portrait-900-4

‘ดาวเธอเองก็อยู่บนฟ้า หากพอมีเวลาช่วยฉันสักที ถ้ามองจากบนฟ้า อาจจะเห็นว่าความรักแท้ยังมี ฉันนั้นเจอแต่คนใจร้าย และสุดท้ายก็ต้องเจ็บช้ำทุกที ขอดาวช่วยตามหา ช่วยกันมองหา หาคนใจดี’ หลายคนคงคุ้นเคยกับท่อนฮุกจากเพลง ขอดาว จากอัลบั้ม Pop Trade ซึ่งปล่อยออกมาตั้งแต่ปี 2003 กันเป็นอย่างดี ซึ่งเจ้าของบทเพลงดังกล่าวก็คือ ปอย-ตวัน ชวลิตธำรง หรือที่ในวงการดนตรีบ้านเรารู้จักกันในนาม Portrait ผู้ซึ่งมีเพลงเศร้าเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว ซึ่งอัลบั้มชุดต่อมาอย่าง ลวงตา ในปี 2005 และ 4 AM เมื่อปี 2014 ก็ยังอัดแน่นไปด้วยบรรยากาศแห่งความหม่นเศร้า ไม่ว่าจะเป็นเพลง คนแปลกหน้า, แค่คิดถึงเธอ, วันที่หัวใจเคลื่อนไหว, ก่อนที่ฉันจะกลายเป็นคนอื่น, กลับไปไม่รู้จัก ฯลฯ ล่าสุดเขากลับมาพร้อมซิงเกิ้ลใหม่ เจ็บจนไม่เข้าใจ ที่ยังคงดีกรีความเศร้าอยู่อย่างเต็มเปี่ยม รวมถึงอัลบั้มอีพีที่ชื่อ Thousand Shades of Tears แน่นอนว่าเราสนใจโลกดาร์คๆ ที่แทบจะมองไม่เห็นความสว่างสดใสในแต่ละบทเพลงของชายผู้นี้ รวมถึงสงสัยว่าสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาของเขาพบเจอแต่ความหม่นเศร้าจริงหรือไม่ หรือแม้แต่มุมมองในเรื่องความรักในทุกวันนี้ของอีกหนึ่งเจ้าพ่อเพลงเศร้าแห่งวงการดนตรีบ้านเราเป็นเช่นไร Portrait พร้อมแล้วที่จะขุดลงไปสู่ความรู้สึกนึกคิดอันดำดิ่งของเขา และจะเล่าให้ทุกคนได้ฟัง

 

ดูเหมือนคุณจะหายหน้าหายตาไปสักพักใหญ่อยู่เหมือนกัน?
ก็ประมาณ 2 ปีนับจากอัลบั้ม 4 AM ครับ แต่ถ้าย้อนไปถึงอัลบั้ม ลวงตา ก็ราวๆ 10 ปีอยู่เหมือนกัน แต่ระหว่างที่หายไปก็มีปล่อยซิงเกิ้ลตามงานของ Cat Radio ทุกปี หรืออย่างในช่วง 2 ปีหลังมานี้ส่วนใหญ่ก็ทำเบื้องหลัง ทำ BOXX MUSIC นี่แหละ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งค่ายเพลงนี้ขึ้นมา แล้วก็ทำเพลงให้ศิลปินในค่ายทั้ง อิ้งค์ (วรันธร เปานิล), นัน (สุนันทา ยูรนิยม) แล้วก็ The Kastle

คิดถึงการทำอัลบั้มเต็มไหม?
คิดถึงมาก ซึ่งตอนนี้การทำอัลบั้มกลายเป็นเรื่องแปลก เรื่องพิเศษ การที่ศิลปินคนหนึ่งจะมีเพลงถึง 10 เพลงกลายเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาไปแล้วในยุคนี้ ทุกคนมองเรื่องการทำอัลบั้มน้อยมาก ซึ่งจริงๆ มันไม่ควรเป็นแบบนี้ อย่างในระดับสากลเขาจะมองว่า ถ้าใครไม่ทำอัลบั้มเต็ม เขาจะไม่เรียกว่าศิลปินหรือ artist เขาจะเรียกว่าคนคัฟเวอร์เฉยๆ ซึ่งผมเห็นด้วย ผมโตมากับการทำอัลบั้ม จุดหมายของการทำเพลงคือการทำอัลบั้ม เพราะมันต้องสื่อสารในหลายเลเยอร์ เพลงที่เข้าใจง่าย เข้าใจยาก หรือเพลงที่ไม่สนใจเลยว่าใครจะเข้าใจหรือเปล่าต้องมีทั้งหมด เพราะตัวศิลปินจะต้องบอกตัวตนในทุกๆ แง่ หลากหลายมุม การทำออกมาเป็นซิงเกิ้ลมันเหมือนยิงเพลงโปรโมต มันจำเป็นจะต้องให้เข้าใจง่าย หรือไม่ก็ต้องซ้อนทุกเลเยอร์ให้อยู่ในเพลงเดียวให้ได้ กลายเป็นเพลงซูเปอร์พาวเวอร์ป๊อปไปเลย และต้องทำอย่างนั้นให้ได้ทุกครั้งด้วย ซึ่งมันยากมาก และบางทีความคิดแบบนั้นก็ทำให้เราหลงทาง ป๊อปพอหรือยังวะ เราจะดึงความสนใจของคนฟังได้ไหม เพราะทุกอย่างมันไปไวมาก กลายเป็นว่าเราไปกังวลในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเพลง เราไปกังวลเรื่องการตลาด กลยุทธ์ต่างๆ ซึ่งมันไม่ pure แล้ว ยอมรับว่ายากกว่าเมื่อก่อนเยอะ แต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังยืนยันว่าอยากทำอัลบั้มอยู่

ซึ่งคุณก็กลับมาพร้อมกับอีพี Thousand Shades of Tears ที่ประกอบไปด้วย 1 ซิงเกิ้ลใหม่จากเสียงร้องของคุณ บวกกับอีก 3 เพลงคัฟเวอร์จากศิลปินรุ่นใหม่?
มันเริ่มมาจากที่ทีมงานใน BOXX MUSIC รู้สึกว่า เพลงของ Portrait สามารถถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นได้ อยากให้คนรุ่นใหม่ได้ฟังเพลง Portrait เก่าๆ บ้าง ก็เลยให้ อิ้งค์, นัน และ The Kastle ลองเอาเพลงผมกลับไปตีความ และถ่ายทอดออกมาในสไตล์และสีของตัวเอง แต่อย่าง อิ้งค์ จะเคยคัฟเวอร์เพลง ขอดาว ไว้แล้ว นัน ก็เคยคัฟเวอร์เพลง วันที่หัวใจเคลื่อนไหว ส่วน The Kastle เคยเล่นแบ็คอัพให้เราที่งานหนึ่ง แล้วน้องๆ เขาแกะเพลง กลับไปไม่รู้จัก มา ซึ่งจะบอกว่ามีอยู่วันหนึ่งผมเดินผ่านห้องซ้อม แล้ว The Kastle กำลังซ้อมเพลงนี้กันอยู่ แล้วผมไม่รู้ว่าเพลงนั้นคือเพลงอะไร จำเพลงตัวเองไม่ได้ ตอนนั้นรู้สึกว่า เฮ้ย เพลงนี้เพราะจัง คอร์ดสวยมาก พอเดินเข้าไปน้องๆ ก็บอกว่า เพลงพี่อะครับ (หัวเราะ)

Portrait (1)_900

และชื่ออีพีชุดนี้ก็ยังคงคอนเซ็ปต์ความเศร้าเหมือนเดิม?
ผมมองว่า น้ำตาคนเรามันมีเฉดสีที่ไม่เหมือนกัน อาจจะพบเจอเรื่องเดียวกัน แต่เราจะร้องไห้ด้วยน้ำตาที่สีต่างกัน ตามแต่ประสบการณ์ของแต่ละคน บางคนผ่านเรื่องราวอะไรมาเยอะ บางคนน้อย ในเรื่องราวเดียวกัน แต่ละคนก็จะมีปฏิกิริยาตอบสนองไม่เหมือนกัน อย่างตอนที่ได้ยินเพลงที่ในเวอร์ชั่นของ อิ้งค์, นัน หรือ The Kastle มันก็ออกมาคนละแบบ ให้นึกย้อนกลับไปตอนที่เราทำเพลงพวกนี้ มันคนละฟีลกันเลย เหมือนเป็นสีคนละสีจริงๆ แต่สีแดงกับสีเขียวก็ไม่มีอะไรดีไปกว่ากัน มันสวยคนละแบบ ซึ่งก็ตรงตามจุดประสงค์ที่เราต้องการให้มันเป็น

ถ้าจะบอกว่า อีพีชุดนี้เหมือนเป็นการเกริ่นนำไปสู่อัลบั้มเต็มชุดใหม่ของคุณ?
ก็
น่าจะเป็นอย่างนั้น คือตอนทำก็ไม่ได้คิดไปไกลถึงอัลบั้มหรอก แต่พอทำก็เริ่มคิดแล้วว่า เดี๋ยวก็คงต้องทำอัลบั้มแหละ บางทีมันก็หยุดไม่ได้ ต้องทำไปเรื่อยๆ พอทำไปเรื่อยๆ มันก็จบที่อัลบั้มอยู่ดี

มาพูดถึงซิงเกิ้ลใหม่ของคุณกันบ้าง ดูเหมือนว่าซาวนด์ของเพลง เจ็บจนไม่เข้าใจ จะมีความร่วมสมัยเข้ามาผสมผสานมากทีเดียว?
มันเกิดจากความไม่ตั้งใจนะ บังเอิญว่ากระบวนการในการทำเพลงนี้เป็นวิธีที่ผมไม่เคยทำมาก่อน ปกติผมจะทำเพลงคนเดียวตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ถ้าทำเองได้ทุกชิ้นก็จะทำ ถ้าอันไหนทำไม่ได้ก็จะเรียกพี่ๆ น้องๆ มาช่วยอัดให้ แต่ทุกอย่างจะเกิดจากการตัดสินใจของผมคนเดียวมาตลอด ซึ่ง เจ็บจนไม่เข้าใจ เป็นเพลงแรกที่ผมทำกับคนอื่น ก็จะมีอดีต 2 สมาชิกวง Clash พล (คชภัค ผลธนโชติ) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งค่าย BOXX MUSIC และ ยักษ์ (อนันต์ ดาบเพ็ชรธิกรณ์) ซึ่งก็ทำงานด้วยกันมาตั้งแต่แรกมาช่วยระดมสมองกัน ก็ออกมาเป็นอย่างที่คุณรู้สึกนั่นแหละ ดนตรีจะมีความร่วมสมัยขึ้น ซึ่งถ้าผมทำคนเดียวมันจะไม่ออกมาเป็นแบบนี้ แม้ว่าจริงๆ แล้วตัวเพลงจะขึ้นมาจากผม 80% แต่ พล ก็จะทำดนตรีมานำเสนอกับผม หรือ ยักษ์ ก็จะเสนอมาเหมือนกันว่า เนื้อตรงนี้เปลี่ยนดีไหม ผมก็จะฟีดแบ็คทั้ง 2 คนกลับไป ช่วยกันทำในทุกขั้นตอน มันเลยกลายเป็นว่า เป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากเพลงของ Portrait โดยปกติ พอทำเสร็จก็รู้สึกว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ใช้ได้ และคิดว่าน่าจะใช้ต่อด้วย

แล้วในส่วนของเนื้อหาล่ะ?
พอได้รับโจทย์ว่า เราจะต้องออกซิงเกิ้ลแล้วล่ะ พล ก็พูดขึ้นมาคำหนึ่งว่า เขานึกถึงผู้ชายที่เคยอยู่ในเพลง ขอดาว ตัวละครที่ยืนอยู่ตรงระเบียง มองฟ้า คุยกับดาว เขาขอให้เอาผู้ชายคนนั้นกลับมาอยู่ในเพลง เจ็บจนไม่เข้าใจ ได้ไหม เหมือนกับตอนที่ พล ทำวง Clash เขาจะมีตัวละครตัวหนึ่งที่รับบทบาทพระรองอยู่ในทุกอัลบั้มทั้ง รับได้ทุกอย่าง หรือ ขอเช็ดน้ำตา ซึ่งตัวละครตัวนี้ไม่มีตัวตนหรอก แต่เขาจะแต่งเพลงให้กับคนๆ นี้ ผมก็เลยนึกถึงเพลงๆ หนึ่งที่เคยแต่งเอาไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เป็นเพลงที่แต่งต่อจากเพลง ขอดาว แต่ไม่เคยแต่งเสร็จสักที แต่งได้แค่เวิร์สแรกของเพลง ก็เลยหยิบเพลงนี้ขึ้นมาลองทำอีกครั้ง

ตัวละครตัวเดียวกัน แต่คนละเรื่องราว?
ใช่ เป็นคนละเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับคนๆ เดียวกัน สมมติถ้าเราเขียนบทหนังหรือบทละคร เราต้องออกแบบตัวละครให้ชัด ปั้นเขาให้กลายเป็นคนจริงๆ คนหนึ่ง แล้วนำเอาสถานการณ์บางอย่างไปสู่ตัวละครตัวนั้น แล้วดูซิว่าเขาจะตอบสนองกับสถานการณ์นั้นๆ อย่างไร อย่างตัวละครตัวนี้ก็จะเป็นคนที่พาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ควรจะอยู่ แล้วก็จะบ่น อย่าง ขอดาว ก็บ่นกับดาว ส่วน เจ็บจนไม่เข้าใจ ก็จะบ่นกับตัวเองว่าทำไมๆ มันคือรีแอ็คชั่นเดียวกัน เพราะมาจากคนๆ เดียวกัน

มีเนื้อร้องท่อนหนึ่งในเพลง เจ็บจนไม่เข้าใจ ที่ร้องว่า ‘อ่อนหัดกับความซับซ้อนของคน สับสนกับความซับซ้อนของใจ’ ความซับซ้อนดังกล่าวคืออะไรในมุมมองของคุณ?
ความรักมันมาคู่กับความซับซ้อน ซึ่งความรักมันไม่เคยเรียบง่าย ไม่เคยตรงไปตรงมา ถ้าเราตามมันไม่ทัน เราจะงงและควบคุมมันไม่ได้ แล้วเราก็จะโดนทำร้ายจากความซับซ้อนที่ว่า ผมรู้สึกว่าทุกคนต้องเคยเจอ แต่หลายคนอาจจะรู้สึกว่ามันค่อนข้างเป็นเรื่องนามธรรม คือผมไม่ได้เจาะจงว่าความซับซ้อนนี้มันคืออะไรหรือการกระทำแบบไหน แต่ทุกคนที่ได้ยินคำนี้จะเข้าใจได้ และเขาจะนึกภาพตัวเองออกเลยว่า เขาเคยโดนความซับซ้อนแบบไหนเล่นงานบ้าง ซึ่งมันอาจจะเป็นเหตุการณ์หรือความเจ็บปวดคนละแบบไปเลยก็ได้ แต่ถ้าพูดถึงความซับซ้อน ทุกคนน่าจะเข้าใจในความหมายของตัวเอง และคำตอบก็จะไม่เหมือนกัน

portrait-900-6

รู้สึกอย่างไรที่ได้รับการยกย่องให้เป็นอีกหนึ่งเจ้าพ่อเพลงเศร้าของวงการเพลงบ้านเรา?
ถูกต้องแล้วครับ (หัวเราะ) ผมร้องเพลงมีความสุขไม่ได้ ร้องแล้วมันไม่เชื่อ

แสดงว่าประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่านมา คุณพบเจอกับความเศร้ามากกว่าความสุข?
ก็ไม่นะ ก็เป็นชีวิตปกติทั่วไป เพิ่งจะแต่งงานไปด้วยซ้ำ แต่ผมสนใจกลไกของความเศร้ามากกว่าความสุข… ผมหมกมุ่นกับมันเลยแหละ ทุกครั้งที่อกหัก ทุกครั้งที่โดนทำร้าย ผมจะพยายามเอาชนะมัน ผมจะบอกกับตัวเองว่า ผมไม่อยากเจออะไรแบบนี้อีกแล้ว ซึ่งการที่เราจะไม่เจออะไรแบบนั้น เราจะต้องหาสาเหตุของมันให้เจอว่าทำไมเราถึงโดน คราวหน้าเราจะได้ไม่โดนอีก มันเกิดขึ้นได้อย่างไร เราไปทำอะไรเขา เขามาทำอะไรเรา พยายามหาที่มาที่ไป พยายามตั้งโจทย์ ตั้งสมการให้ความรัก ถ้าใส่ input นี้มันจะต้องออกมาเป็นแบบนี้ ถ้าเขาพูดแบบนั้นแปลว่าเขาจะทำแบบนี้ ซึ่งจริงๆ มันไม่ควรทำไง

ความรู้สึกแบบนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่?
ผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เริ่มมีความรัก ผมจะพยายามตั้งสมการให้มัน จะถอดรูทหรืออะไรก็ตามแต่ จนมาถึงวันหนึ่ง ผมค้นพบว่า มันไม่ควรทำแบบนั้น เราไม่ควรตั้งคำถามกับความรัก นั่นคือที่มาของอัลบั้ม ลวงตา ที่ 9 เพลงแรกคืออาการของคนที่พยายามตั้งคำถามและหาคำตอบจากความรัก ซึ่งมันก็จะพังใน 9 รูปแบบ แล้วเพลงที่ 10 ที่ชื่อ ลวงตา เหมือนเป็นการสรุปว่า อย่าไปตั้งคำถามกับมัน ปล่อยให้ความรักมันลวงตาเราต่อไปแหละ แล้วสักวันเราอาจจะโชคดี แค่นี้เอง นั่นคือชีวิตจริงที่ผมเป็นในอดีตมาโดยตลอด ซึ่งมันเป็น passion อย่างหนึ่งในชีวิตผม ผมสนใจความทุกข์ การอกหัก เวลาคนรอบข้างอกหัก เสียใจ นั่งกินเหล้า ผมจะเข้าไปคุย เข้าไปปรึกษา เข้าไปฟังว่าเขาเจออะไรมาบ้าง ผมอยากรู้ว่าเมื่อเจอเรื่องเดียวกัน แต่ละคนจะมีวิธีแก้ไขมันอย่างไร คนหนึ่งแก้ไขแล้วรอด แต่ทำไมอีกคนถึงไม่รอดล่ะ ถึงแม้ว่าทุกวันนี้จะสรุปได้แล้วก็ตามว่า มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่มันก็ยังเป็นความสนใจของเรา และก็ยังอยากเอาชนะอยู่ดี เวลาร้องเพลงเศร้าผมเลยอิน เลยเข้าใจ แล้วผมก็ชอบฟังเพลงเศร้ามาตั้งแต่เด็ก เพราะวงการเพลงยุคก่อนๆ เวลาเขายิงเพลงโปรโมตมันจะเป็นสูตร เพลงแรกต้องสนุก เพลงที่ 2 ต้องอกหัก ต้องเศร้า อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งด้วย ฉะนั้นพอเวลาทำเพลง ผมเลยมุ่งไปทางเพลงเศร้า อัลบั้มแรกก็ยังมีเพลงสนุกอยู่บ้าง แต่เพลงที่คนจดจำเป็นเพลงเศร้าหมดเลย อัลบั้มต่อมาก็เลยแต่งเพลงเศร้าหมดเลย แล้วมันก็โดน รู้สึกว่าตัวเองมาถูกทาง

หลายคนเคยร้องไห้ให้กับเพลงของคุณ?
เคยมีคนพยายามฆ่าตัวตายด้วย คนที่เล่าให้ผมฟังเป็นเพื่อนของคนๆ นั้น เขาเล่าว่า เพื่อนเขาฟังเพลงของ Portrait ในรูปแบบเพลย์ลิสต์ พอถึงเพลงที่ 5 เขากินยาฆ่าตัวตายเลย โชคดีที่ไม่เป็นอะไร เป็นหนึ่งคนที่ผมไม่มีทางลืม นั่นเป็นสาเหตุที่ผมแต่งเพลงเศร้าน้อยลง ไม่ใช่จำนวนน้อยลงนะ แต่ปริมาณความเศร้า ดีกรีความดีพจะลดลง เพลงในอัลบั้ม ลวงตา ผมคิดไว้อย่างเดียวว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้คนฟังเศร้าที่สุด แต่กับอัลบั้ม 4 AM ผมแต่งด้วยความรู้สึกที่บอกไปเมื่อครู่นี้ และกลายเป็นที่มาของชื่ออัลบั้มด้วย 4 AM คือเวลาตีสี่ เป็นเวลาที่ท้องฟ้ามืดที่สุดก่อนที่จะเริ่มสว่าง ถ้าเปรียบกับช่วงเวลากลางคืน ตอนเที่ยงคืนมันเหมือนเราเจ็บ เจ็บแบบมองไม่เห็นทางไป คืนนี้ยังอีกยาวไกลมาก เราจะผ่านมันไปได้อย่างไร พอเราทนไปเรื่อยๆ จนถึงตีสอง ตีสาม ตีสี่ เราจะบอกตัวเองได้ว่า เรามาไกลมากเลยนะ มันยังไม่สว่างสักที แต่เรารู้ลึกๆ แล้วว่ามันใกล้ที่จะเช้าแล้ว อีกหน่อยเราจะรอดแล้ว มันเป็นความรู้สึกแบบนั้น ซึ่งที่ผ่านมาเราแต่งเพลงด้วยความรู้สึกในตอนเที่ยงคืนตลอด มันไม่เห็นอนาคตอะไรเลย

portrait-900-5

คิดว่าเพลงของตัวเองเศร้าเกินไปหรือเปล่า?
คือสุดท้ายแล้วมันมีปัจจัยหลายอย่างมาก บางทีเพลงเราไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้เขาเป็นแบบนั้นหรอก ก็เคยมีแอบคิดเหมือนกันว่า เราหนักหน่วงไปหรือเปล่าวะ แต่พอทำอัลบั้ม 4 AM เสร็จก็กลับมารู้สึกอีกแบบหนึ่งว่า กลับไปทำแบบเดิมก็ได้ ไม่ผิดหรอก มีหลายคนบอกว่า พี่ไม่ต้องคิดแบบนี้ก็ได้นะ ก็เลยกลายเป็นข้อดีว่า ผมมีอาวุธอยู่ 2 แบบ ต่อไปนี้ผมจะทำแบบไหนก็ได้ ผมอาจจะไม่ได้มุ่งไปที่ช่วงเวลาเที่ยงคืนหรือตีสี่อย่างเดียวก็ได้ อย่าง เจ็บจนไม่เข้าใจ ผมก็ตั้งใจที่จะไม่เล่าเรื่องมาก คนๆ นี้ไปเจออะไรมาบ้างก็ไม่รู้ ผมแค่เล่าว่าตอนนี้เขารู้สึกอะไรอยู่ ซึ่งมันก็ใช้ชั้นเชิงที่มากขึ้น สืบสาวที่มาที่ไปได้ยากขึ้น มีกระบวนท่าน้อยลง รวมถึงเป็นเรื่องราวปลายเปิดมากขึ้นให้คนฟังไปตีความกันเอง

แล้วมุมมองที่มีต่อความรัก ณ ปัจจุบันแตกต่างจากในอดีตมากไหม?
ไม่ต่าง แต่เป็นมุมมองที่กว้างขึ้น ความผิดพลาดที่เคยมี ความไร้เดียงสาที่เคยผ่านมา ความโง่งมงายที่เคยเป็น ความเจ็บที่เคยเจอ แผลที่เคยเป็น เราไม่เคยลบมันออก แล้วเราก็ยังจำมันได้ ซึ่งเราเลือกที่จะไม่ทิ้งมัน เราวางเอาไว้ตรงนั้น หันไปทีไรก็ยังเจออยู่ดี เพียงแค่เราอยู่กับมันได้ดีขึ้น และเราก็ไม่เคยปฏิเสธว่า เราเป็นแบบนั้นจริงๆ คนเรามีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แล้วถ้าเราเปลี่ยนไปถึงจุดๆ หนึ่ง เราจะไม่เจ็บกับมันแล้ว แต่เราไม่ได้ลืมนะ เราแค่เปลี่ยนไป แต่ก็จะมีอีกโซนหนึ่งที่เราเพิ่งค้นพบก็คือ ส่วนที่มีวุฒิภาวะมากขึ้น มองความรักอย่างเข้าใจมากขึ้น แล้วก็ยังมีส่วนที่เป็นเรื่องของครอบครัวอีก ซึ่งความรักเป็นแค่ปัจจัยหนึ่งในโซนครอบครัว มันไม่ใช่ทุกอย่าง พอหันกลับไปเราจะเจอ 3 โซนนี้อยู่ในใจเสมอ

ยังคงตั้งสมการให้ความรักอยู่หรือเปล่า?
แม้ว่าทุกวันนี้ก็ยังคงพยายามหาคำตอบอยู่ และก็คงหาไปเรื่อยๆ แต่ผมไม่คาดหวังว่าจะได้คำตอบแล้ว มันเป็นความลับของจักรวาล แค่เราไปเขี่ยๆ ก็สนุกแล้ว แล้วผมเชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า คนเราจดจำความเศร้าได้ดีกว่าความสุข พอนึกย้อนกลับไป เหตุการณ์ที่ทำให้เราเศร้ามันจะกระโดดขึ้นมาก่อนเหตุการณ์ที่ทำให้เราสุข นั่นแปลว่า ความเศร้ามันฝังอยู่ในใจเราได้แน่นกว่า

portrait-900-2

หลายคนมองว่าความรักในปัจจุบันเป็นสิ่งฉาบฉวย?
มีทั้งจริงและไม่จริง ความรักมันไม่เปลี่ยนไปหรอก ความรักตั้งแต่สมัยกรีกโบราณกับสมัยนี้ ผมว่ามันก็เป็นสิ่งเดียวกันนะ ความซับซ้อน การล่อลวง การทำร้ายกัน มันก็ไม่ต่างกัน ต่างกันแค่วิธีการสื่อสารมากกว่า เราอาจจะมองว่าทุกอย่างมันรวดเร็วมากขึ้น บอกเลิกกันทางไลน์ สมัยก่อนบอกเลิกกันทางจดหมายก็มี ซึ่งมันก็เจ็บไม่แพ้กันหรอก ความรักมันอยู่คู่โลกมาตั้งแต่สมัยไหนแล้วก็ไม่รู้ และมันก็จะยังเป็นแบบนี้ต่อไป แม้ว่าเทคโนโลยีหรือสิ่งแวดล้อมจะเปลี่ยนไปแค่ไหนก็ตาม ใจคนก็ยังเป็นใจคน

รักแท้มีจริงไหมสำหรับคนที่มีความเศร้าเป็น passion ในชีวิตอย่างคุณ?
อืม… ตอบยากมากเลย (คิดนาน) ผมเชื่อว่ารักแท้มีจริง แต่ใช่ว่าจะเจอกันทุกคน ผมเคยเห็นคนที่เจอรักแท้ แล้วก็เคยเห็นคนที่ตายไปโดยที่ไม่เคยเจอรักแท้เลย ซึ่งรักแท้ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอีก เคยมีคนบอกว่า เนื้อคู่มีหลายแบบ เนื้อคู่ที่เป็น soulmate จริงๆ เนื้อคู่ที่เป็นคู่อุปถัมภ์ อยู่ด้วยกันแล้วส่งเสริมกัน คู่ที่เป็นคู่เวร เคยทำกรรมร่วมกันมา ก็ต้องมาทนทุกข์ร่วมกัน ก็ถือว่าเป็นเนื้อคู่เหมือนกัน แต่ละคนก็จะเจอเนื้อคู่แตกต่างกันไปแล้วแต่สิ่งที่เคยทำกันมา ถามว่ารักแท้มีอยู่จริงไหม มันก็คงเหมือนผีหรือวิญญาณล่ะมั้ง ความเชื่อบางอย่างที่หากว่าเราเชื่อมันจริงๆ เราก็อาจจะเจอ แต่ถ้าเราเลือกที่จะสิ้นศรัทธากับมัน โอกาสที่จะเจอก็จะน้อยมาก ท้ายที่สุดผมแนะนำให้ทุกคนเชื่อนะ อยากให้ทุกคนอย่าทิ้งความหวังที่จะเจอ แล้ววันหนึ่งคุณจะได้เจอ แต่ถ้าเกิดคุณเลิกเชื่อ ก็จะไม่ได้เจอมันอีกเลย

คาดหวังอะไรกับการกลับมาปล่อยซิงเกิ้ลรวมถึงอีพีในครั้งนี้?
ฟีดแบ็คของซิงเกิ้ล เจ็บจนไม่เข้าใจ ทำให้ผมตื่น ตื่นจากหลับ ตื่นเต้น และตื่นตกใจ Portrait ปล่อยเพลงออกมาไม่เคยเวิร์คเลย กว่าคนจะรู้จักเพลง ขอดาว ก็ใช้เวลาเกือบครึ่งปีจากวันที่ปล่อย จนเราไม่สนใจและทิ้งมันไปแล้ว จู่ๆ วันดีคืนดีคนกลับมาชอบ แล้วเพลงของ Portrait เป็นแบบนี้ทุกเพลง เพลงที่ทุกคนฟังอยู่ในทุกวันนี้ มันเป็นเพลงซึ่งวันที่ปล่อยออกมาไม่มีใครสนใจ คนจะมาสนใจก็ผ่านไปเกือบปีแล้ว ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร บางเพลงปล่อยออกมาแล้วหายไปแล้วยังไม่กลับมาอีกเลยก็มี อย่างเพลง Upside Down จนถึงวันนี้คนก็ยังฟังน้อยมาก แต่เป็นเพลงที่ผมตั้งใจทำและภูมิใจกับมันมาก แต่สำหรับ เจ็บจนไม่เข้าใจ มันเข้าไปอยู่ในใจคนฟังตั้งแต่วันแรกเลย เคยขึ้นถึงอันดับ 1 ใน iTunes Store 1 สัปดาห์เต็มๆ เราไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พี่กลับมาแล้วนะ ยังไม่ได้ยินเสียงหรือได้ยินเสียงแค่คำแรกก็รู้เลยว่านี่คือเพลงของ Portrait ก็หวังว่าเพลงนี้จะนำทางให้ Portrait ก้าวไปสู่อะไรใหม่ๆ ต่อไปได้

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Purin A.
Special Thanks: ร้าน Coffee Gapi โทร.02-615-7044 เอื้อเฟื้อสถานที่