XN1A2984addlogo

 

จากเด็กน้อยวัย 16 ปีที่เพลงเปิดตัวในการเป็นศิลปินของเธออย่าง ดาวกระดาษ เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้วโด่งดังเป็นพลุแตก มาถึงวันนี้ ปนัดดา เรืองวุฒิ คือนักร้องหญิงของเมืองไทยอีกคนที่ได้รับการยอมรับในน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยคุณภาพ ซึ่งหากจะไล่นับจำนวนอัลบั้มเดี่ยวรวมถึงอัลบั้มพิเศษต่างๆ นานาของเธอคงต้องใช้เวลาสักพัก แต่ถ้ายกตัวอย่างเพลงดังๆ อาทิ ดอกไม้ในหัวใจ, ลมหนาวและดาวเดือน, รู้ไหมทำไม หรือ คนเลวที่รักเธอ ทุกคนคงร้องอ๋อกันถ้วนหน้า นอกจาก บิลบอร์ด ไทยแลนด์ จะเดินทางมาพูดคุยกับสาวคนนี้ถึงเรื่องราวของ 2 ซิงเกิ้ลล่าสุดอย่าง ผู้ชายแบบไหน และ รักไปเจ็บไปไม่เอา ภายใต้การทำงานกับค่ายใหม่อย่าง Werkgang แล้ว เรายังชวนเธอคุยถึงความเปลี่ยนแปลงในวงการเพลงที่เธอคงสัมผัสได้เต็มๆ กับระบบการปล่อยเพลงในรูปแบบซิงเกิ้ล มาดูกันดีกว่าว่า ทรรศนะของศิลปินที่ออกอัลบั้มเต็มมาตลอด 20 ปีกับเรื่องนี้จะเป็นเช่นไร

ดูเหมือนว่าคอนเซ็ปต์เพลงที่จะต้องเจ็บช้ำ ความรักที่ผิดหวัง จะกลายเป็นซิกเนเจอร์ของคุณไปแล้วหรือเปล่า?
ก็จริงนะ ถ้าเป็นอัลบั้มนี่ไม่มีเพลงสมหวังเลย ขอนึกแป๊บ… อืม ไม่มีเลยจริงๆ ด้วย ขนาดร้องคัฟเวอร์ยังไม่มีเลย (หัวเราะ) เหมือนเป็นลายเซ็นของเราแล้วที่ว่าจะต้องเจ็บนะ แต่ก็มีความเข้มแข็ง สามารถอยู่ได้ ต้องสตรอง ถึงจะน่วมแค่ไหนก็ต้องเก็บซากตัวเองขึ้นมาให้ได้

รู้สึกชินไหมกับการร้องเพลงสไตล์นี้?
ก็ชินนะ แต่ด้วยเสียงของเราด้วยมั้ง เหมือนเป็นพรสวรรค์ที่ร้องอะไรออกมาก็เศร้าหมด พยายามแล้วที่จะร้องเพลงสดใสบ้าง แต่ก็เหมือนไม่เข้ากับเสียงของเรา แต่มันก็จะเป็นความเศร้า เป็นดราม่าแบบชีวิตอกหักที่ตีความไปได้ในหลายๆ รูปแบบ

กลัวแฟนเพลงเบื่อไหม?
แอบกลัวนิดๆ เหมือนกัน เต็มร้อยก็กลัวสัก 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ด้วยความที่ว่าเรื่องอกหักหรือเสียใจมันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกวันและกับทุกคน เพราะฉะนั้นจะทำออกมากี่เพลงก็ยังมั่นใจว่าคนฟังก็ยังสามารถเชื่อมโยงได้

XN1A2976addlogo

 

ซิงเกิ้ลล่าสุดทั้ง ผู้ชายแบบไหน และ รักไปเจ็บไปไม่เอา คุณมีส่วนร่วมอะไรบ้าง?
ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของเนื้อหาเพลงกับวิธีการร้องค่ะ อย่างเพลง ผู้ชายแบบไหน ก็จะเข้มข้นหน่อย ปกติเราเคยร้องเพลงแทนความรู้สึกของทั้งบุคคลที่ 1-2-3 มาแล้ว คราวนี้เป็นผู้ถูกกระทำก็จริง แต่จะเป็นผู้ถูกกระทำที่แข็งกร้าว ไม่ยอมโดนกระทำอยู่ฝ่ายเดียว พอถึงเพลง รักไปเจ็บไปไม่เอา ก็เหมือนเป็นซีรี่ส์ต่อเนื่องเหมือนกันนะ เหมือนเจ็บมาแล้ว ก็เป็นช่วงเวลาเก็บซากความรู้สึกของตัวเองกลับขึ้นมา มาดูแลตัวเองดีกว่า ตอนประชุมกับพี่ตุ๊ก – มณฑวรรณ ศรีวิเชียร และพี่กฤช กฤษณาวารินทร์ เขาก็จะเอาเรื่องราวในชีวิตของเราเข้าไปใส่ไว้ในเพลงด้วย พอถึงเวลาอัดร้อง เราก็ต้องทำการบ้านไปเอง

ดูเหมือน 2 เพลงที่ว่า อารมณ์จะต่างกันโดยสิ้นเชิงอยู่เหมือนกัน?
ใช่ วิธีการร้องไม่เหมือนกันเลย ผู้ชายแบบไหน อารมณ์จะพุ่งมาก แต่ รักไปเจ็บไปไม่เอา จะต้องร้องแผ่วๆ เหมือนกำลังจะตาย แต่ตายไม่ได้ และก็ขอความช่วยเหลือจากใครไม่ได้แล้วด้วย เพราะเลือกเอง คือถึงแม้ว่าจะต้องร้องแผ่วๆ แต่คีย์ค่อนข้างสูงกว่าเพลงอื่นๆ ที่เราเคยร้องมาด้วย ก็ยากอยู่เหมือนกัน

สิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้ในทุกเพลงของ ปนัดดา เรืองวุฒิ คือเรื่องอินเนอร์ที่มาเต็มตลอด?
ส่วนใหญ่เราจะหาโจทย์ของตัวเองมาก่อนว่าอยากได้เพลงแบบไหน เนื้อหาหรือการนำเสนอมุมมองรูปแบบใด ก็เอาทัศนคติของตัวเองมาผสมผสานกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เอามาชั่งน้ำหนักว่าอะไรที่มันเป็นไปได้ที่จะออกมาเป็นเพลงได้บ้าง แล้วเราก็ต้องทำความเข้าใจกับมัน สมมุติว่าถ้ามีเหตุการณ์ 2 หญิง 1 ชาย เกิดขึ้นกับตัวเอง เราก็จะนำเหตุการณ์นั้นมามองแตกประเด็นออกไปว่า อะไรคือสาเหตุ และผลที่ออกมาแบบนั้นใครได้ใครเสีย เหมือนมาดีเบตกัน เอาความคิดเห็นของแต่ละคนมาวางเรียงกัน แล้วเลือกในสิ่งที่สังคมน่าจะเข้าใจและน่าจะรับได้ อย่างที่บอก พอเอาชีวิตของตัวเราเองหรือคนรอบๆ ตัวมาใส่ในเพลง มันก็จะเข้าใจกับสิ่งที่จะสื่อสารออกไปได้ง่าย

มาถึงตอนนี้อินกับเพลงได้ง่ายกว่าสมัยก่อนไหม?
แล้วแต่โจทย์เพลงด้วยแหละ ด้วยความที่สมัยก่อนเพลงของเราจะใสๆ และมีความอาร์ตอยู่พอสมควร ซึ่งตอนนั้นเวลาร้องเพลงก็มีความสุขในอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะตอนนั้นทุกอย่างมันบวกไปหมด เข้าวงการครั้งแรกตอนอายุ 16 ซึ่งถือว่าเร็วเหมือนกัน อย่างอัลบั้ม เขียนฟ้าด้วยปากกาดาว ที่มีเพลง ลมหนาวและดาวเดือน ชุดนั้นนี่อาร์ตมาก ทุกอย่างมีความเป็นศิลปะ แต่พอถึงช่วงหนึ่ง มีเพลง คนเลวที่รักเธอ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากๆ ก็เลยได้ร้องเพลงดราม่าต่อเนื่องมาเรื่อยๆ เลย เพลงที่เราร้องกลายเป็นสไตล์นั้นมาตลอด บางทีก็เหนื่อยเหมือนกันนะ เราอินกับเพลงง่าย บางทีอารมณ์มันถาโถมเข้ามาแล้วมันอั้นไว้ไม่อยู่ก็มี

XN1A2992addlogo

 

รู้สึกไหมว่า คนไทยอินกับเพลงดราม่าสไตล์ คนเลวที่รักเธอ ได้ง่าย?
ยุคสมัยนี้รสชาติของเพลงก็เหมือนรสชาติของอาหาร คนไทยชอบรสจัดจ้าน ต้องมีความแซ่บ เพราะการแสดงออกของคนเราตอนนี้มันไม่มีการอดทนอดกลั้นแล้ว จุดเดือดของอารมณ์มันเดือดกันเร็วขึ้น แสดงออกกันมากขึ้น เพราะฉะนั้นไม่แปลกเลยที่เพลงจะมีความแซ่บโดดออกมาอย่างนี้ เมื่อก่อนพี่ปาน – ธนพร แวกประยูร จะเป็นฝั่งเมียหลวง ส่วนเราเป็นฝั่งเมียน้อย (หัวเราะ) เพลงแบบประเภทคนมาทีหลังนี่ถูกใจคนฟังมาก เป็นมือที่สามมาตลอด แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นตัวแทนของคนอกหัก ก็โอเคนะ

วัฒนธรรมการฟังเพลงที่เปลี่ยนไปทำให้ต้องปรับตัวเยอะไหม?
ส่วนใหญ่จะต้องทำความเข้าใจเรื่องการตลาดมากกว่า เคยดื้อแพ่งเหมือนกันนะ นัดห้องอัดแล้วไม่ไป ไม่อยากร้อง ตอนนั้นยังเด็กอยู่ คิดถึงแค่เรื่องความเป็นตัวของตัวเอง ความมีศิลปะ มาปรับตัวครั้งใหญ่เลยคือตอนที่ซีดีกลายเป็นการดาวน์โหลด ทางบริษัทปรับเปลี่ยนจากการทำอัลบั้มมาเป็นซิงเกิ้ล อย่างของเราเพิ่งมาเริ่มขายซิงเกิ้ลจริงๆ ตอนเพลง ผู้ชายแบบไหน นี่เองนะ ก่อนหน้านี้เป็นอัลบั้มมาตลอด แล้วยังมีเรื่องยอดวิวเข้ามาอีก เราก็ต้องปรับความเข้าใจใหม่อีกนิดหน่อย ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างมันมีรายละเอียดลึกลงไปอีก คือเราเป็นพวกชอบร้องเพลงอย่างเดียว พอเห็นหลักฐานที่เป็นสถิติตัวเลขก็เปลี่ยนแนวความคิดแล้วสินะ

จะว่าไปคุณก็ผ่านมาตั้งแต่ยุคเทปคาสเซตต์, ซีดี, ดิจิทัล จนมาถึงยุคของยอดวิวยูทูปเลยนะ?
และเราก็ต้องปรับตัวเยอะขึ้นเรื่อยๆ โชกโชนมาก (หัวเราะ) จากตอนแรกเราไม่ต้องทำความเข้าใจอะไรเลย สนใจแต่เรื่องการร้องเพลงของเรา แต่ตอนนี้ต้องมาทำความเข้าใจว่า เพลงแบบนี้มันขายนะ เพลงแบบนี้คนโหลดเยอะนะ เพลงแบบนี้คนฟังแล้วมันโดนนะ แฟนเพลงหลายคนบอกว่า เนื้อหาเพลงเอาแบบนี้เลยเหรอพี่ ขวานผ่าซากอย่างนี้เลยเหรอ ก็ต้องแซ่บๆ แบบนี้แหละ (หัวเราะ) ยังไม่หมดนะ มันยังมีองค์ประกอบอื่นๆ อีกเยอะมาก

XN1A2983addlogo

 

ในฐานะที่ผ่านมาทุกยุคสมัย มองทิศทางในอนาคตของวงการเพลงบ้านเราอย่างไรบ้าง?
ส่วนตัวรู้สึกว่ามันจะยากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่ตัวศิลปินนะ ค่ายก็เหมือนกัน เมื่อก่อนรายได้ของค่ายเพลงก็จะมาจากยอดขายเทป ซีดี เดี๋ยวนี้บางวงไม่ต้องมีต้นสังกัด จ้างงานตรงกับศิลปินได้เลย ทีนี้ศิลปินก็ต้องมาแข่งกันเรื่องภาพ หรือสื่อที่จับต้องได้มากขึ้นแล้ว ไม่ใช่แค่งานเพลงอย่างเดียว ตอนนี้มีเฟซบุ๊กไลฟ์ ต่อไปจะมีอะไรอีก ซึ่งศิลปินต้องวิ่งตามให้ทัน

เราเชื่อว่าคุณคงร้องเพลงต่อไปเรื่อยๆ แหละ แล้วยังมีอย่างอื่นที่อยากทำมากๆ อีกบ้างไหม?
เคยคิดการใหญ่เหมือนกันนะ เราชอบศิลปินญี่ปุ่นอยู่วงหนึ่งชื่อ EXILE เขาฟอร์มขึ้นมาเป็นอะคาเดมีของเขา แล้วหัวหน้าวงเขาก็ตั้งบริษัทขึ้นมาซึ่งมีทั้งโรงเรียนสอนร้องสอนเต้น มีมาเรียนตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ หรืออย่างที่เกาหลีใต้จะมีโรงเรียน Art and Performance อยากให้เมืองไทยมีแบบนั้นบ้าง เด็กไทยสมัยนี้เก่งๆ เยอะ แต่มันกระจัดกระจาย อยากให้เป็นโรงเรียนที่สอนให้คนเข้าใจว่า คนที่จะเป็นศิลปินจะมีตารางงานแบบนี้ ต้องจัดสรรสิ่งต่างๆ ให้เขามีการศึกษาในลักษณะนั้น เหมือนเป็นการนำทางให้เด็กที่มีความสามารถแต่ไม่รู้ทิศทางของตัวเองให้พวกเขาได้รู้ว่าจะต้องเดินไปในทิศทางไหน ทุกอย่างมันจะขึ้นอยู่กับคุณภาพล้วนๆ เลย แล้วถ้าเด็กมีคุณภาพ งานที่เกิดขึ้นก็จะมีคุณภาพเช่นกัน

ความสุขของการร้องเพลงในทุกวันนี้ของคุณคืออะไร?
ความสุขแตกต่างไปตามยุคสมัยนะ ช่วงหนึ่งจะเป็นความสุขที่ได้ร้องเพลง ซึ่งช่วงแรกมีความสุขแบบปรี๊ดเลย ดีใจมากที่เด็กบ้านนอกคนหนึ่งมีโอกาสได้ออกเทป เมื่อก่อนมันไม่เหมือนสมัยนี้ที่มีรายการประกวดเยอะแยะ เราต้องขวนขวายเอง ความสุขต่อมาคือคนฟังเยอะ ยอดขายก็เยอะตาม ปลื้มปริ่มกับสิ่งที่เราชอบกลายมาเป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ พอยุคสมัยเปลี่ยนไป ความรู้สึกก็จะกลายเป็นแบบว่า เขาอินกับเพลงเราขนาดนี้เลยเหรอ จริงเหรอ ดีจัง ซึ่งยุคนี้เราจะได้รับความคิดเห็นจากคอมเมนต์ในโลกโซเชียลทันที ความสุขปนไปด้วยความสนุก แต่มันก็เหมือนดาบสองคมนะ อย่างที่บอกว่าเดี๋ยวนี้คนแสดงความรู้สึกออกมาได้ง่าย คือนอกจากสนุก มีความสุข ก็เกิดความกลัวไปด้วยในโมเมนต์เดียวกัน ก็มันดีนะ (หัวเราะ) วันนี้เป็นแบบนี้ แล้วต่อไปจะเป็นแบบไหน วงการเพลงบ้านเราจะมีอะไรให้ลุ้นในอนาคตว่าจะมีอะไรออกมาอีก ให้เราได้วิ่งไล่ตามมันออกไปอีก ก็ถือเป็นความสุขในปัจจุบันที่ว่า เราจะทำยังไงต่อไปกับสิ่งที่เรารักมากที่สุดนั่นก็คือ การร้องเพลง

 

Story by: Chanon B. & Rangsiya N.
Photos by: Pisut S.
Special Thanks: Werkgang