Ariana-grande-02-manchester-benefit-concert-2017-a-billboard-1548

นักร้องสาวอาเรียน่า กรานเด จัดการแสดงคอนเสิร์ต One Love Manchester คอนเสิร์ตเพื่อการกุศล ระดุมทุนช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดเเมนเชสเตอร์ อารีน่า เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2017 คอนเสิร์ตในครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา Old Trafford Cricket Ground แมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ โดยอาเรียน่าเปิดฉากการแสดงของเธอด้วยบทเพลง Be Alright ก่อนจะตามมาด้วยเพลงฮิตของเธออีกมากมาย พร้อมทั้งเหล่าศิลปินชื่อดังที่พร้อมใจกันขึ้นเวทีในโอกาสพิเศษนี้

มาร์คัส มัมฟอร์ด ฟร้อนต์แมนแห่งวง Mumford & Sons คือศิลปินคนแรกที่เปิดการแสดงบนเวทีคอนเสิร์ตด้วยการขอให้แฟนๆ ยืนสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัยให้กับผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ ตามด้วยบทเพลงของวงอย่าง Timshel ก่อนจะส่งต่อเวทีให้กับ Take That วงบอยแบนด์ระดับตำนานเจ้าถิ่นแมนเชสเตอร์ ที่มาพร้อมเพลงฮิตอย่าง Shine, Giant และ Rule the World และทั้งสามสมาชิกยังชวนให้แฟนๆ ร้องเพลงร่วมกันก่อนจะกล่าวว่า ขอให้ทุกคนจงเข้มแข็งเข้าไว้ เพียงแค่มองไปบนท้องฟ้าและร้องเพลงออกมาด้วยกันอย่างภาคภูมิใจ

ศิลปินลำดับต่อไปคือ ร็อบบี้ วิลเลียมส์ และเพลง Strong เพื่อเป็นเกียรติให้กับผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ ตามมาด้วยเพลง Angel ซึ่งบรรดาแฟนๆ ต่างก็ช่วยกันร้องเพลงจนดังกึกก้องไปทั่วทั้งสเตเดียม “พวกเราขอส่งกำลังใจทั้งหมดไปให้พวกคุณ” ร็อบบี้กล่าว “กำลังใจให้ทุกคนทั้งในแมนเชสเตอร์เอง และทั่วทั้งสหราชอาณาจักร พวกเรารู้สึกใจสลายแทนทุกคนที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ถึงแม้ว่าความเศร้านี้จะไม่ทางจบลงง่ายๆ แต่ความรักที่พวกเรามีให้คุณจะไม่มีวันสิ้นสุดลง”

ฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์ขึ้นเวทีต่อด้วยเซตลิสต์เพลงฮิตของเขาอย่าง Get Lucky ก่อนจะเซอร์ไพรส์คนดูด้วยการชวนสาวไมลีย์ ไซรัส ซึ่งกำลังยืนร้องตามอยู่ด้านข้างเวทีให้ขึ้นมาร่วมแจมด้วยกันบนเวทีซะเลย “หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ผมไม่รู้สึกถึงความกลัวใดๆ ในค่ำคืนนี้เลย ผมรู้สึกถึงแต่ความรักและพลังบวกจากทุกคน ซึ่งนั่นทำให้ผมมีความสุข (Happy)” แน่นอนว่า Happy คือบทเพลงต่อไปที่ฟาร์เรลล์ร่วมร้องกับไมลีย์

ไมลีย์ยังเสริมต่ออีกว่า “การรับผิดชอบที่สำคัญที่สุดของทุกคนบนโลกใบนี้ คือการดูแลซึ่งกันและกัน” นอกจากนี้เธอยังโชว์เพลงใหม่ล่าสุด Inspire เพื่อเป็นของขวัญให้กับเมืองนี้โดยเฉพาะ “แมนเชสเตอร์เป็นเหมือนบ้านสำหรับฉันเสมอ”

อดีตสมาชิกวง One Direction อย่างไนออล ฮอแรน มารับช่วงต่อบนเวที กับการแสดงซิงเกิ้ลของเขา Slow Hands “ผมรู้สึกโชคดีมากที่ได้ท่องเที่ยวไปทั่วโลก แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมกลับมาที่แมนเชสเตอร์ ผมรู้สึกผูกพันกับที่นี่เสมอ” ก่อนเจ้าตัวจะโชว์อีกหนึ่งซิงเกิ้ลอย่าง This Town

หลังจากนั้นสกูตเตอร์ ไบรอัน ผู้จัดการส่วนตัวของนักร้องสาวอาเรียน่า ได้ขึ้นมาบนเวทีเพื่อกล่าวเปิดโชว์ให้กับเธอ โดยสกูตเตอร์ยังกล่าวอีกด้วยว่า “อาเรียน่าเป็นคนที่เข้มแข็งที่สุดที่ผมเคยเจอมา” นักร้องสาวขึ้นมาบนเวทีพร้อมกับ Be Alright เป็นเพลงเปิด ตามด้วย Break Free ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากแฟนๆอย่างล้นหลาม

ตัดมาด้วยโชว์สั้นๆ จากศิลปินระดับตำนาน สตีวี่ วันเดอร์ กับบทเพลง Love’s in Need of Love Today และโชว์จากสี่สาวเกิร์ลกรุ๊ป Little Mix ในเพลง Wings

อาเรียน่ากลับขึ้นเวทีอีกครั้งพร้อมดูเอตกับ วิคตอเรีย โมเนต์ ด้วยเพลง Better Days และตามมาด้วยการขึ้นเวทีกับอีกหนึ่งศิลปิน ได้แก่ Black Eyed Peas ในเพลง Where Is the Love? ตามด้วยศิลปินคนต่อไปซึ่งนับว่าเป็นไอดอลของเธอมาตั้งแต่เธออายุ 11 นั่นก็คือ อิโมเจน ฮีป ซึ่งอิโมเจนมาพร้อมกับเปียโนและเพลง Hide and Seek ก่อนจะเล่นบทเพลง My Everything ที่มีกลุ่มนักร้องคอรัสและอาเรียน่าเป็นคนร้องนำ เพลงต่อมาคือ The Way ซึ่งร่วมร้องกับแฟนหนุ่มของเธออย่าง แม็ค มิลเลอร์ ก่อนที่ทั้งคู่จะร่วมโชว์ร่วมกันในอีกหนึ่งเพลงของแม็คอย่าง Dang!  ตามมาด้วยการกลับขึ้นเวทีอีกครั้งของไมลีย์ เพื่อคัฟเวอร์เพลง Don’t Dream It’s Over ร่วมกับสาวอาเรียน่า

ต่อมาอาเรียน่าได้เริ่มกล่าวบนเวทีเป็นครั้งแรก “ฉันรักพวกคุณทุกคนมากๆ ขอบคุณมากๆ อีกครั้งที่มารวมตัวกันในค่ำคืนนี้ ทุกคนทั้งเข้มแข็งและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก การที่พวกเราสามัคคีกันและมารวมตัวกันแบบนี้ ฉันว่านี่แหละคือยารักษาที่ดีที่โลกของเรากำลังต้องการ” เธอยังกล่าวต่อว่า เธอได้เข้าไปพูดคุยกับคุณแม่ของโอลิเวีย แคมป์เบล หนึ่งในผู้เสียชีวิต ซึ่งคุณแม่ของโอลิเวียเองเชื่อว่าลูกสาวคงอยากเห็นอาเรียน่าทำการแสดงเพลงฮิตของเธออีกสักครั้งหนึ่ง นักร้องสาวจึงจบโชว์การแสดงด้วยเพลง Side to Side

ก่อนเธอจะส่งต่อเวทีให้กับเคที่ เพอร์รี่ ต้องขอบคุณอาเรียน่าที่ทำให้ฉันได้มีส่วนร่วมในค่ำคืนอันมหัศจรรย์นี้

เคที่กล่าว มันไม่ง่ายเลยนะที่จะเลือกความรักในสถานการณ์แบบนี้ แต่ความรักสามารถเอาชนะความกลัวและความเกลียดชังได้ เพราะความรักจะทำให้คุณเข้มเเข็งขึ้น เคที่ร้องเพลง Part of Me ก่อนจะตามด้วย Roar ซึ่งทำให้คนดูร้องตามเสียงดังกระหึ่มไปทั้งงาน

หากคิดว่าเคที่ทำให้คนดูลุกเป็นไฟแล้ว ศิลปินคนต่อไปยิ่งทำให้คนดูสนุกขึ้นไปอีก ได้แก่ จัสติน บีเบอร์ “ค่ำคืนนี้มันมหัศจรรย์มากๆ เลยว่ามั้ย มีใครเห็นด้วยกับผมบ้างว่าความรักชนะทุกสิ่ง จะมีวิธีไหนที่สามารถชนะความชั่วร้ายได้ดีไปกว่าการใช้ความดี” จัสตินมาพร้อมกับกีตาร์เพื่อทำการแสดงเวอร์ชั่นอะคูสติกของเพลง Love Yourself และ Cold Water พร้อมกับกล่าวไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิต

อาเรียน่ากลับขึ้นเวทีอีกครั้งด้วยบทเพลง Love Me Harder ก่อนจะฉายข้อความ “I Stand with Manchester” บนจอเวทีพร้อมภาพศิลปินดังที่มาร่วมให้กำลังใจ ได้แก่ ฮาลซีย์, เดมี โลวาโต้, The Chainsmokers, คามิลล่า คาเบลโล, เคนดัล เจนเนอร์, Kings of Leon, พอล แมคคาร์ทนีย์ และคนอื่นๆ อีกมากมาย

ฟร้อนต์แมนแห่ง Coldplay อย่าง คริส มาร์ติน ร่วมจอยเวทีกับสาวอาเรียน่า เพื่อคัฟเวอร์เพลง Don’t Look Back in Anger ของ Oasis ตามมาด้วยการแสดงของ Coldplay เองกับเพลง Fix You, Viva La Vida และ Something Just Like This

การแสดงลำดับต่อไปนับว่าเซอร์ไพรส์แฟนๆ อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวกับการปรากฎตัวของ เลียม กัลลาเกอร์ กับหนึ่งในเพลงดังของ Oasis จากอัลบั้ม Definitely Maybe ในเพลง Rock ‘n’ Roll Star และก่อนที่เจ้าตัวจะทำการแสดงอีกหนึ่งเพลง ซึ่งเป็นซิงเกิ้ลแรกจากการโซโล่เดี่ยวอย่าง Wall of Glass ต่อมา คริส มาร์ตินก็ขึ้นเวทีมาร่วมแสดงด้วยในเพลง Live Forever ล้วนสร้างความประทับใจให้คนดูไปตามๆ กัน

จากนั้นอาเรียน่าพาบรรดาศิลปินออกมาที่หน้าเวทีเพื่อร่วมร้องเพลง One Last Time ซึ่งเป็นเพลงที่เธอเพิ่งปล่อยอีกครั้งให้แฟนๆ ได้ดาวน์โหลดกันผ่าน iTunes โดยรายได้ทั้งหมดจะมอบให้กับเหยื่อจากเหตุระเบิดต่อไป โดยสาวอาเรียน่าเองก็แอบเก็บน้ำตาไว้ไม่อยู่ เมื่อเข้าไปกอดเพื่อนๆ ศิลปินที่ต่างมาร่วมกันทำการแสดงคอนเสิร์ตเพื่อการกุศลของเธอ

ก่อนจะจบค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็เปี่ยมไปความมหัศจรรย์ของการรวมตัว รวมใจ ของทั้งศิลปินที่มาขึ้นเวทีและคนดูใน Old Trafford Cricket Ground พร้อมทั้งผู้ชมออนไลน์ทั่วโลก ที่ร่วมกันระลึกถึงการสูญเสีย พร้อมสร้างความตระหนักและช่วยเหลือคนทุกคน Somewhere Over the Rainbow จึงเป็นบทเพลงที่สาวอาเรียน่าเลือกนำมาถ่ายทอดได้อย่างงดงามและกินใจ

Story and photo by: Billboard
Translated by: Promthida R.