หรือสนุกจากทัศนคติของเราต่อเพลงนั้นๆ เอง (stereotype)

โดยปกติแล้ววัฒนธรรมดนตรีตะวันตกจะใช้คีย์เมเจอร์ในเพลงที่ใช้สำหรับการเฉลิมฉลอง เช่นเพลง Happy Birthday ของ  เฟลิกซ์ เมนเดลโซห์น-บาร์โธลดี หรือเพลงที่แสดงความปิติยินดี และเพลงสนุกสนานทั่วๆ ไปเช่นเพลง Celebration ของ Kool and the Gang ในขณะเดียวกันที่เพลงคีย์ไมเนอร์ใช้ในเพลงสำหรับไว้ทุกข์ และเเสดงความเศร้าโศกเช่น Funeral March จาก เฟดเดอริค โชแปง และ Back to Black จาก เอมี่ ไวน์เฮ้าส์ ซึ่งทั่วไปแล้วมนุษย์จะเริ่มจดจำและจับคู่เสียงกับความรู้สึกตั้งแต่หูเริ่มทำงาน (ประมาณ 5-6 เดือนในครรภ์) เพราะฉะนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าเราทำไมเราถึงตั้งสมมติฐานทางอารมณ์จากประสบการณ์ที่เราพบเจอ

อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสนใจว่า เพลงป๊อปจากฝั่งตะวันตกอาจจะไม่ใช่คีย์เมเจอร์เพื่อให้คนฟังมีความสุขขึ้นอีกต่อไป ทั้งนี้นักจิตวิทยาทางด้านดนตรีอย่าง เกล็น เชลเลนเบิร์ก บอกว่าในทศวรรษที่ผ่านมาผู้คนเหมือนจะชอบเพลงในคีย์ไมเนอร์มากกว่า แม้จะไม่มีหลักฐานว่าคนฟังเพลงเศร้ากันมากขึ้นก็ตาม เพราะฉะนั้นก็อาจพูดได้ว่าในปัจจุบันเพลงในคีย์เมเจอร์ และ ไมเนอร์ มีความซับซ้อนมากขึ้น

วัฒนธรรมที่เรามีและทำนองที่เราคุ้นชินจากประสบการณ์การฟังเพลงของเรา อาจจะทำให้เรารู้ว่าเสียงแบบนี้คือเพลงเศร้า หรือแบบนั้นคือเพลงที่ฟังแล้วมีความสุขแต่บางทีอาจจะมีบางสิ่งบางอย่างในดนตรีที่ไปกระตุ้นการได้ฟังเพลงในคีย์ต่างๆ ของเราเช่นกัน ที่ผ่านมามีการศึกษาเรื่องนี้โดย โทมาส ฟริตซ์ ซึ่งใช้ชนเผ่า Mafa ซึ่งอาศัยอยู่ในแคมมารูนเหนือ ผู้ซึ่งไม่เคยได้มีประสบการณ์วัฒนธรรมทางด้านดนตรีแบบชาวตะวันตกมาก่อนเลย เป็นกลุ่มทดลองว่าพวกเขาจะสามารถแยกเพลงเศร้าและเพลงไม่เศร้าออกได้หรือไม่ ผลคือ พวกเขาก็สามารถแยกออก แม้จะไม่สามารถแยกแยะได้ดีเท่าชาวตะวันตกก็ตาม

ผลของการศึกษานี้ แสดงให้เห็นว่าความแตกต่างของเผ่า Mafa และผู้ฟังดนตรีชาวตะวันตกก็คือประสบการณ์ทางด้านดนตรีที่ไม่เหมือนกัน แต่ในขณะเดียวกันเมื่อชนเผ่ามาฟาสามารถแยกเพลงเศร้าและเพลงไม่เศร้าได้ ก็แสดงว่าในดนตรีมีกลไกอะไรบางอย่างที่ทำให้พวกเขาเห็นความต่างระหว่างเพลงเศร้าและเพลงไม่เศร้า แล้วมันคืออะไรกันล่ะ?

เมื่อลองดูทฤษฎีดนตรีพื้นฐาน นอกจากความเร็วของดนตรี หรือ เทมโป้ จะเป็นสิ่งที่สำคัญในการที่เราจะบอกได้ว่าเพลงนี้เศร้าหรือไม่เศร้าแล้ว  เสียงก็เช่นเดียวกัน การเปลี่ยนเสียงจากคีย์เมเจอร์ไปไมเนอร์เพียงนิดเดียวก็ทำให้เปลี่ยนอารมณ์ได้แล้ว เช่น การเล่น Triad (การเล่นคอร์ดโดยใช้โน้ตตัวที่ 1 3 5) ในไมเนอร์คอร์ดง่ายๆ โดยเมื่อโน๊ตตัวที่ 3 จะเข้าใกล้ โน๊ตตัวที่ 1 มากกว่าการเล่นแบบเมเจอร์ (การเล่นคีย์ C major จะเล่น C E G แต่เมื่อเปลี่ยนเป็น minor จะเล่น C E flat G ซึ่ง E flat จะอยู่ใกล้ C มากกว่า E) โน๊ตตัวแรกอย่าง C เป็นโน๊ตที่เสียงทรงพลังที่สุด และดึงดูดความสนใจจากคนฟังที่สุด ซึ่งเมื่อเล่นเป็นแบบไมเนอร์ เสียงของโน๊ตตัวที่ 1 และ 3 จะไปกระตุ้นสัมผัสทางการได้ยินที่ไม่ประสานกันมากกว่าแบบเมเจอร์

ที่จริงแล้วมีส่วนประกอบหลายประการที่ทำให้เรารู้สึกว่าเพลงแบบนี้เป็นเพลงเศร้าหรือไม่เศร้าไม่ว่าจะเป็น ความเร็วของดนตรี คุณภาพเสียง หรือ จังหวะเพลงนั้นๆ แต่โทนเสียงเมเจอร์ และไมเนอร์คือกุญแจสำคัญในการส่งสารสื่ออารมณ์ต่างๆ ออกมา ทั้งนี้เป็นเพราะโครงสร้างของคอร์ดไมเนอร์และเมเจอร์ แต่โดยมากแล้วก็เป็นเพราะการเรียนรู้ที่ผ่านมาของตัวเราเองด้วย

Story by NME

Translated by Pailin J.

Photo by Billboard