01

“เด็กสมัยนี้โตไวเนอะ” คำพูดที่โผล่ขึ้นมาในท่อนอินโทรเพลง หน้าหนาวที่แล้ว ที่จู่ๆ ก็กลายเป็นกระแสที่พูดถึงในโลกโซเชียลเป็นอย่างมากในช่วงปีที่ผ่านมา แน่นอนว่าประโยคดังกล่าวคือข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ด้วยโลกที่เปิดกว้าง และวิวัฒนาการที่พัฒนาขึ้นทุกวี่วัน ทำให้เด็กยุคนี้สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่เต็มไปด้วยความน่าสนใจในทุกแขนง เช่นเดียวกับ The TOYS หรือ ทอย-ธันวา บุญสูงเนิน ในวัยเพียง 21 ปี ที่ค่อยๆ สร้างตัวตนในวงการเพลงบ้านเราจากการเป็นนักดนตรีรับจ้างอัดเสียงในสตูดิโอได้หลากหลายเครื่องดนตรีตั้งแต่อายุ 16 เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับศิลปินมากหน้าหลายตาตอนอายุ 17 เป็นถึงดีกรีแชมป์กีตาร์รายการใหญ่ของเมืองไทย รวมถึงอันดับ 5 ของการแข่งขันกีตาร์ระดับโลก นำมาสู่การเป็นเจ้าของยอดวิวกว่า 30 ล้านครั้งบนเว็บไซต์ยูทูป และเพิ่งปล่อยซิงเกิ้ลใหม่กับค่าย What The Duck อย่าง ก่อนฤดูฝน ออกมาให้ฟัง ใครต่างก็คิดว่า โลกทั้งใบของหนุ่มน้อยคนนี้คงจะมีแต่เรื่องราวของเสียงเพลง ทว่าตลอดการสัมภาษณ์เขากลับบอกกับเราว่า “ผมไม่ได้ชอบดนตรีนะ เหมือนเป็นความผูกพันมากกว่า”

 

“เป็นความผูกพันจากที่บ้าน ตอนผมเด็กๆ ตื่นมา แม่กับคุณป้าก็ซ้อมร้องเพลงตลอดเวลา คุณพ่อก็เป็นโปรดิวเซอร์ ผมเดินไปทางไหนก็มีแต่โลกของฮาร์โมนี” ทอยกล่าวย้อนกลับไปถึงช่วงชีวิตในวัยเด็กที่เขาเติบโตมากับครอบครัวดนตรี ซึ่งหลายคนอาจจะพอคุ้นกับนามสกุลของเขาอยู่บ้าง โดยทอยเป็นลูกชายของ นิตยา บุญสูงเนิน เจ้าของบทเพลงดังอย่าง เจ็บนิดเดียว เมื่อปี 1994 รวมถึงมีศักดิ์เป็นหลานของ เจินเจิน บุญสูงเนิน ที่ทุกคนน่าจะรู้จักเพลง ฉันก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง และ ต้องสู้… จึงจะชนะ ผลงานเพลงเมื่อปี 1990 เป็นอย่างดีนั่นเอง

เมื่อมีนามสกุลของตำนานศิลปินในบ้านเราห้อยท้าย แน่นอนว่าบางคนย่อมต้องพบกับแรงกดดันและความคาดหวังจากบุคคลภายนอก และยิ่งเมื่อทอยตัดสินใจก้าวเดินสู่ถนนสายดนตรีอย่างเต็มตัวแล้วด้วย แต่เขากลับบอกว่ายังไม่เจอสถานการณ์ดังกล่าวมากนัก ทอยเล่าว่า บางคนพอเห็นนามสกุลก็คิดไปว่าเขาต้องมาสายเสียงร้องทรงพลังแน่นอน กลับกลายมาเป็นความเซอร์ไพรส์เมื่อมารู้ความจริงว่า บทบาทหลักในแวดวงดนตรีของเขาคือการเป็นโปรดิวเซอร์ ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับกับนามสกุลหรือการเป็นนักร้องสายดีว่าเลยแม้แต่น้อย “ผมรู้สึกแฮปปี้ด้วยซ้ำที่เป็นลูกแม่ เป็นหลานป้าเจิน” เขากล่าว

02

กีตาร์คลาสสิคของคุณพ่อคือเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ทอยมีโอกาสได้หยิบมาลองเล่นตั้งแต่อายุ 7 ขวบ และแม้ว่าทางครอบครัวก็ไม่เคยส่งเขาไปเรียนดนตรีแม้สักครั้ง แต่เครื่องดนตรีประเภทอื่นๆ อย่าง กลอง เบส เปียโน แซกโซโฟน ก็กลายมาเป็นอีกหนึ่งความสามารถพิเศษของเขาในเวลาต่อมา จนในที่สุด จากที่เป็นเพียงความสนุกสนานเฮฮากับการเล่นกีตาร์ในหมู่เพื่อนฝูง ทอยกลายมาเป็น ‘มือปืนห้องอัด’ ที่รับงานอัดเสียงในสตูดิโอตั้งแต่อายุ 16 ปี และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่เขาได้เรียนรู้กระบวนการการทำงานเพลงอย่างจริงจัง ต่อยอดสู่การสร้างชิ้นงานของตัวเองในฐานะโปรดิวเซอร์ในปีถัดมา

“ผมทำทุกอย่างเองหมด บันทึกเสียง อัดกลอง เบส กีตาร์ มิกซ์ มาสเตอริ่ง เริ่มเรียนรู้ว่า ถ้าเราทำคนเดียวจะทำได้ไหม” เขากล่าว ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาก็แสดงให้เห็นว่า ‘เขาทำได้’ เพราะในวัยเพียง 17 ปี เขารับหน้าที่โปรดิวเซอร์ให้กับ ทอม-อิศรา กิจนิตย์ชีว์ แห่งวง Room39, ภัสรนันท์ อัษฎมงคล หรือ เบียร์ The Voice รวมถึงวงพริกไทย มาแล้ว ซึ่งหนุ่มทอยก็บอกกับเราว่า ท่ามกลางผู้คนในสตูดิโอที่เขาร่วมงานด้วยซึ่งแทบร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นจะมีอายุมากกว่า เขากลับไม่รู้สึกกดดันแต่อย่างใด “ผมแค่รู้สึกว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของพวกพี่ๆ เขา ไม่ได้คิดว่ามาทำงาน แต่มาศึกษาเรียนรู้วิธีการทำงานของรุ่นพี่ และโชคดีที่พี่เขาค่อนข้างไว้ใจที่จะให้ผมทำงานชิ้นนั้น”

การเดินทางของเขายังไม่สิ้นสุด ชื่อของ ธันวา บุญสูงเนิน ก้าวขึ้นสู่ทำเนียบแชมป์ของ Overdrive Guitar Contest 9 ในช่วงปลายปี 2015 ด้วยการนำความแปลกใหม่สู่เวทีการประกวดมือกีตาร์ที่ยิ่งใหญ่เป็นลำดับต้นๆ ของเมืองไทย “คนอื่นเขาเล่นร็อค เล่นแจ๊ซกัน ผมก็เลยเอาดนตรี EDM ไปเล่นกับกีตาร์ เอาความแปลกเข้าสู้” ทอยเผย ซึ่งเขาก็มีมุมมองในการแข่งขันดังกล่าวว่า “ผมไม่อยากเล่นให้ได้ที่ 1 ใน 8 คนสุดท้ายผมอาจจะไม่ได้เก่งที่สุด แต่คนดูและกรรมการต้องจำผมได้” เท่านั้นยังไม่พอ ทอยยังติดอันดับ 5 จากการแข่งขันรายการระดับโลกอย่าง Kiesel Guitar Solo Competition ประจำปี 2016 ซึ่งเป็นการประกวดทางออนไลน์อีกด้วย

ดูเหมือนเส้นทางการเป็นนักดนตรีทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของหนุ่มทอยจะสวยหรูอยู่ไม่น้อย ทว่าจุดเริ่มต้นของศิลปินในนาม The TOYS กลับมีจุดเริ่มต้นจากเพลงที่ถูกเขี่ยทิ้ง “เพลง หน้าหนาวที่แล้ว นั่นแหละครับ ผมส่งเพลงนี้ไปให้ค่ายเพลงค่ายหนึ่ง แต่เขาตีกลับมาว่าไม่ผ่าน เหตุผลคือเพลงไม่แมส ไม่ป๊อป และฟังยาก” ทอยเล่าให้เราฟัง แต่ด้วยความที่เขาใช้เวลาทำเพลงดังกล่าวอยู่ร่วมหลายเดือน ก็เลยตัดสินใจปล่อยเพลงบนชันแนลยูทูปของตนเองแบบไม่คิดอะไร “ผมก็ลงเล่นๆ ทิ้งไว้ แล้วก็ไปทำอย่างอื่น ไปประกวดกีตาร์ ไปโปรดิวซ์งานเพลงเหมือนเดิม ประมาณ 1 ปีผ่านไปผมกลับไปดู จากตอนแรกที่ค้างอยู่ที่ห้าพันวิวนานมาก ก็เริ่มเป็นหมื่นวิว แสน ล้าน สิบล้าน สามสิบล้าน” เขายอมรับว่าความรู้สึกในตอนนั้นเต็มไปด้วยความงุนงงว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร จนถึงขั้นว่าเขาและเพื่อนต่างพยายามสืบหาต้นตอของการแพร่กระจายในโลกโซเชียลอย่างรวดเร็ว แต่ทุกวันนี้ก็ยังหาที่มาดังกล่าวไม่เจออยู่ดี

ทอยมองว่า ความสำเร็จที่ถาโถมเข้ามาจากเพลง หน้าหนาวที่แล้ว นั้นมีสาเหตุที่ไม่ต่างไปจากการคว้าแชมป์การประกวดมือกีตาร์แต่อย่างใด กับเรื่องความแปลกใหม่ที่คนฟังสามารถสัมผัสได้ รวมถึงรสชาติอาร์แอนด์บีที่เสพง่าย และสามารถฟังได้ทุกที่ทุกเวลา และเมื่อทำเพลงแล้วมีคนฟัง กำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานจึงก่อเกิด “ถึงแม้ว่าเราจะร้องไม่ชัดเหมือนคนอื่น ไม่มีแรงเท่าคนอื่น แต่ก็มีกลุ่มคนฟังที่ชื่นชอบในเสียงของเรา มันยิ่งทำให้ผมอยากจะทำเพลงต่อ” ทอยกล่าว ต่อยอดสู่อัลบั้มอีพีสเกลเล็กที่ทำเป็นแฟลชไดรฟ์จำหน่ายในเฟซบุ๊กเพจซึ่งขายหมดเกลี้ยงไปเป็นที่เรียบร้อย

ในที่สุด The TOYS ก็ก้าวเข้าสู่ระบบค่ายกับ What The Duck พร้อมทั้งส่งซิงเกิ้ลเปิดตัวที่มีชื่อว่า ก่อนฤดูฝน ออกมา ซึ่งเขาก็ยอมรับว่าต้องปรับตัวค่อนข้างมาก จากการเป็นยูทูปเบอร์นั่งทำเพลงอยู่ในโลกของเขาคนเดียว ก็ต้องมีการทำงานร่วมกับผู้อื่นมาเกี่ยวข้อง หรือแม้แต่เรื่องของการประชุม การออกไปพบปะสื่อมวลชนที่เขาอาจจะยังไม่คุ้นชินสักเท่าไหร่ แต่เขาก็มองว่านี่คือวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมเพียงเท่านั้น และไม่ใช่เรื่องใหญ่ในชีวิตที่เขาจะก้าวข้ามผ่านไปไม่ได้

ก่อนฤดูฝน ยังมาพร้อมกับสไตล์การร้องแบบอาร์แอนด์บีที่เราคุ้นเคย กับแนวเพลงที่ The TOYS ให้คำนิยามไว้ว่า Vapor Wave กับการสร้างเสียงดนตรีจากบรรยากาศโดยรอบหรือ ‘แอมเบียนต์’ เขายกตัวอย่างในการนำเอาไมค์มาวางในคาเฟ่ที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่ซึ่งอาจจะได้ยินเสียงช้อนหรืออะไรก็ตามแต่ หลังจากนั้นก็แปลงเสียงช้อนให้เป็นสัญญาณเสียงโน้ต และนำมาทำเป็นคอร์ด ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกครั้งแห่งความแปลกใหม่ที่หนุ่มคนนี้สรรสร้างขึ้นมา “ผมเป็นสายทำอะไรบ้าๆ ชอบค้นคว้า ทดลองไปเรื่อย ผมไม่ชอบอยู่ในสิ่งที่มันเคยมี ซึ่งบางครั้งมันก็ไม่ดีนะ เพราะตลาดหรือคนฟังที่ตามเรามาก็ต้องใหม่เหมือนกัน” เขายอมรับ

แต่สิ่งที่กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์นับตั้งแต่คืนแรกที่ปล่อยเพลง ก่อนฤดูฝน ออกมานั่นก็คือ ‘ท่อนแร็พ’ ที่ทำเอาคนฟังต่างรู้สึกอึ้งจากความว่องไวในฝีปากไปตามๆ กัน ซึ่ง The TOYS เผยว่า นี่คือการแก้ตัวจากสิ่งที่ไม่คาดคิดซึ่งเกิดขึ้นกับซิงเกิ้ลสุดฮิตก่อนหน้า “ตอน หน้าหนาวที่แล้ว ความตั้งใจของผมคืออยากใส่ท่อนหนึ่งให้คนฟังไม่รู้เรื่องและร้องตามไม่ได้ ผมอยากให้เพลงของผมเป็น limited แต่กลายเป็นว่าคลิปคัฟเวอร์ต่างๆ ที่ได้ดูมันผิดจากที่ผมคาดเอาไว้มาก คราวนี้ผมก็เลยอยากแก้แค้น (หัวเราะ) ขอโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง เพลง ก่อนฤดูฝน เลยใส่ท่อนแร็พที่เร็วขึ้นไปอีก คนคอมเม้นต์กลับมาเต็มเลยว่าฟังไม่รู้เรื่อง ดีใจมาก (หัวเราะ) ผมไม่อยากให้เพลงผมฟังรู้เรื่องตั้งแต่ครั้งแรกที่ฟัง ซึ่งถ้าวันใดที่คุณฟังรู้เรื่อง แสดงว่าคุณฟังเพลงของผมมากพอที่จะรู้เรื่อง” เขาอธิบายถึงข้อสงสัยนี้อย่างละเอียด อีกทั้งยังกล่าวเสริมด้วยว่า ไม่ได้ใช้เวลานานในการฝึกแร็พ เนื่องด้วยเป็นประสาทสัมผัสที่คุ้นชินจากการที่เขาพูดเบาและเร็วเป็นประจำอยู่แล้วนั่นเอง

“ผมไม่เคยฝันอยากเป็นศิลปินเลย และไม่เคยมองว่า The TOYS เป็นศิลปินที่ทุกคนติดตาม” คำกล่าวนี้จาก The TOYS ได้เน้นย้ำความรู้สึกที่เขาบอกเล่ากับเราในช่วงต้นที่ว่า ดนตรีกับเขาคือความผูกพันกันเพียงเท่านั้น และเขาก็ยังยืนยันคำเดิมว่า “เหมือนผมกับดนตรีเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก โตมาผมก็ยังเป็นเพื่อนมันอยู่ แต่เราไม่ได้รักมันนะ ทุกวันนี้ผมก็ยังรู้สึกว่า ผมไม่ได้ชอบดนตรี”

ประเด็นนี้กลายเป็นข้อสงสัยที่เกิดขึ้นต่อมาว่า นั่นคือพรสวรรค์ที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เกิด และเขาไม่รู้ตัวหรือไม่อย่างไร “ผมว่าไม่นะ ผมเรียกว่าเป็นรสนิยมของผมแล้วกัน ผมเข้าใจคนที่ผมจะสื่อสารด้วย และมีความสุขไปกับมัน หรืออาจจะเป็นพรแสวงก็ได้ ผมรู้สึกอย่างนั้น”

และการที่เขากลายเป็นที่รู้จักตั้งแต่อายุยังน้อย จากบทบาทในการเป็นโปรดิวเซอร์ที่เขาคิดว่า นี่คือตัวตนที่ชัดเจนของเขามากที่สุด สู่การแชมป์มือกีตาร์ระดับประเทศ และการเป็นนักร้องในปัจจุบัน The TOYS ยังคงทำตัวเป็นแก้วน้ำเปล่าที่รอคอยการเติมประสบการณ์ในทุกๆ ด้านอยู่เสมอ “ผมยังต้องมีเรื่องให้พัฒนาอีกเยอะ ผมไม่ใช่คนเก่งในทางของศิลปินเลย ด้วยความที่เลือดเราเป็นกีตาร์ฮีโร่ตั้งแต่เด็ก วันหนึ่งจะให้มาเป็นนักร้อง ปล่อยกีตาร์เลยมันก็เขินๆ อยู่ แต่ผมก็ต้องทำให้ได้ ถ้าไม่มีกีตาร์ ผมต้องยืนบนเวทีให้ได้อย่างแข็งแกร่ง นักร้องท่านอื่นอาจมองว่าเป็นเรื่องง่าย แต่สำหรับผม มันเป็นเรื่องที่ทุกวันนี้ผมต้องฝึกทุกวัน วันละหลายชั่วโมง”

 

และแม้ว่าท้ายที่สุด The TOYS จะยังยืนยันอีกครั้งว่า เขาไม่ได้ชอบดนตรี แต่เป้าหมายสูงสุดที่อยากจะทำให้นักฟังเพลงทั่วโลกหันมาฟังเพลงไทยให้ได้ในสักวันกลับแสดงให้เห็นว่า ดนตรีคือชีวิตของหนุ่มคนนี้ และเราเชื่อเหลือเกินว่า ทุกฤดูกาลในโลกแห่งเสียงดนตรีนับต่อจากนี้ จะมีชื่อของ The TOYS ปรากฏอยู่ รอคอยวันที่เขาจะสามารถพิสูจน์บทบาทการเป็นนักร้องเต็มตัวได้ในสักวัน

03

Story by: Chanon B.
Photos by: Purin A.