bb16-topline-opener-wild-west-billboard-1548

ท่ามกลางความแปรปรวนของเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมเพลง ทั้งค่ายเพลงและศิลปินต่างก็พากันไปเสี่ยงโชคกับสัญญาที่ต่างออกไปและหันมาทดลองไอเดียสดใหม่

นาทีนี้ชาวดนตรีสายแด๊นซ์คงไม่มีใครไม่รู้จัก Marshmello เจ้าของเพลงรีมิกซ์เพลงสุดมันที่ถูกเปิดทั่วไปตามคลับและงานเทศกาลทั่วโลกในหน้าร้อน มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2017 ดีเจขนมหวานคนนี้จะสามารถทำรายได้จากการทัวร์ได้ถึง 20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังนั้นในช่วงนี้เขาจึงไม่สนใจที่จะเซ็นสัญญากับค่ายเพลงใหญ่ๆ ในทางกลับกันเขามีนัดคุยกับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่หลายแห่งพร้อมๆ กัน โดยมีเป้าหมายคือการออกซิงเกิ้ลใหม่กับทุกค่าย

“ทุกวันนี้อุตสาหกรรมเพลงปั่นป่วนขึ้นเยอะ เพราะว่าศิลปินสามารถตัดสินใจและทำอะไรได้ด้วยตัวเองมากกว่าแต่ก่อน” โจชัว ไบน์เดอร์ ทนายของดีเจ Marshmello และหุ้นส่วนของ Davis Shapiro บริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมายที่รับงานเป็นตัวแทนของศิลปินและบุคลากรในวงการเพลง โดยมีลูกค้าเบอร์ใหญ่อย่างเช่น เคนดริก ลามาร์ “เขาไม่มีค่ายเพลงที่จะมาแย่งเครดิตจากความสำเร็จของเขา ซึ่งทำให้ทุกวันนี้เขาสามารถพูดกับทุกค่ายได้ เสมือนว่า งั้นเราลองมาเดทกันก่อนที่จะตกลงปลงใจแต่งงานหน่อยไหม”

marshmello-mannequin-challenge-vid-still-2016-billboard-1548

และด้วยความที่การฟังเพลงผ่านระบบสตรีมมิ่งทำให้อุตสากรรมเพลงเติบโตอย่างก้าวกระโดด ค่ายเพลงและศิลปินหลายคนหันมาลองเสี่ยงกับแนวความคิดใหม่ สัญญามีหลากหลายรูปแบบมากขึ้น ซึ่งใน 1 เดือน ศิลปินบางคนอาจจะทำสัญญากับค่ายมากกว่าที่ศิลปินบางคนทำในหลายๆ ปีเสียอีก โดยการทำสัญญาในปัจจุบันเรียกได้หลายอย่าง เช่น สัญญา 360 ซึ่งเป็นสัญญาแบบมาตรฐานที่สุด และการทำกิจการร่วมค้า ไปจนถึงแบบใหม่ล่าสุดหรือการทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา

Capitol Music Group ในเครือ Universal เพิ่งจะกลับมาเปิด Priority Records ค่ายเพลงฮิปฮอปใหม่อีกครั้ง โดยกำหนดรายละเอียดการเซ็นสัญญาและการบริการที่แปลกใหม่ ตั้งแต่การโปรโมทและการทำการตลาด เพื่อให้สามารถดึงศิลปินเข้าร่วมค่ายได้รวดเร็วขึ้น อีกด้านหนึ่งค่าย Warner Music Group ก็เพิ่งเปิดค่ายใหม่ Artist to Watch เพื่อดึงศิลปินที่มีเพลงฮิตในระบบสตรีมมิ่งเข้ามาในค่าย หลังจากที่เปิดค่าย Giant Records ในฐานะค่ายอินดี้ในสวีเดน ประเทศบ้านเกิดของ Spotify นั่นเอง

การทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญานอกจากจะทำให้ศิลปินหรือค่ายเพลงอินดี้มีกรรมสิทธิ์ในเพลงของตัวเอง และได้ค่าลิขสิทธิ์จากการเล่นเพลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่งจากรายได้ทั้งหมดแล้ว ยังส่งผลให้ปัจจุบันมีศิลปินหน้าใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างค่าย RCA ที่กำลังพยายามดันนักร้องและนักแต่งเพลงอาร์แอนด์บี SZA กับอัลบั้ม Ctrl หลังจากได้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเพลงชั่วคราวจากค่าย Top Dawg Entertainment ซึ่ง เทอเรนซ์ แฮนเดอร์สัน ประธานร่วมของค่ายดังกล่าวบอกว่าเป็นสัญญาที่ “ไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน” เทอเรนซ์กล่าว และระบุว่าค่าย RCA คือ “หนึ่งในค่ายตัวเต็งที่สามารถตามเทรนด์และวิธีใหม่ๆ ได้ดี”

sza-xghg-bb15-2017-beat-billboard-1548

SZA

จูเลียน เพ็ตตี้ หุ้นส่วนของ Nixon Peabody บริษัทให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย และตัวแทนของแร็ปเพอร์อย่าง วินซ์ สเตเปิลส์ และ Childish Gambino กล่าวว่า ในปัจจุบันการเซ็นสัญญาใหม่กับศิลปินมีความถี่เพิ่มสูงขึ้นกว่าสถิติเดิมถึง 4 เท่า และค่ายเพลงหลายแห่งยังยอมให้ค่าลิขสิทธิ์กับศิลปินทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งหมายความว่าศิลปินมีสิทธิ์และได้เป็นเจ้าของผลงานตัวเอง ส่งผลให้ “ศิลปินมีรายได้เพิ่มขึ้น”

ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่มีการเสนอตัวเลือกมากมายให้ศิลปินมาตลอดหลายปี และมีบริษัทอิสระที่จ้างมาเพื่อแจกจ่ายงานเพลงออกไปหลายแห่ง เปิดโอกาสให้ศิลปินเลือกบริษัทที่เหมาะกับความต้องการและวิธีในการโปรโมทอัลบั้มของตัวเองได้ อย่างคู่หู Macklemore & Ryan Lewis ผู้คว้ารางวัลแกรมมี่ไปถึง 4 รางวัล ในปี 2014 พวกเขาได้กล่าวคำขอบคุณการแจกจ่ายและโปรโมทเพลงกับบริษัทในเครือของค่าย WMG นอกจากนี้ยังเห็นได้ว่า ศิลปินดังส่วนใหญ่มีอำนาจในการต่อรองอัตราค่าลิขสิทธิ์ให้สูงและระยะเวลาของสัญญาให้สั้นได้เท่าที่ต้องการ  แต่ในขณะเดียวกัน ศิลปินหน้าใหม่ก็ยังยินยอมที่จะเซ็นสัญญาระยะยาวที่มีส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์แบบดั้งเดิมคือน้อยกว่าร้อยละ 20 เพื่อขอรับเงินก้อนมาใช้ รวมถึงเพื่อใช้ประโยชน์จากอำนาจและตัวเลือกที่ค่ายใหญ่มีให้เลือกสรร

อย่างไรก็ตาม แม้ระบบสตรีมมิ่งและการทัวร์คอนเสิร์ตจะขับเคลื่อนจำนวนแฟนเพลงให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วได้ ค่ายเพลงก็ยังคงหาวิธีในการร่างสัญญาที่ถูกใจและตรงความต้องการของเหล่าศิลปินดาวรุ่ง โดยที่ตัวเองไม่เสียเปรียบ แต่กระนั้นก็ต้องร่างออกมาให้ได้เร็วที่สุด เพราะปัจจุบันแบรนด์สินค้ากลับเร็วกว่าค่ายเพลงในแง่ของการหานักร้องใหม่ๆ ศิลปินหลายคนจับมือทำธุรกิจและออกซิงเกิ้ลากับแบรนด์ ก่อนที่จะปล่อยเพลงให้ฟังทางวิทยุเสียอีก IEG บริษัทให้คำปรึกษาด้านการตลาด ให้ข้อมูลว่า ปีนี้การตลาดประเภท music sponsorship มีมูลค่าสูงกว่า 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็น 3 เท่าของสถิติใน 13 ปี ตั้งแต่มาร์ซี อัลเลน ก่อตั้งบริษัทให้การบริการด้านการตลาดประเภทสนับสนุนดนตรี MAC Presents

“เป็นแนวคิดที่ว่า ฉันจะทำงานกับแบรนด์อย่างไรเพื่อต่อยอดให้ถึงเป้าหมายของตัวเอง ซึ่งก็คือการทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งการทัวร์ ออกอัลบั้ม หรือการช่วยเหลือการกุศล” มาร์ซีกล่าว ซึ่งก่อนนี้เธอก็เพิ่งจัดทำสัญญาระหว่างนักร้องวัย 19 คาลิด และแบรนด์เสื้อผ้าดัง Forever 21 ก่อนที่เขาจะเดบิวต์กับค่าย RCA ในอัลบั้ม American Teen ซึ่งปล่อยออกมาในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

#WEAREFOREVER @thegr8khalid @forever21men (Shop link in bio)

A post shared by forever21 (@forever21) on

สัญญา 360 มีรายละเอียดว่า รายได้ทุกทางของศิลปินจะต้องมีส่วนแบ่งให้ทางค่ายเพลง โดยแลกเปลี่ยนกับการออกเงินลงทุนในช่วงแรก โดยแหล่งข่าวบอกบิลบอร์ดว่า แม้สัญญาแบบนี้จะยังนับเป็นมาตรฐานของค่ายเพลง แต่กลับไม่มีผลเท่าที่ควร เนื่องจากบางค่ายขาดโครงสร้างพื้นฐานที่จะบังคับใช้ข้อกำหนดตามสัญญาและเก็บรายได้จากการทัวร์ ในขณะที่อีกส่วนก็ไม่อยากที่จะปวดหัวกับเรื่องกฎหมายเพื่อหารายได้ของศิลปินที่ไม่สามารถติดตามได้

แม้ค่ายอย่าง WMG จะสามารถจัดเตรียมได้ทุกอย่างสำหรับศิลปินที่เซ็นสัญญา 360 เช่น การทัวร์คอนเสิร์ต การขายสินค้าที่ระลึก หรือการทำการตลาด แต่ไม่ใช่ว่าทุกค่ายเพลงจะสามารถทำได้เช่นนั้น “การจะขอส่วนแบ่งรายได้ของศิลปิน โดยไม่มีการการันตีว่าเราจะสามารถสนับสนุนการทัวร์ของเขาได้ เป็นเรื่องยากที่ศิลปินจะยอมรับ” ทนายความโรเบิร์ต ฮอร์สฟอล กล่าวในคำปราศรัยของเขาเมื่อต้นปี หลังจากอธิบายว่าน่าเหนื่อยขนาดไหนที่ต้องนั่งอ่านสัญญา 360 ที่มีความยาวถึง 74 หน้า

ในระยะยาว ค่ายเพลงอาจเปลี่ยนใจมาชอบระบบสตรีมมิ่งในตอนหลังก็เป็นได้ เนื่องด้วยระบบที่สามารถเก็บข้อมูลได้อย่างฉับพลันและการวิเคราะห์ที่เชื่อถือได้ จึงอาจทำให้สามารถพยากรณ์โครงสร้างทางการเงินได้ด้วย กาซี ชามิ เจ้าของค่าย EMPIRE Distribution ซึ่งเป็นที่ร่ำลือว่ามอบความยืดหยุ่นในการทำสัญญากับศิลปิน กล่าวว่า “สตรีมมิ่งทำให้บริษัทอย่างเราสามารถพูดได้ว่า ‘นี่คือที่ที่เราอยู่ตอนนี้ และนี่คือที่เราจะไปยืนอยู่ในอีก 12 หรือ 18 เดือนข้างหน้า’ สิ่งนี้ทำให้เรามีอำนาจในการตัดสินใจมากขึ้น”

 

 

Story by: Hannah Karp
Illustration by: Tara Jacoby
Translated by: Patraporn M.