01

ในที่สุดการแสดงสดในเมืองไทยครั้งแรกของดูโอ้อินดี้ป๊อปจากกรุงลอนดอนที่มาแรงใช่ย่อยอย่าง Oh Wonder กับ “Oh Wonder Live in Bangkok” จัดโดย Viji Corp ก็รูดม่านปิดฉากลงไปแล้วเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา นี่คืออีกหนึ่งคอนเสิร์ตในปีนี้ที่บัตรขายหมดเกลี้ยงภายในระยะเวลาอันรวดเร็วจนต้องเพิ่มรอบการแสดง โดย บิลบอร์ด ไทยแลนด์ ได้เดินทางไปรับชมในคืนที่สองหรือรอบวันที่ 1 สิงหาคม 2017 ซึ่งเป็นรอบที่บัตร Sold out นั่นเอง

 

สภาพการจราจรในกรุงเทพมหานครเป็นอะไรที่ไม่สามารถคาดเดาได้เลยแม้แต่น้อย เราจึงเผื่อเวลาในการเดินทาง และไปถึงสถานที่จัดงานอย่าง DND Club เอกมัย ตั้งแต่ประมาณหนึ่งทุ่มครึ่ง แม้ว่าในเว็บไซต์ของไทยทิคเก็ตเมเจอร์จะแจ้งรายละเอียดว่างานจะเริ่มตอนสองทุ่มตรง ทว่าเมื่อสืบเสาะจากเพื่อนพ้องน้องพี่ที่ไปดูในรอบแรกก็ทำให้ทราบว่า โชว์ของ Oh Wonder เริ่มตอนประมาณสามทุ่มเศษ โอเค… มีเวลาชิลล์กันสักพัก

และเพื่อนพ้องน้องพี่กลุ่มเดิมเช่นกันที่เตือนไว้ว่า ให้รีบเข้าไปจับจองพื้นที่งามๆ ในการรับชม เพราะสถานที่จัดงานค่อนข้างเล็ก แปรผกผันกับจำนวนผู้ชมซึ่งมีค่อนข้างเยอะ แต่ท้ายที่สุดเราก็ตบเท้าก้าวเข้าสู่ฮอลล์ในเวลาที่เกือบจะสามทุ่มแล้ว แน่นอนว่าคำเตือนดังกล่าวเป็นจริง ภาพผู้คนเบียดเสียดมาจนถึงประตูทางเข้า (ซึ่งก็คือประตูทางออกในเวลาเดียวกัน) เราพยายามมองหาพื้นที่ว่างซึ่ง ณ ขณะนั้นมีเพียงน้อยนิด สุดท้ายแล้วเราก็หลุดเข้าไปอยู่บริเวณด้านหลังตรงกลาง ซึ่งเบื้องหน้าเต็มไปด้วยศีรษะแฟนคลับ OW ล้วนๆ

02

เลยสามทุ่มมาเกือบยี่สิบนาที เพลงที่เปิดคลอมาตลอดค่อยๆ fade out ไฟเวทีดับลง และส่องสว่างขึ้นมาอีกครั้งด้วยไฟสีแดงที่ฉาบเวทีเอาไว้ทั้งหมด ก่อนที่ไฟตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ OW จะปรากฏขึ้น แอนโธนี เวสต์ และ โจเซฟีน แวนเดอร์ กุชต์ สองสมาชิกของ Oh Wonder ขึ้นมาประจำการตามตำแหน่งพร้อมกับมือเบสและมือกลองแบ็คอัพประกบซ้ายขวา “Oh Wonder Live in Bangkok” ในค่ำคืนที่สองเริ่มต้นด้วย High on Humans ที่ซาวนด์โดยรวมยังดูไม่อิ่ม หรืออาจจะโดนกลบจากเสียงกรี๊ดของแฟนๆ จนทำให้ได้ยินไม่ชัดเจนนักก็เป็นได้ แต่เมื่อเพลง Dazzle ดังขึ้น รู้สึกว่าซาวนด์เริ่มมาแบบครบองค์ประกอบ พลันคิดในใจว่า ปาร์ตี้ในคืนนี้น่าจะไม่ธรรมดาแน่

“สวัสดีครับ Bangkok, how do you feel?” แอนโธนี เปล่งเสียงดังกระตุ้นความคึกของคนดูเป็นครั้งแรก ฟังไม่ผิดหรอก เขากล่าวคำว่า ‘สวัสดีครับ’ อย่างชัดถ้อยชัดคำ และเมื่อสิ้นสุดประโยค อินโทรเพลงฮิตอย่าง Without You ก็ดังขึ้นพร้อมสมรภูมิสมาร์ทโฟนที่ปรากฏเบื้องหน้าและโดยรอบ ตัดสินใจก้มหน้าและโยกย้ายร่างกายไปตามท่วงทำนองที่ได้ยิน ซึ่งเพลงนี้เหล่าแฟนๆ ร้องกันกระหึ่มจริงๆ เรียกได้ว่าขนลุกเกรียวตั้งแต่ช่วงต้นโชว์กันเลยทีเดียว

03

ลิสต์เพลงที่ Oh Wonder เตรียมมามีการสลับเอาเพลงจากทั้ง 2 อัลบั้มอย่าง Oh Wonder เมื่อปี 2015 และ Ultralife ที่เพิ่งปล่อยออกมาสดๆ ร้อนๆ เมื่อเดือนที่แล้วมาเล่นแบบครบถ้วน Lifetimes คือแทร็คต่อมาที่พวกเขานำขึ้นมาเล่นบนเวที เพลงนี้แสดงคาแรคเตอร์ของอัลบั้มใหม่ที่มีการเพิ่มบทบาทของกีตาร์ เบส และกลองเข้าไปได้อย่างชัดเจน ก่อนจะถึงคิวที่ โจเซฟีน จะกล่าวทักทายแฟนเพลงชาวไทยด้วยคำว่า ‘สวัสดีค่ะ’ บ้าง แถมยังมีการยื่นไมค์ไปถามชื่อคนดูด้านล่าง และชวนทุกคนในฮอลล์ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้แฟนเพลงสักคนอีกต่างหาก

เสียงร้องใน DND Club ดังกระหึ่มอีกครั้งกับบทเพลง All We Do จน โจเซฟีน ถึงขั้นกล่าวออกไมค์ว่า “It sounds beautiful.” กันเลยทีเดียว ซึ่งเรารู้สึกว่าเวอร์ชั่นสดเพราะกว่าสตูดิโอเวอร์ชั่นเสียด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับ Landslide ที่ผู้ชมร้องตามในท่อน ‘I’ll be there for you’ กันกึกก้อง รวมถึงเพลง Heavy ก็ไม่ต่างกัน

04

การแสดงสดของหลายๆ วงต่างประเทศที่เดินทางมาเปิดคอนเสิร์ตในบ้านเราอาจจะไม่เน้นพูด มาถึงก็ใส่ยับแบบไม่มีพัก แต่ไม่ใช่กับ Oh Wonder ทั้งสองสมาชิกหมุนเวียนกันพูดคุยกับแฟนเพลงแบบชิลล์ๆ มีช่วงหนึ่งที่พวกเขาพูดถึงเมืองไทย ซึ่งบอกตามตรงว่าเราได้ยินแต่เสียงกรี๊ด คำๆ เดียวที่ได้ยินชัดเจนมากๆ คือ ‘ผัดไทย’ นับเป็นสีสันที่ทำให้คนดูแอ็คทีฟตลอดเวลา พวกเขาผ่อนจังหวะลงเล็กน้อยกับเพลง White Blood ก่อนที่ แอนโธนี จะตะโกนก้องว่า “คืนแรกน่ะแค่อุ่นเครื่อง” ก่อนจัดหนักต่อเนื่องทั้ง Lose It และ Body Gold อิ่มเอมสุดๆ ด้วยเพลง Livewire ที่ในรอบแรกพวกเขาไม่ได้เล่น ก่อนจะปิดท้ายด้วย Technicolor Beat

เหมือนกับว่าความพีคจะค่อยๆ ไต่ระดับจน ณ วินาทีนั้นมันยังรู้สึกไม่สุด เสียงอังกอร์ดังไปทั่วบริเวณ Oh Wonder กลับขึ้นเวทีพร้อม 2 เพลงฮิตอย่าง Ultralife และ Drive จบโชว์อย่างเป็นทางการพร้อมเสียงปรบมือที่ดังก้องอยู่เนิ่นนานทีเดียว กล่าวด้วยความสัตย์จริงว่า “Oh Wonder Live in Bangkok” ทำให้รู้สึกหลงรักวงดนตรีวงนี้มากขึ้นไปอีกเป็นทวีคูณ

05

ไม่ว่าความคิดเห็นจากผู้ชมในรอบการแสดงวันที่ 31 กรกฎาคม 2017 จะเป็นเช่นไร สำหรับรอบสองนี้บอกเลยว่า “สนุกมาก” สิ่งสำคัญที่สุดคือพลังงานบนเวทีของ แอนโธนี และ โจเซฟีน ที่ไม่มีลดลงตั้งแต่ต้นจนจบโชว์ พาร์ตของการร้องการเล่นพวกเขาก็เต็มที่มาก การพูดคุยกับแฟนเพลงก็เป็นกันเองแบบสุดๆ ซึ่งพลังดังกล่าวก็ส่งต่อมาถึงคนดูในฮอลล์ที่ร้องตามเต้นตามกันตลอดทั้งโชว์ นอกจากนั้นการมีมือเบสและมือกลองมาช่วยเสริมความหนักแน่นสำหรับการเล่นสดโดยเฉพาะทำให้เพลงของ Oh Wonder ที่ฟังดูชิลล์ๆ ในเวอร์ชั่นสตูดิโออัลบั้มดูมีมิติมากขึ้นในยามแสดงสด ยิ่งเมื่อพวกเขาเป็นวงที่เลือกเมโลดี้และซาวนด์ได้น่าสนใจเป็นทุนเดิม การผสมกลมกลืนดังกล่าวจึงทำให้โชว์ของ Oh Wonder น่าติดตามตลอดเวลา แม้ว่าจะเป็นโชว์สั้นๆ เพียง 1 ชั่วโมงเศษก็ตาม

ในขณะที่ระบบเสียงเท่าที่ทราบมา ทางผู้จัดมีการเพิ่มลำโพงด้านบนจากที่ไม่มีในรอบแรก ซึ่งซาวนด์ที่ออกมาก็ดูดีทีเดียว แม้ว่าข้อจำกัดของสถานที่อาจทำให้หลายคน (รวมถึงเรา) รู้สึกว่าเสียงนั้นค่อนข้างสะท้อนและก้องอยู่พอสมควร ส่วนระบบแสงเราขอปรบมือให้ คือไม่ใช่โปรดักชั่นที่อลังการแต่อย่างใด แต่เพียงแค่ตัวอักษร OW ที่สามารถเปลี่ยนสีได้ตลอดเวลาก็เอาอยู่แล้ว less is more มาน้อยๆ แต่ทรงพลัง ส่วนแสงบนเวทีที่มีการปรับเปลี่ยนไปตามมู้ดในแต่ละเพลงก็เป็นไปตามมาตรฐานความดีงาม

06

เรื่องที่มีการพูดถึงเยอะก็คือเรื่องสถานที่จัดงาน อันที่จริงผู้เขียนเคยเดินทางมาเยือนสถานที่แห่งนี้หลายครั้งหลายครา จึงพอจะนึกภาพออกว่า ดราม่าที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากสาเหตุใด ในอีกแง่หนึ่ง เราว่ามันค่อนข้างเหมาะสมทีเดียวกับโชว์ของ Oh Wonder พื้นที่ที่ไม่ใหญ่มากนักทำให้พลังความสนุกมันส่งต่อมาถึงผู้ชมได้ง่าย ไม่ว่าคุณจะอยู่ด้านหน้า ซ้าย ขวา หรือด้านล่างก็อินและมันได้ไม่ต่างกัน แต่ปัญหาก็คือ พื้นที่ที่ไม่ใหญ่มากที่เราบอกไปมันอาจจะเล็กเกินไปหากเทียบกับจำนวนผู้ชมทั้งหมด คนดูบางส่วนที่เข้างานช้าติดแหงกอยู่บริเวณประตูทางเข้า ได้แต่ชะเง้อมองศิลปินจากทางด้านหลังเพราะไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปด้านในได้แล้ว ในขณะที่คนที่หลุดเข้ามาด้านในได้ก็ค่อนข้างเบียดเสียดกันอยู่ไม่น้อย จุดนี้ผู้จัดอาจต้องมองถึงความเหมาะสมระหว่างพื้นที่จัดงานและจำนวน maximum ของคนดูว่า จุดไหนถึงจะลงตัวที่สุด

ส่วนสมรภูมิสมาร์ทโฟนที่เรากล่าวถึงไปข้างต้น หลายคนอาจรู้สึกชินชากับสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว มันไม่ผิดหรอกหากคุณอยากจะเก็บภาพความทรงจำของศิลปินที่คุณชื่นชอบไว้ทั้งในรูปแบบภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว แต่ ‘ความเหมาะสม’ คงเป็นเรื่องที่อยากให้ทุกคนตระหนักถึง ว่าการที่คุณชูโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายตลอดทั้งเพลง หรือแม้กระทั่งบางคนที่เก็บภาพตลอดทั้งโชว์ได้สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นหรือไม่ ยิ่งเมื่อเวทียกสูงขึ้นมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้ระดับสายตาของศิลปินและคนดูอยู่ในระดับแทบจะเดียวกัน ส่งผลให้ทัศนียภาพของคนที่อยู่ด้านหลัง หรือคนตัวเล็กยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเคารพสิทธิของผู้อื่น เพื่อที่ทุกคนจะสามารถซึมซับความสุขจากศิลปินที่คุณหลงรักได้อย่างเต็มที่… ไม่ต่างกัน

07

ท้ายที่สุด เราอยากให้ทุกคนลองหาโอกาสออกมารับชมการแสดงสดของศิลปินทั้งที่คุณชื่นชอบอยู่แล้ว หรืออาจจะยังไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามก็ตาม มันมีเสน่ห์บางอย่างนอกเหนือจากการฟังออดิโอไฟล์ที่เราก็อาจจะไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ โดยเฉพาะ Oh Wonder พวกเขาเล่นสดได้ยอดเยี่ยมเอาการ และทำให้เราได้เพิ่มมิติในการฟังเพลงให้ก้าวไปสู่อีกความรู้สึกหนึ่งอย่างแท้จริง

 

*** ส่วนค่ำคืนนี้ยังมีอีก 1 งานจากผู้จัด Viji Corp นั่นก็คือ “LANY Live in Bangkok” ที่โยกย้ายสถานที่จัดงานไปเป็น Moonstar Studio 1 ยังสามารถซื้อบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ หรือ thaiticketmajor.com รวมถึงหน้างานก็น่าจะยังพอมีเหลือจำหน่ายอยู่ ใครเป็นแฟน 3 หนุ่มจากแคลิฟอร์เนียที่กำลังมาแรงสุดๆ อีกหนึ่งวงก็ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง *** 

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Viji Corp