GNR (28)

 

คงไม่มีคำใดจะเปรียบเปรยคอนเสิร์ต “GUNS N’ ROSES. NOT IN THIS LIFETIME TOUR. LIVE IN BANGKOK.” เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ณ SCG Stadium ได้ดีเท่าคำว่า ‘ที่สุดแห่งที่สุด’ แล้ว การเฝ้ารอคอยที่จะได้ชมการแสดงสดของอีกหนึ่งตำนานแห่งวงการดนตรีร็อคอย่าง Guns N’ Roses มาร่วม 30 ปีของแฟนเพลงชาวไทยได้สิ้นสุดลง พร้อมกับบทพิสูจน์ว่า ไม่ว่าเวลาจะล่วงเลยไปสักกี่ปี หรือจะต้องผ่านมรสุมชีวิตนานัปการ ทว่าพวกเขาก็ยังครองความยิ่งใหญ่ไม่มีเปลี่ยนแปลง

 

ปรากฏการณ์ความฮือฮาเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว เมื่อผู้จัดอย่าง IMC LIVE GROUP ผนึกกำลังกับ VIJI CORP ประกาศอย่างเป็นทางการว่า Guns N’ Roses จะเดินทางมาเปิดการแสดงสดที่เมืองไทยเป็นครั้งแรก ต่อยอดจากปีที่แล้วกับการรียูเนียนของสมาชิกยุคก่อตั้งวงอย่าง แอกเซล โรส (ร้องนำ), สแลช (กีตาร์) และ ดัฟฟ์ แม็คคาแกน (เบส) รวมถึงเวิลด์ทัวร์ที่เหล่าสาวกทั่วโลกแทบจะขยี้ตาถึง 3-4 รอบว่ามันคือเรื่องจริงใช่หรือไม่ เพราะหากจะว่ากันตามตรง ความบาดหมางระหว่างสมาชิกภายในวงที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 20 กว่าปีก่อนนั้นอาจก่อเกิดความร้าวฉานเกินกว่าที่เหล่าแฟนเพลงจะตั้งความหวังว่าจะได้เห็น GNR กลับมาสร้างผลงานหรือออกทัวร์ร่วมกันอีกครั้ง

แต่อดีตก็คืออดีต เมื่อวานนี้ (28 กุมภาพันธ์ 2017) คือวันนัดหมายรวมพลเหล่าสาวก Guns N’ Roses ทุกเพศทุกวัย แม้สภาพการจราจรจะหนักหนาสาหัสเพียงใด แต่จุดหมายปลายทางของทุกคนคือ SCG Stadium เมืองทองธานี ซึ่งก่อนที่คอนเสิร์ตจะเริ่มก็เกิดความวุ่นวายเล็กน้อยที่บูธจำหน่ายสินค้าที่ระลึกแบบ Official ของวงไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืด, โปสเตอร์, ผ้าเช็ดตัว, พวงกุญแจ ฯลฯ ซึ่งท้ายที่สุดเสื้อยืดทุกลายทุกไซส์ก็ขายหมดเกลี้ยง แต่ก็ตามมาด้วยดราม่าในโลกโซเชียลตั้งแต่เย็นวานนี้จนถึงบัดนี้ถึงเรื่องการบริหารจัดการ ทั้งเรื่องการแทรกคิว, ไม่มีโควต้าจำกัดจำนวนการซื้อต่อคน, คนนอกและคนไม่มีบัตรสามารถเข้ามาซื้อได้ อีกทั้งเมื่อเสื้อ sold out ก็ไม่มีการประกาศแจ้งแต่อย่างใด ซึ่งทาง VIJI CORP ได้แจ้งว่า เรื่องการจำหน่ายสินค้าที่ระลึกรวมถึงบูธในวันงานอยู่ภายใต้การดูแลของ Thai Ticket Major แต่เพียงผู้เดียว และ VIJI CORP ไม่มีอำนาจจัดการในส่วนดังกล่าว แต่ทั้งนี้ทางผู้จัดก็เร่งประสานไปยังผู้ดูแลเป็นเรียบร้อยแล้ว

GNR (16)

แอกเซล โรส

ข้ามความดราม่าไปสู่ความยิ่งใหญ่อลังการของ “GUNS N’ ROSES. NOT IN THIS LIFETIME TOUR. LIVE IN BANGKOK.” กันดีกว่า ภาพที่อยู่เบื้องหน้าเมื่อเดินเข้าสู่สเตเดียมคือเวทีขนาดใหญ่ ขนาบข้างด้วยจอโปรเจกเตอร์ไซส์ยักษ์ ซึ่งทั้งหมดทั้งปวง Guns N’ Roses ได้ยกโปรดักชั่นมาเองทั้งหมดถึง 10 ตู้คอนเทนเนอร์ รวมถึงเรื่อง แสง สี และสเปเชียลเอฟเฟกต์ต่างๆ นานาที่ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นกับช่วงเวลาที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า แม้ว่าบัตรคอนเสิร์ตในครั้งนี้จะไม่ sold out อย่างที่เราทราบกัน จึงทำให้พื้นที่ด้านหลังของโซนยืนค่อนข้างโล่งพอสมควรในช่วงแรก รวมถึงอัฒจันทร์ซ้าย-ขวาก็มีที่นั่งว่างอยู่ประปราย แต่โซนยืนด้านหน้าเหรอ… บอกเลยว่าแน่นขนัด!

15 นาทีหลังจากนาฬิกาบอกเวลา 2 ทุ่มตรง สมาชิก Guns N’ Roses เดินขึ้นเวทีพร้อมด้วยเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีปรีดาของผู้คนทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่อยู่ด้านล่าง ได้เวลาความมันบังเกิดแล้วสินะ… พวกเขาเปิดตัวด้วย 4 เพลงสุดระห่ำอย่าง It’s So Easy, Mr. Brownstone, Chinese Democracy และมาพีคสุดๆ กับ Welcome to the Jungle ที่ผู้ชมด้านล่างต่างตะโกน ‘นะนะนะนะ นีสสส นีสสส’ ดังก้องไปทั่วสเตเดียม แม้ภาพลักษณ์ภายนอกของทั้ง แอกเซล โรส, สแลช และ ดัฟฟ์ แม็คเคแกน ที่ทุกคนได้เห็นจะร่วงโรยไปตามวัยที่ก้าวขึ้นสู่เลข 5 กว่าๆ แล้ว แต่พลังบนเวทีของพวกเขากลับเหนือเกินคำบรรยายอย่างแท้จริง

GNR (15)

ดัฟฟ์ แม็คเคแกน

Guns N’ Roses ยังโชว์ลีลาบู๊สนั่นบนเวทีแบบไม่มีการพักพูดคุยให้เสียเวลา Double Talkin’ Jive, Better และ Estranged คือเพลงเซ็ตต่อมาที่ทุกคนได้ฟังพร้อมกัน ซึ่งช่วงนี้โซนด้านหลังที่ผู้เขียนยืนประจำการอยู่นั้นค่อนข้างนิ่งๆ ไปพอสมควร อาจเพราะเป็นเซ็ตเพลงที่ทางวงไม่ได้นำมาเล่นสดบ่อยครั้งนัก หรือหากจะกล่าวถึงความฮิตก็อาจเทียบกับ 4 เพลงแรกไม่ได้ แต่อย่าถามถึงสาวกเดนตาย เพราะข้างๆ นี่ลงจากอัฒจันทร์มาเกาะขอบรั้วแล้วโยกหัวตามกันแล้ว ก่อนที่พวกเขาจะเปลี่ยนโหมดมาเล่นเพลงคัฟเวอร์อย่าง Live and Let Die ผลงานของ พอล แม็คคาร์ตนีย์ และวง Wings ที่ทำให้บรรยากาศกลับมาคึกสุดเหวี่ยงอีกครั้ง แถมต่อด้วยความเดือดของ Rocket Queen และ You Could Be Mine ซึ่งในเพลงหลัง สแลช มีการปล่อยของเล็กๆ ด้วยการโซโล่กีตาร์พร้อมกับใช้เอฟเฟกต์เสียงร้องด้วยอีกต่างหาก

Attitude คือบทเพลงอันเร่งเร้าที่พวกเขาหยิบมาเล่นอย่างต่อเนื่อง แต่บทบาทนักร้องนำในเพลงดังกล่าวคือ ดัฟฟ์ แม็คเคแกน มือเบสบุคลิกนิ่งๆ เท่ๆ ที่เรียกเสียงกรี๊ดได้ไม่น้อยเลยทีเดียว หลังจากนั้นก็ดร็อปจังหวะลงมาเล็กน้อยด้วยเพลง This I Love ก่อนที่ Guns N’ Roses จะชักชวนแฟนเพลงเข้าสู่โลกแห่งสงครามเย็นกับ Civil War กับกีตาร์ 2 คอของ สแลช และเสียงผิวปากของ แอกเซล อันคุ้นเคย แถมต่อด้วยอีกหนึ่งเพลงดังอย่าง Coma ที่คั่นกลางด้วยการแนะนำสมาชิกวงอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือได้ว่าเป็นช่วงที่ทางวงพูดมากที่สุดในโชว์แล้ว โดยสมาชิกวง ณ ปัจจุบันที่เหลือก็ประกอบไปด้วย ริชาร์ด ฟอร์ตัส มือกีตาร์ที่ท็อปฟอร์มไม่แพ้ สแลช, ดิซซี่ รีด ในตำแหน่งมือคีย์บอร์ด, แฟรงค์ แฟร์แรร์ นั่งประจำการอยู่หลังกลองชุด ปิดท้ายด้วยสาวคนเดียวของวง เมลิสซ่า รีส ซึ่งเป็นทั้งคอรัสและมือคีย์บอร์ดนั่นเอง

GNR (11)

สแลช

เดือดกันต่อด้วยโชว์โซโล่กีตาร์ของ สแลช เห็นในยูทูปว่าทึ่งแล้ว พอมาเห็นด้วย 2 ตาของตัวเองแทบจะคุกเข่าขอคารวะเลยทีเดียว ไม่มีใครปฏิเสธว่าฝีมือของเขาเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก แต่สิ่งสำคัญคือเสน่ห์อันเหลือร้ายระหว่างการบรรจงโซโล่ในแต่ละวรรคแต่ละท่อนที่เชื่อเหลือเกินว่าไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้จริงๆ อีกทั้งการที่เขานำเอาเพลงธีมจากภาพยนตร์เรื่อง The Godfather อย่าง Speak Softly Love มาโชว์ยิ่งทำให้ทุกสายตาจับจ้องไปบนเวที โดยเขาลากยาวท่อนโซโล่ไปสู่เพลง Sweet Child O’ Mine ซึ่งได้ปลุกทุกคนให้ตื่นจากภวังค์เมื่อสักครู่ และกระโดดโลดเต้นไปตามเนื้อเพลงและท่วงทำนองที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี หลังจากนั้นเป็นคิวของเพลง My Michelle และกลับสู่โชว์ของ 2 มือกีตาร์ประจำวงในเพลง Wish You Were Here ผลงานออริจินัลจากคณะ Pink Floyd

คอนเสิร์ตดำเนินมาถึงช่วงท้าย เหล่าเพลงฮิตในตำนานทยอยปรากฏตัวขึ้นบนเวทีไม่ว่าจะเป็น November Rain, Yesterdays, Knockin’ on Heaven’s Door ที่ แอกเซล ยื่นไมค์ให้แฟนๆ ร้องตามกันกระหึ่ม ปิดท้ายด้วยความคึกคักสุดขีดเมื่อเสียงคาวเบลดังขึ้น Nightrain ทำเอาเท้าของทุกคนอยู่ไม่ติดพื้น หลังจากนั้นก็มีอังกอร์ตามธรรมเนียม Guns N’ Roses จัดหนักด้วย Sorry, Don’t Cry, The Seeker ก่อนจะปิดเวิลด์ทัวร์ครั้งแรกในเมืองไทยด้วยท่วงทำนองสุดมันจาก Paradise City พร้อมพลุอีกชุดใหญ่ และ แอกเซล ก็โยนไมค์ลงไปกลางกลุ่มคนดูด้านล่างราวกับว่าเป็นปิ๊กกีตาร์หรือไม้กลอง ซึ่งเราก็ต้องขอแสดงความยินดีกับผู้โชคดีได้ไมค์ของฟร้อนต์แมนแห่ง Guns N’ Roses ติดไม้ติดมือกลับบ้านไปด้วย

GNR (23)
GNR (21)

 

อาจจะเรียกได้ว่าตลอดเกือบ 3 ชั่วโมงของ “GUNS N’ ROSES. NOT IN THIS LIFETIME TOUR. LIVE IN BANGKOK.” ท่ามกลางอากาศอันร้อนอบอ้าวคือการประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ของตำนานวงดนตรีวงนี้อย่างแท้จริง แน่นอนว่าความพีคในโชว์ของ Guns N’ Roses อาจไม่สามารถไปเปรียบเทียบกับยุครุ่งเรืองในช่วงปลายยุค 80s ถึงต้น 90s ได้ แอกเซล โรส กับพลังเสียงที่ถดถอยลงไปอยู่ไม่น้อย รวมถึงความบ้าระห่ำของสมาชิกแต่ละคนก็ลดลงตามวัย ทว่าฝีมือทางดนตรีที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นตัวจริงในวงการของพวกเขายังมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม คนอายุ 50 กว่ากับโชว์ที่เต็มไปด้วยพลังแห่งดนตรีร็อคอันยาวนานขนาดนี้นับเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อมากๆ

แอกเซล ยังเอาคนดูได้อยู่หมัดตลอดโชว์แม้จะมีช่วงที่ดร็อปไปบ้าง สแลช ซึ่งสวมเสื้อทัวร์ในเมืองไทยโดยเฉพาะ และ ริชาร์ด ฟอร์ตัส สองคู่หูในพาร์ตกีตาร์ที่แทบจะถือได้ว่าเป็นพระเอกของงานเลยด้วยซ้ำ เรายังได้เห็นลีลาประจำตัวกับท่วงท่าการกระโดดขาเดียวของ สแลช ในยามที่เขาสะพายกีตาร์ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจได้เสมอ ส่วน ดัฟฟ์ ยังคงสุขุมนุ่มลึกและเดือดดาลในเวลาเดียวกัน อีกทั้งโปรดักชั่นก็สุดอลังการสมคำร่ำลือ แสงและวิชวลที่ Guns N’ Roses เตรียมมาทั้งงดงามและเท่จนไม่อยากกะพริบตา อาจมีเพียงเรื่องซาวนด์ที่ฟังแล้วไม่เสถียรสักเท่าไหร่ เสียงร้องของ แอกเซล แทบจะไม่ได้ยินในบางเพลง รวมถึงความหนักแน่นในซาวนด์ร็อคกลับค่อนข้างเอนเอียงไปในโทนแหลมสูงอยู่พอสมควร

GNR (10)
GNR (31)

 

ส่วนเรื่องการบริหารจัดการนอกจากเรื่องเสื้อยืดที่ดราม่ายกใหญ่กันไปแล้ว ก็ยังมีเรื่องปริมาณห้องน้ำที่อาจไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ชมทั้งหมด รวมถึงพื้นที่บริเวณด้านนอกจากถนนในเมืองทองธานีเข้าสู่ลานที่เต็มไปด้วยบูธจากผู้สนับสนุน บูธอาหาร และบูธจำหน่ายสินค้าที่ระลึกนั้นไม่มีการตรวจตราการเข้าแต่อย่างใด ซึ่งเรามองว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตรายมากหากมีผู้ไม่หวังดีที่จะมาสร้างความปั่นป่วนภายในงาน หรือแม้แต่การลักลอบนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากภายนอกงานเข้าสู่สเตเดียมคอนเสิร์ตซึ่งเราก็ไม่ทราบว่า กลุ่มคนดังกล่าวสามารถนำเข้ามาได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ก่อนเข้างานก็มีการตรวจบัตรและค้นร่างกายตามมาตรฐานคอนเสิร์ตทั่วไป

และในฐานะที่ผู้เขียนไม่ทันยุคพีคของ Guns N’ Roses ใน 2-3 ทศวรรษก่อนหน้านี้ ความคาดหวังที่เกิดขึ้นในหัวจึงเต็มไปด้วยภาพการโยกหัวด้วยความมันระอุของเหล่าแฟนเพลง แต่ในโลกแห่งความจริงเราเห็นโทรศัพท์มือถือเต็มไปหมด บ้างก็ถ่ายแค่นิดๆ หน่อยๆ แต่บางคนก็ถ่ายไลฟ์ลงเฟซบุ๊กตั้งแต่ต้นจนจบ แม้กระทั่งกลุ่มผู้ชมบนอัฒจันทร์บางโซนก็ค่อนข้างนิ่งและไม่มีอารมณ์ร่วมสักเท่าไหร่ ภาพที่คิดไว้จึงเกิดขึ้นจริงแบบครึ่งต่อครึ่ง แต่กระนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาก็คงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของสาวก Guns N’ Roses ทุกคน รวมถึงผู้เขียนไปตลอดชีวิต…

          เพราะพวกเขาคือ… Guns N’ Roses!!!

 

 

Story by: Chanon B.
Photos by: VIJI CORP