1addlogo

 

จากวันที่เป็นหนุ่มน้อยวัยเพียง 16 พร้อมตำแหน่งแชมป์คนแรกของรายการ The Voice Thailand สี่ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก วันนี้ ธนนท์ จำเริญ ไม่แค่อายุครบ 20 ปี บรรลุนิติภาวะ เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวในทางกฎหมาย ประสบการณ์ในวงการบันเทิงยังทำให้เขาเติบโตในฐานะคนทำงาน และการคุยกันในวันที่เขาทำโปรเจ็คต์พิเศษ ธนนท์ คนมหานิยม ก็เป็นอีกหนึ่งการพูดคุยที่ฉันเฝ้ารอ เพราะนนท์ในวัยยังไม่ครบ 17 ปีดีเคยทำให้คนที่สัมภาษณ์คนมาแล้วหลายร้อยชีวิตอย่างฉันเกือบๆ จะอ้าปากค้าง ด้วยทึ่งกับความคิดและทัศนคติอย่างที่มีคนจำนวนนับได้ถ้วนในนิ้วมือข้างเดียวเท่านั้นที่ทำได้  

 

ได้ยินว่าเมื่อเช้าเพิ่งไปสอบ… 

ใช่ครับ ตอนนี้ได้ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพแล้ว ผมเล็งนิเทศศาสตร์ สาขากำกับภาพยนตร์ ไม่ก็เขียนบทอยู่ อาจจะเรียนที่นี่แหละ เหนื่อยกับการตระเวนสอบ ประเทศนี้ทำไมสอบเยอะจัง แล้วปีของผมนี่เข้า AEC ปีแรก สอบมากมายไปหมด

เป็นแชมป์ประกวดร้องเพลง เป็นนักร้องด้วย ไหงเลือกเรียนภาพยนตร์!

ผมอยู่กับดนตรีตั้งแต่เด็ก ฝึกเอง เรียนรู้เอง โตด้วยตัวเอง ไม่ได้โตตามแพทเทิร์น ทำงานก็ด้วยสัญชาตญาณ ด้วยวิถีเราเอง ถ้าเรียนดนตรีก็ต้องฝึกบินใหม่ อีกอย่างผมไม่ชอบด้วย เคยไปเข้าคอร์สบ้าง วิธีร้องเป็นแพทเทิร์นเกินไป ต้องถนอมเสียงไปไหน มันเหมือนเล่นอเมริกันฟุตบอลแต่คุณใส่เกราะอย่างหนา เซฟแหละ แต่ไม่มีรสชาติ เรามาสายเรียนเองโตเอง เราเก็บเกี่ยวเองได้ ทำงานกับคนเก่งๆ มาก็หลายคน เก็บเกี่ยวจากตรงนี้ได้หมดโดยไม่ต้องเรียนจริงจัง เหมือนเวลาไปสมัครงานน่ะครับ เขาจะเขียนว่า ‘ถ้ามีประสบการณ์จะพิจารณาเป็นพิเศษ’ ผมได้ตรงนี้แล้ว

ส่วนตัวผมหวังอยากมีโปรดักชั่นเฮ้าส์เล็กๆ ของตัวเอง มันเริ่มจากตอนม.ต้นเคยทำหนังสั้นประกวด ผมเขียนบทเอง ชอบมาก สนุกมาก แต่หนังสั้นมันก็คนละศาสตร์กับภาพยนตร์ ไม่แน่ว่าว่าพอเรียนแล้วอาจจะไม่ชอบก็ได้ แต่จะรู้ว่าชอบไม่ชอบก็ต้องลอง ฉะนั้น ขอเราลองก่อน ยังไงผมก็อยากมีโปรดักชั่นเฮ้าส์แบบครบวงจร มีเพลง ภาพยนตร์ สมมุติไม่ชอบหนัง ได้ทำเอ็มวีของตัวเองก็ยังดี

ผมโตมากับเพลงและหนัง คู่กันมา ฝึกเอง เรียนรู้เอง ลองผิดลองถูกเองมาเหมือนกัน แต่เพลงเราได้ทำอะไรกับมันเยอะแล้ว… ด้วยความเหนื่อย ทุกวันนี้เหนื่อยชิบเป๋งเลยครับพี่ (หัวเราะ) แต่การทำงานไม่มีคำว่าไม่เหนื่อย ถ้าทำงานสบายมากเขาก็ต้องเรียกว่าพักผ่อนสิครับ คงไม่เรียก ‘ทำ’ งาน ผมเชื่อว่าทุกอย่างต้องมีการลงทุน ลองลงทุนไปแล้วค่อยดูว่าโอเคกับผลลัพธ์มั้ย

กับโปรเจ็คต์ล่าสุด ธนนท์ คนมหานิยม & Friends Special Project นี่ล่ะ เหนื่อยมากน้อยแค่ไหน

อย่าถามว่าเหนื่อยแค่ไหน เอาเป็นว่ายากมาก เละมาก ออกมาตอนแรกไม่เป็นลูกคนเลย เละจนคิดว่าเอาไงต่อดีวะ! ผมเล่าที่มาก่อน มันเป็นโปรเจ็คต์พิเศษที่ด้วยความที่เราโตขึ้น อยากทำดนตรีเข้มๆ ขึ้น ทำกับรุ่นพี่หลายๆ คน จะได้เรียนรู้ เป็นการก้าวกระโดดในการทำงานของเราด้วย พอดีกับพี่ที่ค่าย I Am มาคุยว่าคนยังอยากฟังเราร้องลูกทุ่งนะ ทั้งที่เราร้องไว้แค่รอบเดียวตอนประกวด เราก็เลยเออ เอาสิ ดีเหมือนกัน เพราะจริงๆ แล้ว ผมร้องได้ทุกแนว ไม่อยากจำกัดตัวเอง สายหลักคือป๊อป โซล อาร์แอนด์บีจังหวะ 6-8 แต่ก็อยากร้องแบบอื่นบ้าง กับอยากทำดนตรีเข้มๆ เวลาเล่นสดจะได้สนุก

ก็เลยจัดให้ ใส่กลิ่นลูกทุ่งตรงเนื้อเพลงที่มันมีเอกลักษณ์มากๆ เรื่องสัมผัสนอกสัมผัสใน ความยากก็มาละครับ เราร้องได้ แต่ไม่ได้แปลว่าร้องดี ต้องทำการบ้านมากขึ้น แล้วมันยากมากกกกกกกก ยากจนคิดว่าจะไปต่อยังไง ช่วงแรกเละมาก เป็นลูกทุ่งอิเล็กโทรนิคก็มี จนสุดท้ายมาลงตัวที่ลูกทุ่งบลูส์ ซึ่งมันไม่ได้ใหม่เลย ลูกทุ่งมากับบลูส์นานแล้ว มีเยอะมาก (ร้องเพลงลูกทุ่งเก่าๆ ให้ฟังเป็นตัวอย่าง ซึ่งเพราะจริงๆ เสียดายที่ใส่ไฟล์เสียงในเนื้อหาไม่ได้) แล้วบลูส์ก็คือสายเจมส์ บราวน์ ดนตรีของคนผิวสี มีความพื้นเมืองเหมือนลูกทุ่งนั่นแหละ ผมเองก็ชอบเจมส์ บราวน์, ไมเคิล แจ็คสัน, Jackson 5, ไบรอัน แม็คไนท์ อยู่แล้ว อ่ะ เจอแล้วทางของเรา ทีนี้ก็สนุกละ กลายเป็นโปรเจ็คต์ใหญ่เลย

2addlogo

 

ออกมา 2 ซิงเกิ้ลแล้ว จะทำเป็นอัลบั้มเลยไหม

มี 4 เพลงเอง แต่กระแสตอบรับดีเกินคาด เราไม่นึกนะว่าคนจะชอบ เพราะมันดิบมาก เข้มมาก ทำไมเพลงเมนสตรีมที่ผมทำคนไม่ฮือฮายังงี้บ้างครับ (หัวเราะ) ตอนนี้เลยบอกได้ว่าปลายปีจะมีคอนเสิร์ตของโปรเจ็คต์นี้เป็นการทิ้งทวน ก่อนทุกคนจะแยกกันไปทำงานเมนของตัวเอง ทิ้งช่วงนานเพราะเราทำสนองนี้ด ไม่ได้ต้องเกาะกระแส คนอยากฟัง เราก็อยากทำ อยากลองแนวใหม่ๆ โปรเจ็คต์นี้มันเข้มข้นมากนะ ถ้าตัดเนื้อร้อง ดนตรีเป็นบลูส์เต็มร้อย ถ้าตัดดนตรี เนื้อเพลงก็เป็นลูกทุ่งเต็มร้อย ฟังได้หมดทั้งคนฟังลูกทุ่ง คนฟังสตริง คนดนตรีก็ชอบ

เรียนรู้อะไรจากงานนี้

ได้เห็นแนวทางเพลงใหม่ๆ ได้เข้าใจว่าการทำงานเพลงลูกทุ่งยากแค่ไหน ร้องว่ายากแล้ว ทำทั้งเพลงยิ่งยากกว่า การแต่งเนื้อเพลงลูกทุ่ง มันโดนล็อคด้วยสัมผัส คำจะไม่กว้าง อย่างคำว่า ‘เชื่อฉัน’ เขียนว่า ‘ฉัน’ แต่เราสามารถร้องเป็น ‘ชั้น’ เพื่อให้ลงจังหวะ ในขณะที่เพลงลูกทุ่งทำไม่ได้ ต้องลงเสียงวรรณยุกต์ให้ตรง มันยากมากกกกกกกกกครับ ต้องใช้ความตั้งใจมาก เหมือนเราเคยวาดโดราเอม่อน กัปตันอเมริกา แต่ต้องมาวาดลายกนก ถามว่าสวยมั้ย สวยมากนะ แต่ยากมาก ดูรายละเอียดสิ ต่างกันมาก

ทำไมต้องพยายามขนาดนี้ แล้วจะได้ทำอีกไหม ผมไม่รู้ แต่ผมรู้อย่างหนึ่งว่าไม่น่ามีใครกินผัดกะเพราได้ทั้งปี เราทำเพลงป๊อปโซลอาร์แอนด์บีก็ใช่ แต่ไม่ใช่ต้องทำอย่างเดียวตลอดชีวิต เปลี่ยนบ้าง หาแนวใหม่ๆ ให้ตัวเองได้เรียนรู้และพัฒนาบ้างเถอะ

ลูกทุ่ง ซิกเนเจอร์ งานภาพยนตร์เรื่องแรกก็เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนเมนูจากผัดกะเพราสินะ

ผมไม่เคยรับงานหนังเลยนะ ปฏิเสธตลอดเพราะมีปมตอนถ่ายเอ็มวี ตอนนั้นนางเอกเล่นไม่ผ่าน แล้วผู้กำกับพูดมาคำหนึ่งซึ่งถ้าเราอยู่ตรงนั้นตายแน่เลย เขาบอก “เร็วนะ ทุกคนรอกินข้าวอยู่” โหย เด็กเล่นไม่ได้อยู่แล้ว พูดยังงี้ยิ่งไม่ได้เข้าไปใหญ่ สุดท้ายก็ต้องพักกินข้าวก่อน เลยคิดว่าเราจะไม่รับงานแสดงถ้าไม่พร้อม แต่พี่ปรัช (ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับฯ) โทรมาเรียกไปแคสต์บอกว่าเขียนบทนี้แล้วเห็นเป็นนนท์ ก็ไปครับ เขาให้ร้องไห้ มีความสุข ผมทำไม่ได้สักอย่าง แต่พี่ปรัชก็เอา เขาบอกเขียนบทนี้ไว้ให้เรา ส่งไปเวิร์กช้อป เจอพี่กาย พี่เบน ชลาทิศ พี่น้อย วงพรู ทุกคนเล่นได้หมด มีเราคนเดียวที่ไม่รู้มาทำอะไร แล้วเรื่องแรกก็เจอบทหนักมาก บทคนจะฆ่าตัวตาย คนเราถ้าไม่สุดมันไม่ดันตัวเองขึ้นไปยืนร้องไห้เตรียมกระโดดสะพานหรอกครับ พอรู้ว่าต้องเล่นแน่ ผมทำการบ้านเลย 109 ข้อ เขียนใส่ชีทไว้ บทบอกแค่เราขึ้นไปบนสะพาน เตรียมกระโดด แต่เราจะเล่นยังไงให้คนเชื่อว่าเราเป็นคนนั้นจริงๆ

ผมเขียนโจทย์เลย 109 ข้อของตัวละครตัวนี้ 1. มันเป็นไอ้ขี้แพ้ 2. มันกินข้าวแกงมั้ย หรือกินพิซซ่า 3. วิธีการเดินต้องเดินเชิ่ดหรืองอ เขียนให้ครบ 109 ข้อ ทำเองหมด ย้อนไปถึงวันเขียนบทหนังสั้นสมัยเด็ก เขียนไปคิดไปว่าสนุกมาก เพื่อนต้องเล่นได้ แต่เพื่อนเล่นไม่ได้ เราเลยต้องตีโจทย์ความละเอียดแบบนี้ให้เพื่อนเล่น

ผมเป็นคนชอบทำการบ้านอยู่แล้ว จะทำเพลงหรืออะไรก็ทำการบ้านทุกครั้ง ยิ่งเรื่องไหนไม่เก่งยิ่งต้องทำการบ้านหนัก จนถึงวันถ่ายทำจริง แป๊บเดียวผ่าน เร็วมาก พี่ปรัชบอกว่าดีขึ้นมากจากวันแรกที่เจอ ตัวผมเองพอเริ่มเป็นแล้วก็เริ่มสนุก ตอนนี้ชอบการแสดงมาก

3addlogo

 

ร้องเพลงก็ยาก เล่นหนังก็ยาก ไม่มีอะไรง่ายสำหรับนนท์เลยเนอะ

แต่เดินแบบยากสุด ซึ่งต้องเดิน เพราะหน้าตาบังคับ (หัวเราะ) เพราะความสูงได้ครับ กับได้โอกาสจากพี่ๆ เดินครั้งแรกก็ฟินาเล่เลย ฟินาเล่เรื่องหน้าตานะไม่ใช่เสื้อผ้า ตอนประกวดผมอายุ 16 ตอนนี้ 20 แล้ว โตขึ้น หน้าตาก็เข้าที่ แค่นั้นแหละครับ ไม่ได้ไปทำอะไร

อย่างที่บอก ผมไม่จำกัดตัวเอง ทั้งเรื่องการร้องเพลง ร้องแนวไหนได้ก็ร้องหมด งานก็เหมือนกัน ถ้าได้โอกาสแล้วเราพอจะทำได้ ก็ทำ ผมอยากเป็นคนบันเทิงที่ทำได้ทุกอย่าง ผมเชื่อว่าคนเราเรียนรู้กันได้ถ้ามีความตั้งใจ เหมือนที่ผมร้องเพลงด้วยการเรียนรู้ฝึกฝนตัวเอง เล่นหนัง เดินแบบก็ด้วย ก่อนขึ้นเวที ผมฝึกจากการดูคลิปในยูทูป ฝึกอยู่ 4 วันก็เดินจริง ถามว่ากลัวไหม กลัวสิครับ กลัวยันวินาทีสุดท้าย ยังถามพี่ๆ นายแบบว่าเดินกันยังไง เขาบอกก็เดินปกติแหละ ห๊า ปกติพี่เดินแบบนี้เหรอ เดินตลาดก็เดินแบบนี้เหรอ (หัวเราะ) กลัวแทบตายตั้งนาน เดินจริง 3 วิฯ เป็นการทำงานที่เร็วสุดในชีวิต

แต่มันไม่มีอะไรเสียเปล่า เมื่อก่อนผมเดินหลังค่อมขากาง 4 วันที่ฝึกเดินช่วยให้เรารู้ตัวแล้วพยายามเดินให้ดีขึ้น อันนี้ได้กับตัวเอง ส่วนเรื่องโอกาสยิ่งดีเข้าไปอีก มีคนให้โอกาส ชอบเรา อยากให้เราร่วมงาน เรามีเหตุผลอะไรจะปฏิเสธครับ ผมยังเด็ก ยังใหม่ ไม่มีสิทธิ์เลือก แล้วไม่ชอบเลือกด้วย ทำได้ก็ทำ ทุกอย่างเป็นการต่อยอดทั้งนั้นแหละ

สี่ปีในวงการของเด็กที่เริ่มต้นทำงานด้วยอายุแค่ 16 เป็นยังไงบ้าง

ปีแรกโกลาหลมาก เด็กม.4 ต้องไป-กลับภูเก็ต-กรุงเทพฯ ประกวดเสร็จเที่ยงคืน ตีสี่ไปอาคารมาลีนนท์รอออกข่าวเช้าทั้งที่หัวแบลงค์ ช่วงแรกไม่เก่งเลย พูดอะไรไม่ถูก ทำอะไรก็ไม่เป็น ผมพุชตัวเอง 6 เดือนเรียนให้เสร็จ ร้องไห้ให้เรียบร้อยว่าจะไม่อยู่บ้านแล้วนะ ต้องเข้ากรุงเทพฯมาทำงาน เคยแพลนว่าอยากเขียนเพลงทำเบื้อหลังตอนอายุ 23-24 แต่ตอนนี้ต้องเขียนแล้ว มันเร็วมาก แล้วถ้าพลาดคือโดนด่าเพราะนี่สนามจริงไม่ใช่สนามเด็กเล่น รู้สึกเหมือนเป็นผู้เล่นในเกมเลเวล 16 แต่มาอยู่ในมอนสเตอร์เลเวล 25 ขึ้นไป ผิดแล้วเอาใหม่ไม่ได้ เพราะผิดปุ๊บส่งถึงคนอื่นทันที เราอยู่บนเวที เกิดอะไรขึ้นคนจะจำ พูดชื่อโปรดักส์หรือชื่องานผิด จบเลย ตอนนั้นเด็ก 16 เองนะครับ โหดร้ายกับผมมาก…

พอย่างเข้า 17 ทุกอุปสรรคเป็นเหมือนวัคซีน ผมมองแบบนี้ ทำให้คิดเร็วขึ้น ทำงานได้เร็วขึ้น อย่างที่บอกว่าผมไม่เคยปฏิเสธงาน ถึงงานแรกๆ จะเป็นแผลหมด เหมือนรับแก้วมาแล้วแตกเลย เพราะเรายังจับไม่เป็น แต่ทุกอย่างมันก็มีเวลามีการพัฒนาของมัน เราเองก็ปรับตัวไป

โชคดที่ผมมีฐานคนฟัง พูดทีไรก็อายปากเนอะ แต่ผมพูดเสมอว่าแฟนมี 2 แบบ แฟนคลับกับแฟนเพลง แฟนคลับคือคนที่เสพตัวเราแล้วไปที่งาน แฟนเพลงเสพงานก่อนแล้วถึงมาที่ตัวเรา มันต่างกัน เราโชคดีที่มีทั้งสองแบบ แล้วแฟนคลับมาจากการประกวดที่ไม่ได้เน้นหน้าตา บุคลิก นิสัย ผมเลยเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องพูดสคริปต์ อยู่แบบไม่ต้องพยายาม แต่ยังมีคนที่สนับสนุน ตามไปทุกงานทุกจังหวัด รู้สึกว่าเราโชคดี ทำงานแนวไหนเขาก็พร้อมจะซัพพอร์ต ทำเพลงโฆษณา ถ่ายโฆษณาเขาก็อุดหนุน

ทุกวันนี้คนเกลียดกันง่ายจะตาย โพสต์ 3 บรรทัดก็เกลียดได้ คนเขาไม่เกลียดเราก็บุญแล้ว นี่เขายังรักเราด้วย ต้องถือว่าโชคดีขนาดไหนครับ ไหนจะได้เป็นความสุขของคนอีก คนเราจะเป็นความสุขของคนอื่นได้กี่คนนอกจากพ่อแม่เรา…

อะไรคือสิ่งที่ทำให้เด็กต่างจังหวัดอายุน้อยนิดคนหนึ่งมายืนอยู่ ณ จุดนี้ในวันนี้

ผมไม่เคยปฏิเสธอะไรเลย ทำทุกสิ่งให้ดีสุดความสามารถที่จะทำได้ คนอื่นเห็นว่าเราทำแค่ไหนไม่สำคัญ แต่เรารู้ว่านั่นคือทั้งหมดของเรา ผมบวชมาตั้งแต่เด็ก มีโลกของตัวเอง คุยกับเพื่อนไม่รู้เรื่อง แต่คุยกับคนโตกว่ารู้เรื่อง เป็นคนที่ชอบเรื่องการเติบโต ชีวิตผมไม่เคยมีงานวันเด็ก ไม่เคยได้ไปเที่ยว วันเด็กของทุกคนคือวันเล่นสนุก แต่สำหรับผมคือวันที่ต้องขึ้นร้องเพลงบนเวที ไม่เคยได้ไปเล่นซุ้ม ยิงปืน ทั้งที่อยากมาก เพื่อนเคยไปเล่นปาลูกโป่งได้ตุ๊กตา แล้วมายืนโบกตุ๊กตาหน้าเวทีตอนเราร้องเพลง ร้องไห้เลยนะ ถึงขั้นบอกว่าไม่เอาแล้ว อยากมีวันเด็กบ้าง แล้วโดนพ่อตี ทั้งที่พ่อไม่ค่อยตี พ่อบอกไม่ได้ตีเพราะเราไม่ร้องเพลง ตีเพราะเราไม่ทำสิ่งที่สัญญาไว้ เราสัญญาว่าจะร้องเพลง

มันอาจมีช่วงที่เราไม่ซื่อสัตย์ แต่เราไม่เคยหยุดทำ สิ่งนี้ทำให้มาได้เร็ว อยู่ได้นาน ตอนผมมาแรกๆ มีหลายคนมาพร้อมกัน แต่เขาหายไปเร็ว นี่คือสิ่งตอบแทนการไม่เลือกงานของเรา มันต่อยอดมาถึงวันนี้

กับผมโชคดีที่มีพ่อแม่สนับสนุนและอยู่ด้วยเสมอ อยากทำอะไรอยากเป็นอะไรถ้าไม่เดือดร้อนใคร พ่อแม่ไม่เคยว่า ทุกวันนี้ผมก็บอกแม่ว่าถ้าวันหนึ่งที่ผมเริ่มเลือกงาน เริ่มเรื่องเยอะ ในความหมายว่างานเหมาะกับเรา ดีสำหรับเราแล้ว แต่เราดันเห็นเรื่องอื่นสำคัญกว่า วันหนึ่งลูกเหลิง มีอีโก้ ไม่ฟังใคร บอกนะ เพราะผมไม่อยากเป็นแบบนั้น

ผมไม่คิดว่าจะร้องเพลงไปจนบั้นปลาย ยุคนี้เป็นยุคมาเร็วไปเร็ว ผมทำงานด้วยความคิดแบบนี้ ฉะนั้น ในขณะที่เรายังอยู่ก็ทำให้ดีให้เต็มที่ที่สุด อย่างน้อยถ้ามันจบเราก็จะมีเรื่องไปเล่าให้ลูกฟังได้ว่า พ่อเคยทำอะไรมาบ้างขนาดนี้เลยนะ!

 

 

Story by: Srivigar S.
Photos by: Pisut S.