_N1A6332-1

 

ท่ามกลางดนตรีกระแสหลักที่ครองความนิยมของคนฟังในประเทศเสียเป็นส่วนใหญ่ การเป็นวงดนตรีนอกกระแสที่ยืนหยัดอยู่ในวงการเพลงบ้านเรามาถึง 10 ปีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Desktop Error ที่ประกอบไปด้วยสมาชิก 5 คนได้แก่ เล็ก-พีวรายุส กองไพบูลย์ (ร้องนำ, กีตาร์), ตุ้ย-ชาญณรงค์ แจ่มขาว (เบส), เม้ง-ภัทรพล ทองสุขา (กลอง), เบิร์ด-อดิศักดิ์ พวงอก (กีตาร์, ร้อง, พิณ) และ อ๊อฟ-วุฒิพงษ์ ลี้ตระกูล (ร้อง, กีตาร์, ซินธิไซเซอร์) เดินทางมาถึงจุดดังกล่าวด้วยความเชื่อมั่นในแนวทางและซาวนด์เฉพาะตัวที่ทำให้พวกเขามีฐานแฟนเพลงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากจุดเริ่มต้นกับอัลบั้มอีพีที่ชื่อ Instinct ในปี 2006 ไล่มาจนถึงอัลบั้มเต็ม Ticket to Home เมื่อปี 2009 กับเพลง ทุกทุกวัน ที่เหมือนเป็นการแจ้งเกิดกลายๆ ให้กับวงดนตรีวงนี้ด้วยการขึ้นถึงอันดับ 1 บนชาร์ต Fat 40 ของสถานีวิทยุ Fat Radio ในสมัยนั้น จนมาถึงอัลบั้มล่าสุดที่ต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2013 อย่าง Keep Looking at the Window ก็มีเพลงอย่าง ควันจางลา, ปัจจุปันนา, พบ พา ลา จาก หรือแม้กระทั่ง น้ำค้าง ที่คอเพลงอินดี้คงจะคุ้นหูอยู่ไม่น้อย วันเสาร์ที่ 28 มกราคมที่จะถึงนี้ พวกเขากำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในชีวิต และถือเป็นคอนเสิร์ตฉลองครบรอบ 10 ปีของวงอย่าง “Desktop Error 10th Anniversary Concert” ณ มนตรีสตูดิโอ ลาดพร้าวซอย 101 บิลบอร์ด ไทยแลนด์ จึงบุกไปถึงห้องซ้อมเพื่อสอบถามถึงความพร้อมสำหรับคอนเสิร์ตครั้งนี้ บทสรุป 10 ปีแห่งการเดินทางของวงดนตรีนอกกระแสวงหนึ่งที่แน่นอนว่าไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ แต่ความรักในดนตรีและมิตรภาพทำให้ Desktop Error ยังคงอยู่ในภาพของปัจจุบันอันชัดเจน รวมถึงความคืบหน้าของอัลบั้มใหม่ที่หลายคนกำลังตั้งตารอคอย

 

ที่มาที่ไปของ “Desktop Error 10th Anniversary Concert”?
เล็ก:
ตรงๆ ตัวเลยครับ ก็คือเป็นคอนเสิร์ตฉลองครบรอบ 10 ปีของวง Desktop Error โดยเฉพาะเลย
อ๊อฟ: และที่สำคัญมันคือคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของ Desktop Error ด้วย 10 ปีที่ผ่านมาเราไม่เคยมีคอนเสิร์ตของตัวเองเลยนะ โดยส่วนใหญ่ก็เล่นตามเทศกาลดนตรีหรืออีเวนต์ ครั้งนี้จะเป็นโชว์ของพวกเราจริงๆ ที่จัดขึ้นมาเพื่อขอบคุณแฟนเพลงทุกๆ คน

สิ่งที่ผู้ชมจะได้รับจากการไปดูคอนเสิร์ตครั้งนี้ล่ะ?
เล็ก: เราจะเล่นเพลงเยอะที่สุดเท่าที่เคยเล่นมา เพลงที่ไม่ค่อยได้เล่นจากทั้ง 1 อีพี 2 อัลบั้มของ Desktop Error ก็จะนำมาเล่นในคอนเสิร์ตครั้งนี้ภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงเต็ม

ซึ่งบัตร Sold Out ไวมาก?
เล็ก: เซอร์ไพรส์มาก ตอนแรกก็มีความหวั่นๆ ว่าจะขายได้ไหม ทีนี้เลยกดดันยิ่งกว่าเดิม คือจริงๆ แล้วกำหนดการเดิมจะเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว แต่ก็มีเหตุที่ทำให้ต้องเลื่อนมา ถามว่า ณ ตอนนั้นมาจนถึงตอนนี้ เราสามารถขยายสเกลคอนเสิร์ตเป็น 1,000 คนได้ แต่เราประกาศไว้แล้วว่าแค่ 700 ใบ มันก็อาจจะไม่แฟร์กับคนที่ซื้อบัตรไปก่อน ก็เลยคงความพิเศษในตอนแรกเอาไว้

01

 

เราอยากรู้ว่า อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ Desktop Error ยืนหยัดอยู่ในวงการดนตรีในเมืองไทยมาถึง 10 ปี ทั้งๆ ที่ดนตรีของพวกคุณไม่แมสเลย?
เม้ง
: ผมว่า ด้วยความเป็นเพื่อนครับ คือพวกเรามีเป้าหมายเดียวกันมาตั้งแต่เริ่มต้นทำวง
อ๊อฟ: แล้วพวกเราก็ทำได้ทะลุเป้าหมายทีละนิดทีละหน่อยมาเรื่อยๆ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อยากไปเล่นต่างประเทศก็ได้ไป อยากเล่นคอนเสิร์ตกับพี่ๆ ศิลปินคนนั้นคนนี้ก็ได้เล่น ซึ่งพวกเราก็มีความสุข

เปรียบเทียบคนฟังในยุคนี้กับสมัยแรกเริ่มของวง คนฟังเปิดใจมากขึ้นไหมกับแนวดนตรีนอกกระแสในลักษณะนี้?
เบิร์ด: มากขึ้นนะ แล้ววงดีๆ ก็มีเยอะขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดี
อ๊อฟ: โห ตอนอัลบั้มแรกของพวกเรายังเป็นยุค Myspace อยู่เลย
เม้ง: สมัยก่อนมันไม่มีสื่อที่สามารถเสิร์ชหาเพลงที่อยากฟังแล้วเจอทันทีไง อยากฟังเพลงหรืออยากรู้ว่าวงไหนเจ๋งวงไหนดี ก็ต้องไปดูว่า Myspace มีวงไหนบ้าง
เบิร์ด: แต่ถ้ามองเฉพาะของ Desktop Error ก็มีแฟนเพลงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นะ
อ๊อฟ: แต่คนที่ฟัง Desktop Error ในยุคแรกก็จะเป็นคนอายุใกล้ๆ กับเรา ปัจจุบันเขาก็คงทำงานทำการ คือพออายุมากขึ้น เขาอาจจะมีความกลัวการไปดูคอนเสิร์ต มันไม่เหมือนตอนวัยรุ่นไง บางคนมีครอบครัว มีลูก ก็ต้องนอนเร็วขึ้น โอกาสที่จะเจอตามงานต่างๆ ก็น้อยลง
เล็ก: แต่ผมเชื่อว่าคอนเสิร์ตที่จะเกิดขึ้นในวันเสาร์นี้ คนกลุ่มนี้แหละที่จะมากัน (หัวเราะ)

 

10 ปีกับ 1 อีพี และ 2 อัลบั้ม พวกคุณคิดว่าเป็นปริมาณที่น้อยเกินไปไหมสำหรับวงดนตรีวงหนึ่ง?
อ๊อฟ
: เอาจริงๆ พวกเราก็ทำงานกันนานเกินไปด้วยแหละ
ตุ้ย: คือแต่ละคนก็มีงานหลักของตัวเอง แล้วผมเชื่อว่าจังหวะชีวิตของแต่ละคนมันไม่เท่ากันด้วย มันก็เป็นรสชาติชีวิตเหมือนกันนะ สำหรับคนอื่นเขาอาจจะพอแล้ว ไม่ทำแล้ว ยอมกันแล้ว แต่พวกเราก็ยังพยุงกันอยู่ และลุยกันต่อ
เล็ก: แต่พวกเราก็ปล่อยให้มันทำหน้าที่ของมันไป ไม่ต้องไปเร่งเพื่อให้เสร็จทันงานนั้นงานนี้
อ๊อฟ: ด้วยความที่พวกเราต้องหาเลี้ยงชีพนั่นแหละ จะเรียกว่ามันเป็นข้ออ้างไหม มันก็ไม่ใช่หรอก แต่พวกเราไม่ได้เป็นคนมีตังค์ พวกเราอาจจะไม่ได้มีเวลาเยอะสักเท่าไหร่ แล้วเราก็ยังไม่กล้าเสี่ยงที่จะทิ้งทุกอย่างเพื่อมาทำตรงนี้ คือจริงๆ ก็เคยทำนะ ทิ้งการทิ้งงานมาทำแต่เพลง แต่พอถึงอัลบั้มต่อไปมันก็ต้องมีอะไรมาจุนเจือ รวมถึงเราก็ต้องซัพพอร์ตทางบ้านหรือครอบครัวของแต่ละคน ก็ควรจะต้องหาเงินมาให้ได้ ซึ่งชื่อและดนตรีของ Desktop Error มันไม่ได้หาเงินได้ชัดเจนขนาดนั้น ก็ช่วยไม่ได้ ก็ต้องทำงานไปด้วย แต่เราก็พยายามบริหารจัดการเรื่องนี้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งเราก็มองว่ามันเป็นความท้าทายอีกรูปแบบที่จะอยู่ได้อย่างไรต่อไป เราค่อนข้างนับถือคนที่ โห แป๊บเดียวออกอัลบั้มอีกแล้ว เขาเก่งว่ะ ขยันมาก แต่ก็ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างแหละ
ตุ้ย: แต่ถ้าปีนี้ไม่เสร็จก็ไม่ทำละนะ (หัวเราะ)

แสดงว่าตอนนี้ Desktop Error เริ่มลงมือทำอัลบั้มใหม่กันแล้ว?
อ๊อฟ
: คืออย่างน้อยปีนี้ก็ต้องได้อัดแล้วล่ะครับ
เม้ง: จริงๆ จะบอกเป็นเปอร์เซ็นต์มันก็ยาก เพราะยังมีอีกหลายเปอร์เซ็นต์ที่ยังต้องใช้เวลาอยู่ ค่อยๆ เก็บ ค่อยๆ ทำ เพราะวิธีการของ Desktop Error คือการมาเจอกันแล้วแจมกันสดๆ ณ ตรงนั้น แล้วก็จำริฟฟ์ของตัวเอง
อ๊อฟ: เราใช้วิธีนี้กันมาตั้งแต่แรกเลย พวกเราไม่ค่อยได้ทำเพลงในลักษณะที่อยู่หน้าคอมพิวเตอร์แล้วก็ขึ้นเพลงจนเสร็จแล้วค่อยมาเจอกัน

วิธีการทำเพลงแบบนี้มีเสน่ห์อย่างไรในมุมมองของพวกคุณ?
เล็ก: คงต้องถามคนฟัง แต่ถ้าถามพวกเรากันเองมันคือความถนัดของพวกเรามากกว่า
อ๊อฟ: แล้วจะชอบเจอไลน์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มันอาจจะไม่ใช่วิธีที่ถูกก็ได้นะ

_N1A6338

จากซ้าย: เบิร์ด-อดิศักดิ์ พวงอก, เล็ก-พีวรายุส กองไพบูลย์, ตุ้ย-ชาญณรงค์ แจ่มขาว, อ๊อฟ-วุฒิพงษ์ ลี้ตระกูล และ เม้ง-ภัทรพล ทองสุขา 

แล้วตอนนี้อะไรคือความยากในการทำเพลงของ Desktop Error ล่ะ?
อ๊อฟ: ย้อนกลับไปตอนเรียนแทบไม่มีอะไรยากเลยนะ แต่พอออกมาทำงานพวกเราทุกคนต้องจัดการกับเรื่องเวลา พี่เล็กก็ต้องกลับบ้านที่ต่างจังหวัด จะมาซ้อมมาทำเพลงกันทีก็ต้องเดินทาง คนอื่นๆ ก็แยกย้ายกันทำงาน ก็อาจจะมีปัญหาเรื่องเวลาอยู่
เล็ก: แต่พอกลับมาซ้อมหรือเล่นดนตรีด้วยกันทีหนึ่งก็แทบไม่ต้องจูนอะไรแล้ว อยู่ด้วยกันมานานแล้ว
อ๊อฟ: ตอนนี้จุดที่ยากอีกสิ่งหนึ่งคือ การฉีกตัวเองออกไปจากสิ่งเดิมๆ อันนี้พูดถึงการทำอัลบั้มใหม่นะครับ

ก่อนหน้านี้มีข่าวการปิดตัวของ SO::ON DRY FLOWER ต้นสังกัดของพวกคุณ มันแสดงถึงสัญญาณบางอย่างที่มีต่อค่ายเพลงเล็กๆ ในยุคสมัยนี้ไหม?
เล็ก
: จริงๆ อย่าเรียกว่าค่ายเพลงเลยดีกว่า SO::ON DRY FLOWER เป็นเพียงกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งทุกอย่างมันก็สามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงได้
อ๊อฟ: มันคงไม่ได้เป็นสัญญาณอะไรขนาดนั้น แต่พวกเราก็ใจหายแหละ แต่ก่อนผมคิดว่า SO::ON DRY FLOWER เป็นเหมือน loser ที่มารวมตัวกัน เล่นเพลงที่คนไม่ชอบไปเรื่อยๆ ก็คือเล่นที่ตัวเองชอบนั่นแหละ SO::ON DRY FLOWER สร้างสิ่งแปลกใหม่ให้กับวงการดนตรีบ้านเรามาเยอะ จัดอีเวนต์ดีๆ ด้วยเสียง ด้วยภาพ วงที่เอามาก็เล่นอะไรก็ไม่รู้ เป็น experimental แบบจัดๆ เลย แต่ตอนนั้นเรายังเด็ก มันเปิดโลกให้พวกเราเยอะมาก
เล็ก: ซึ่งเราก็คิดว่ามีแค่ SO::ON DRY FLOWER นี่แหละที่เอามาได้ มันเป็นลายเซ็นของ SO::ON DRY FLOWER ไปแล้ว
อ๊อฟ: ทุกวันนี้ก็แทบไม่เห็นงานในลักษณะนั้นเกิดขึ้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นวงดนตรีที่เป็นวงดนตรี บางทีไปตามงานดนตรีมันก็เลี่ยนเหมือนกันนะ ฟังเพลงแล้วก็จบตรงนั้น แต่อีเวนต์ที่เราเรียกว่าการทดลอง ตอนนี้แทบจะนับครั้งได้ต่อปี เสียดายตรงนี้มากกว่า

 

ได้เรียนรู้อะไรบ้างจาก 10 ปีที่ผ่านมาในวงการดนตรี?
ตุ้ย
: ดนตรีพาชีวิตพวกเราเราไปเจอสิ่งใหม่ๆ นะ ได้เดินทาง ผมได้ลูกด้วย (หัวเราะ)
เบิร์ด: ก็ได้ประสบการณ์ ได้รู้จักพี่ๆ ที่เราเคยชื่นชมชื่นชอบ
อ๊อฟ: คือเรื่องสดใสก็เยอะ ด้านมืดยิ่งเยอะเลย (หัวเราะ) การจัดการเป็นอย่างไรก็ยังเป็นอย่างนั้น คือเราเป็นวงอินดี้ ด้วยคำว่าอินดี้ มันกลายพันธุ์ไปเป็นคำในแง่ลบจากคนหมู่มาก เฮ้ย อินดี้ว่ะ ติสท์ว่ะ พวกเราโดนเรียกมาหมดแล้วนะ เด็กแนว อินดี้ อัลเตอร์ ฮิปสเตอร์ แต่ก็… เรียกมาเถอะ เราก็ยังอยู่ของเราแบบนี้แหละ เขาจะจำกัดความอย่างไรก็เรื่องของเขา หรืออย่างเมื่อก่อนเวลาเราไปคอนเสิร์ตใหญ่ๆ เราก็เป็นวงเด็กๆ เนอะ ก็จะได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน คือจริงๆ เราก็ไม่ได้ต้องการให้เหมือนกันนะ แค่อย่างน้อยก็เห็นว่าเราเป็นวงดนตรีสักนิดก็ยังดี ซึ่งเดี๋ยวนี้มันก็เปลี่ยนไปพอสมควร อาจจะเพราะว่าวงเราเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นนิดหนึ่งหรือเปล่า หรืออาจจะดูแก่ ลุงคนนี้มาแล้วอะไรอย่างนี้หรือเปล่า (หัวเราะ) อย่างตอนที่เราไปเล่นคอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่นมันเห็นชัดมากเลยนะ เหมือนเห็นรถไฟบ้านเขากับบ้านเรา อารมณ์แบบนั้น ทำไมเราต้องต่างกันขนาดนั้นเลยเหรอ ทัศนคติในการมอง ความเป็นมืออาชีพ แต่เดี๋ยวนี้เริ่มดีขึ้น เพราะเด็กยุคใหม่ค่อนข้างใส่ใจกับเรื่องพวกนี้
เล็ก: งานมหา’ลัยนี่ไม่ขี้เหร่เลยนะ เข้าใจงาน เข้าใจตัวศิลปิน เข้าใจคนฟัง
อ๊อฟ: แล้วเขาก็จะไปใส่ใจกับเรื่องซาวนด์ ซึ่งมันเป็นค่านิยมที่ดีมาก

ยังมีอะไรที่อยากทำแล้วยังไม่ได้ทำอีกบ้าง?
เล็ก
: อยากทัวร์ทั่วประเทศให้ได้สักครั้ง ทัวร์ต่างจังหวัด จังหวัดละ 1 ที่ คนดูสัก 50 คนหรือ 100 คนก็ได้
อ๊อฟ: 20 คนยังได้เลย
เล็ก: ใช่ แต่อยากทำทีหนึ่งให้มันทั่วจริงๆ แต่มันต้องใช้แรงและใช้เงินมาก
เบิร์ด: แต่มันคงเป็นไปได้ยากแหละ ด้วยดนตรีของเราด้วยที่เฉพาะกลุ่มมากๆ
เล็ก: คือต่อให้อีก 10 ปีข้างหน้ามันก็ยังเฉพาะกลุ่มอยู่
อ๊อฟ: จริงๆ ก็เหมือนเพลงมันโดนผูกขาดเหมือนกันนะ อย่างตามห้างสรรพสินค้าที่เขาเปิดเพลงกัน
เม้ง: ซึ่งคนฟังโดนกรอกหูบ่อยๆ
เบิร์ด: เหมือนพวกเราเป็นคราฟต์เบียร์ (หัวเราะ)
อ๊อฟ: (หัวเราะ) พูดซะเห็นภาพเลย คือเหมือนเราต้องสู้กับกลุ่มที่ผูกขาดอยู่ข้างบน แล้วเขาก็จะใช้วลีอะไรทั้งหลายแหล่ เรียกพวกเราในแง่ลบ ติสท์ เด็กแนว สังเกตสิว่าคำพวกนี้มันกลายเป็นคำในแง่ลบไปตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวกันไหม อย่าทำตัวอินดี้ดิวะ อินดี้คืออะไรล่ะ เดี๋ยวอีกหน่อยอาจจะเป็น อย่าทำตัวคราฟต์สิ (หัวเราะ) ซึ่งจะให้พวกเราเปลี่ยนไปทำอะไรแบบนั้น เราทำไม่ได้ เราแค่ทำในสิ่งที่เราถนัดแค่นั้นเอง

_N1A6340 1

 

สุดท้ายอยากฝากอะไรถึงคนที่มีบัตรคอนเสิร์ต “Desktop Error 10th Anniversary Concert” อยู่ในมือตอนนี้บ้าง?
อ๊อฟ
: คุกเข่าอ้อนวอนขอบพระคุณเลยครับ คือไม่คิดว่าบัตรจะหมดเร็วขนาดนี้ แล้วหลังไมค์ก็ยังมีถามมาเรื่อยๆ รู้สึกว่าเราก็ทำสำเร็จประมาณหนึ่งแล้ว
ตุ้ย: มีเสื้อวงกับโปสเตอร์มาขายหน้างานด้วย และเราก็จะมีเซอร์ไพรส์ตอนรับบัตรที่หน้างานครับ เราจะมีของที่ระลึกมอบให้
เล็ก: ผมอยากให้ทุกคนไปให้ทันเพลงแรกของเรา คือจะมีวง YENA เล่นเปิดตอน 19.00 น. เราเล่น 20.30 น. ประตูเปิดน่าจะ 18.00 น. ซึ่งเราจะค่อนข้างเป๊ะในเรื่องเวลา ไม่อยากให้เกินเที่ยงคืน เพราะตรงนั้นกลับค่อนข้างลำบาก แต่เราจะมีรถสองแถวไว้บริการจากมนตรีสตูดิโอออกไปส่งที่ปากซอยลาดพร้าว 101 จนกว่าคนจะหมด การที่บัตรหมดเร็วแบบนี้ และยังมีคนต้องการบัตรเยอะมาก ฉะนั้นคนที่ได้บัตรแล้วอยากให้มาตั้งแต่เริ่มโชว์และดูให้จบครับ

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Purin A.