DCFC (3)

 

Death Cab for Cutie คือวงอัลเทอร์เนทีฟร็อคที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการเพลงมายาวนานเกือบ 20 ปี ฝีไม้ลายมือทางดนตรีของพวกเขาได้รับการยอมรับจากนักฟังเพลงทั่วโลก เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่ชาวไทยมีโอกาสได้ชมการแสดงสดของวงดนตรีที่ได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัล แกรมมี่ อวอร์ดส์มาแล้วถึง 8 ครั้ง รวมถึงอัลบั้มล่าสุด Kintsugi ที่เพิ่งเข้าชิงแกรมมี่ครั้งที่ 58 ในสาขา Best Rock Album มาสดๆ ร้อนๆ แต่ก่อนที่ DCFC จะขึ้นโชว์ในค่ำคืนนั้น บิลบอร์ด ไทยแลนด์ มีโอกาสได้พูดคุยกับพวกเขาเล็กน้อย แม้จะเกิดอาการเสียดายเล็กๆ เมื่อทราบว่า เบน กิบบาร์ด ฟร้อนต์แมนสุดเท่ของวงไม่ได้เดินทางมาให้สัมภาษณ์ด้วย แต่การสนทนากับ นิค ฮาร์เมอร์ (เบส) และ เจสัน แม็คเกอร์ (กลอง) ก็ยังครบรสความสนุกและเป็นกันเองอยู่ดี เอาล่ะ! เรามีเวลาแค่ 10 นาที เริ่มกันเลยดีกว่า!

BBT : การเดินทางมาเมืองไทยในรอบนี้เป็นอย่างไรบ้าง?
นิค : ดีครับ ก่อนหน้านี้พวกเราอยู่ที่ฮ่องกง แต่ตอนนี้เราอยู่ที่ประเทศไทยแล้ว มาถึงโรงแรมก็รับประทานอาหารเย็นกันก่อนเลย ได้ลองชิมแกงสีเขียวๆ ใส่กุ้ง มะเขือยาว แล้วก็อีกหลายเมนู เผ็ดมาก
เจสัน : เหงื่อแตกจนต้องหยิบผ้าเช็ดปากมาซับเหงื่อบนหน้าผากเลยล่ะครับ
นิค : นี่เป็นการเดินทางมาเมืองไทยครั้งแรกของพวกเราด้วย จริงๆ ก็เคยรู้เรื่องราวของเมืองไทยมาบ้าง สังคมคนไทยที่วอชิงตันแข็งแรงมาก ร้านอาหารไทยก็เยอะ มีคนรู้จักที่เดินทางมาท่องเที่ยวและพักผ่อนที่เมืองไทย พอพวกเขากลับไปอเมริกาก็มาเล่าให้เราฟังว่ามันมหัศจรรย์แค่ไหน ทั้งในกรุงเทพฯ รวมถึงชายหาดและเกาะต่างๆ

BBT : เข้าเรื่องเลยดีกว่า… เราอยากรู้ว่าพวกคุณได้ชื่ออัลบั้ม Kintsugi มาจากไหน?
นิค : บังเอิญไปเจอในอินเทอร์เน็ตครับ ผมไปเจอรูปชามเซรามิคซึ่งมีรอยแตกร้าว แล้ว Kintsugi มันเป็นชื่อเทคนิคในการซ่อมแซม โดยการเคลือบทอง 24 กะรัตลงไปโดยไม่ได้ปกปิดรอยแตกร้าว แต่มันกลับทำให้รอยดังกล่าวกลับมามีความสมบูรณ์และเหมือนเดิมอีกครั้ง หลังจากนั้นผมก็เข้าไปอ่านปรัชญาของศิลปะแขนงนี้ เรียนรู้คำศัพท์ญี่ปุ่นคำดังกล่าว ผมชอบปรัชญานี้มาก ก็เลยส่งลิงค์ไปให้เพื่อนในวงดู มันเป็นสิ่งที่งดงามและสำคัญมากนะ กับการที่คุณไม่พยายามปิดบัง และเต็มใจที่จะเปิดเผยรอยแผลของคุณออกมาให้คนอื่นได้เห็น

Processed with VSCOcam with m5 preset

 

BBT : แล้วก็เลยนำมาตั้งเป็นชื่ออัลบั้ม?
นิค : ใช่ครับ พออัลบั้มเสร็จ พวกเราก็พยายามหาชื่ออัลบั้มกัน นึกไปนึกมาพวกเรารู้สึกว่า หลายเพลงในอัลบั้มนี้มันเกี่ยวข้องกับเรื่องของความพังทลายของบางสิ่งบางอย่าง แล้วพยายามจะทำให้กลับมาเป็นดังเดิมอีกครั้ง ซึ่งผมคิดว่า Kintsugi เป็นคำที่แฝงปรัชญาซึ่งเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างไว้ด้วยกัน และเพลงในอัลบั้มนี้ก็หมายความเช่นนั้นจริงๆ

BBT : หลายคนมองว่าอัลบั้มล่าสุดของพวกคุณมีความแตกต่างจากชุดก่อนๆ อยู่พอสมควร?
นิค : อืม… ผมก็คิดแบบนั้นแหละ อย่างเรื่องซาวนด์กีตาร์ที่เพิ่มมากขึ้น จริงๆ ก่อนจะทำอัลบั้ม พวกเราไม่เคยมานั่งคิดว่า เราจะทำยังไงให้อัลบั้มนี้แตกต่างจากอัลบั้มที่แล้ว ไม่เคยเลย แต่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างไปจาก 7 อัลบั้มก่อนหน้านี้แน่ๆ ก็คือ พวกเราได้ ริช คอสตีย์ มาโปรดิวซ์เพลงให้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เรามีโปรดิวเซอร์ในลักษณะนี้ ซึ่ง ริช ก็พยายามดึงเอาความแตกต่างจากพวกเราทั้งสามคนออกมา และผสานออกมาเป็นซาวนด์ที่แตกต่างออกไปจากอัลบั้มชุดอื่นๆ

BBT : แล้วคุณล่ะเจสัน… คิดยังไงกับประเด็นนี้?
เจสัน :
เหมือนกันครับ คืออย่างนี้ ปกติเราจะมีใครสักคนในวงเป็นผู้ตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้าย รวบรวมความคิดที่กระจัดกระจายมาไว้ด้วยกันอย่างที่ คริส (เจสันพูดถึง คริส แวลล่า อดีตมือกีตาร์ที่เพิ่งออกจากวงไปหลังจากอัลบั้ม Kintsugi เสร็จสิ้น) เคยทำ แต่สำหรับ ริช คอสตีย์ จะออกมาในอีกรูปแบบหนึ่ง พวกเราลงลึกในเรื่องดนตรีไปอีกเล็กน้อย ทดลองทำเพลงหลายๆ เวอร์ชั่น อย่างไรก็ตาม คริส ก็ยังอยู่ในทุกขั้นตอนของการทำอัลบั้มนี้ ซึ่งผมคิดว่า ซาวนด์ที่ออกมามันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก

DCFC (1)

 

BBT : ตั้งแต่อัลบั้มชุดแรก Something About Airplanes ในปี 1998 จนมาถึงตอนนี้ อะไรคือแรงบันดาลใจในการทำเพลงของพวกคุณ?
นิค : ชีวิต (ตอบทันที) การใช้ชีวิต ความรัก หรือแม้กระทั่งตอนคุณอกหักก็ตาม

BBT : 20 ปีในวงการเพลงไม่ใช่เรื่องธรรมดา พวกคุณมองว่า อะไรที่ทำให้ Death Cab for Cutie อยู่ในวงการเพลงได้ยาวนานขนาดนี้?
นิค : อืม… ถ้าให้ตอบตรงๆ ก็… ไม่รู้เหมือนกัน คือพวกเราก็ค่อยๆ ก้าวขึ้นมาทีละสเต็ป ซึ่งจนถึงทุกวันนี้มันก็ยาวนานพอสมควร เคยมีคนบอกผมว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง… มันก็แค่ต้องก้าวต่อไป ผมไม่รู้จริงๆ ว่า Death Cab for Cutie เดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร อาจจะเป็นการผสมผสานกันระหว่างการทำงานหนักของพวกเรา รวมถึงแรงสนับสนุนจากครอบครัวและแฟนเพลง จึงทำให้พวกเรามาถึงจุดนี้
เจสัน : อีกอย่างหนึ่งก็คือ พวกเราพยายามค้นหาสิ่งใหม่ๆ สถานที่ใหม่ๆ ทำงานกับบุคคลที่แตกต่างออกไป เขียนเพลงที่ต่างออกไปเท่าที่พวกเราจะสามารถทำได้ พยายามรักษาความท้าทายเอาไว้ให้มากที่สุด

 

Story by: Chanon B.
Special Thanks: VIJI Corp / Warner Music Thailand