03

จากซ้าย: ทามากิ คูนิชิ , ฮิเดกิ ‘โยดะ’ สุเอะมัตซึ, ยาสุโนริ ทากาดะ  และ ทากะอากิระ ‘ทากะ’ โกโตะ 

17 มกราคม 2017 เรามีนัดกับวงดนตรีสัญชาติญี่ปุ่นที่มีเอกลักษณ์ของซาวนด์ร็อคบรรเลงที่โดดเด่นเหลือเกินในเรื่องบรรยากาศ บางครั้งฟังแล้วรู้สึกเย็นยะเยือกอยู่ภายใต้เมโลดี้ แต่บางครากลับเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดจากกีตาร์ Distortion รวมถึงเครื่องดนตรีที่เหลือที่พร้อมใจสาดความร้อนรุ่มสู่คนฟังไม่ว่าจะเป็นจากการเปิดแผ่นซีดีหรือจดจ้องพวกเขา ณ ขณะที่อยู่บนเวทีก็ตาม พวกเขาคือ MONO กับการกลับมาแสดงสดที่เมืองไทยเป็นคำรบที่ 3 ใน “MONO Live in Bangkok 2017” โดยผู้จัด Seen Scene Space นั่นเอง

ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการที่วงดนตรีจากทวีปเอเชียซึ่งมาพร้อมกับแนวดนตรีที่ไม่ใกล้เคียงกับกระแสเมนสตรีมจะพาตัวเองไปสู่ระดับโลกได้ แต่สมาชิกทั้ง 4 คนทั้ง ทากะอากิระ ‘ทากะ’ โกโตะ (กีตาร์), ฮิเดกิ ‘โยดะ’ สุเอะมัตซึ (กีตาร์), ทามากิ คูนิชิ (เบส, เปียโน) และ ยาสุโนริ ทากาดะ (กลอง) กลับพาวง MONO ตระเวนออกทัวร์คอนเสิร์ตทั่วทั้งยุโรปและอเมริกามามากกว่า 1 ทศวรรษ มีสตูดิโออัลบั้มทั้งหมด 9 ชุด โดยชุดล่าสุดที่วางแผงไปเมื่อเดือนตุลาคม 2016 ที่ผ่านมามีชื่อว่า Requiem for Hell และใครที่เป็นคอดนตรีแนวนี้คงคุ้นเคยกับบทเพลงอย่าง Pure as Snow, Yearning หรือ Follow the Map เป็นอย่างดี

และก่อนที่จะไปสัมผัสกับประสบการณ์อันตราตรึงของสรรพเสียงจากวง MONO ในอีกไม่กี่วันที่จะถึงนี้ บิลบอร์ด ไทยแลนด์ มีโอกาสได้พูดคุยกับหนึ่งในมือกีตาร์ของวงอย่าง ทากะอากิระ ‘ทากะ’ โกโตะ ผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มอิ่ม ทั้งเรื่องที่พวกเขาไม่เคยเรียกตัวเองว่าวงโพสต์ร็อค, เรื่องราวของชีวิตและความตายที่เล่าผ่านบทเพลงในอัลบั้มใหม่ รวมถึงความรู้สึกที่กำลังจะได้กลับมาเมืองไทยอีกครั้ง

mono01

 

MONO กำลังจะเดินทางมาเปิดการแสดงสดในเมืองไทยเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ในความรู้สึกพวกคุณมันมีความแตกต่างอย่างไรกับ 2 ครั้งแรกบ้าง?
พวกเราทั้ง 4 คนตื่นเต้นมากที่จะได้กลับไปเยือนเมืองไทยอีกครั้ง จนถึงตอนนี้พวกเราเดินทางออกทัวร์คอนเสิร์ตมากกว่า 55 ประเทศแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยคือหนึ่งในสถานที่สุดโปรดของพวกเรา ทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งผู้คน ทัศนียภาพ ตลอดจนธรรมชาติอันงดงาม และที่สำคัญอาหารอร่อยมากครับ 2 ครั้งที่ผ่านมาเราได้เล่นดนตรีในสถานที่อันยอดเยี่ยม (ปี 2011 ที่มูนสตาร์ สตูดิโอ 1 และปี 2013 ที่โรงละครแห่งชาติ) ผมรู้สึกราวกับว่า พวกเราได้แลกเปลี่ยนอะไรบางอย่างที่สำคัญกับแฟนเพลงทุกคนผ่านเสียงดนตรีของ MONO อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเรารู้สึกยินดีมากๆ เพราะพวกเราหวังเสมอว่าจะได้ทำโชว์ที่เราทุกคนสามารถปลดปล่อยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะรู้สึกถึงออกมา เหมือนเป็นทุกอย่างซึ่งมาจากความคิดที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน ไปจนถึงอารมณ์ที่ยากจะอธิบายออกมาเป็นตัวอักษร ซึ่งทุกคนได้เห็นโลกใบใหม่ผ่านเสียงดนตรีไปด้วยกัน

2 ครั้ง 2 คราก่อนหน้านี้มีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยวที่ไหนในเมืองไทยบ้างหรือยัง?
พวกเรายังไม่มีโอกาสได้ไปเที่ยวไหนเลย โดยส่วนตัวผมอยากไปเที่ยวตามวัดต่างๆ อย่างวัดโพธิ์ หรือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

เมื่อไม่นานมานี้ MONO เพิ่งปล่อยอัลบั้มใหม่ที่ชื่อ Requiem for Hell ออกมา อะไรคือสิ่งที่พวกคุณอยากจะสื่อสารสู่คนฟังผ่านอัลบั้มนี้บ้าง?
ไม่มีอะไรที่จำเพาะเจาะจงหรอก ผมแค่อยากให้คนฟังทุกคนได้ฟัง และรู้สึกไปกับสิ่งที่ได้ยิน เพราะหลังจากอัลบั้มปล่อยออกไปแล้ว มันก็ไม่ได้เป็นแค่ของของเราอีกต่อไปแล้วล่ะ

requiemforhell

 

การเลือกนำเรื่องราวของชีวิตและความตายที่ดูจริงจังและซีเรียสมาถ่ายทอดในอัลบั้มล่าสุดท้าทายกระบวนการของความคิดและการทำเพลงของพวกคุณอย่างไรบ้าง?
ผมเพิ่งมีโอกาสได้หยิบวรรณกรรมเรื่อง Divine Comedy (ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวการเดินทางของตัวละครเอกไปยังภูมิ 3 ภูมิของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว โดยแบ่งออกเป็น 3 ตอนคือ นรก (Inferno), แดนชำระ (Purgatorio) และ สวรรค์ (Paradiso) นั่นเอง) ประพันธ์โดย Dante กวีชื่อดังชาวอิตาเลียนมาอ่านโดยบังเอิญหลังจากที่ผมเขียนเพลงในอัลบั้มใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งระหว่างขั้นตอนในการเรียบเรียงดนตรี มันมีจังหวะบางจังหวะ รวมถึงอะไรอีกหลายอย่างที่ยังไม่รู้ความหมายของมัน แต่พออ่านจบ ผมก็สามารถเข้าใจในสิ่งที่ผมคิด เหมือนกับปริศนาที่ยากมากๆ ได้รับการคลี่คลายเลยครับ

ประสบการณ์ในวงการดนตรีที่มากขึ้น ทำให้พวกคุณทำเพลงในอัลบั้มใหม่ได้ง่ายหรือยากขึ้นอย่างไร?
เคยมีคำกล่าวของจิตรกรชื่อดังอย่าง ปิกัสโซ กล่าวเอาไว้ประมาณว่า ไม่สำคัญว่าคุณจะเป็นใคร ตอนที่คุณเป็นเด็ก คุณคือศิลปิน ปัญหาคือไม่ว่าคุณจะรักษาความเป็นศิลปินเอาไว้เมื่อคุณเติบใหญ่ได้หรือไม่ก็ตาม แต่ตราบเท่าที่ผมยังมีแรง ผมจะทำตัวเองให้รู้สึกตื่นเต้นเหมือนเป็นเด็กทุกครั้งเวลาที่ผมจะเริ่มทำเพลง

 

แล้วถ้าจะให้ย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของวง MONO อะไรคือเหตุผลที่พวกคุณเลือกทำเพลงบรรเลง แทนที่จะทำเพลงที่มีเนื้อเพลงที่น่าจะสื่อสารกับคนฟังได้ง่ายกว่า?
ผมเชื่อว่านักดนตรีทุกคนสามารถแสดงออกถึงทุกสิ่งทุกอย่างได้ด้วยดนตรีเพียงอย่างเดียว เหมือนกับนักเขียนนิยายที่แสดงออกทุกอย่างผ่านตัวอักษรของพวกเขา

ท่วงทำนองที่เป็นส่วนผสมของความเกรี้ยวกราด แต่ในขณะเดียวกันก็ฟังดูงดงามเหลือเกินในบทเพลงของคุณมันเกิดมาจากอะไร?
ในโลกของเสียงดนตรี คุณสามารถแสดงออกในทุกๆ อารมณ์ได้ตั้งแต่การร้องไห้, การกรีดร้อง, ความโมโหโกรธา, ความหวัง, ความสุข และความรัก ซึ่งคุณอาจจะไม่สามารถแสดงความรู้สึกเหล่านั้นผ่านถ้อยคำในชีวิตประจำวันก็ได้

คำว่า ‘จินตนาการ’ คืออะไรสำหรับพวกคุณ?
ผมคิดว่าจินตนาการเป็นตัวแทนของความอิสระเสรี ในเวลาเดียวกัน ผมมีความเชื่อว่า การที่คุณเป็นใครในขณะนี้ก็เป็นผลมาจากอดีตที่คุณจินตนาการว่าอยากจะเป็นใคร และสำหรับคนในอนาคต มันก็คือคนๆ เดียวกับที่คุณจินตนาการว่าจะเป็นใคร ณ ตอนนี้นั่นแหละ

04

Photo by: Yoko Hiramatsu (FB Fan Page – MONO (Japan))

นับจากสตูดิโออัลบั้มชุดแรกเมื่อปี 2001 อย่าง Under the Pipal Tree จนถึงวันนี้ แนวความคิดในการทำเพลงของ MONO เปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม? 
ไม่แน่ใจเหมือนกันนะสำหรับคำถามนี้ แต่มันรู้สึกเหมือนกับว่าพวกเรากำลังสร้างโบสถ์หลังใหญ่โตมโหฬารในช่วงชีวิตของพวกเรา และในขณะเดียวกัน พวกเราก็พยายามทำบางอย่างที่สดใหม่ขึ้นในทุกๆ ครั้งแม้จะทีละเล็กละน้อยก็ตาม รวมถึงยังคงต่อสู้กับอะไรบางอย่างที่คร่ำครึโบราณซึ่งสามารถทำลายศิลปะให้ย่อยยับลงได้

เสน่ห์ของดนตรีโพสต์ร็อคสำหรับพวกคุณคืออะไร?
เอาจริงๆ พวกเราไม่เคยเรียกตัวเองว่าเป็นวงโพสต์ร็อคนะ แต่พวกเราก็ซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งที่สามารถวาดอะไรบางอย่างลงไปบนผืนผ้าใบได้อย่างอิสระ และแชร์ศิลปะของพวกเราไปสู่ทุกคนบนโลกใบนี้ได้

แต่ในขณะเดียวกัน คนฟังหลายกลุ่มก็ยังไม่เปิดรับเพลงบรรเลงในลักษณะนี้ อีกทั้งหลายคนก็บอกว่าฟังยาก เข้าใจยาก พวกคุณมีมุมมองกับประเด็นนี้อย่างไร?
ไม่ว่าศิลปะดังกล่าวจะเยี่ยมหรือแย่อย่างไร มันเป็นเรื่องของการตระหนักถึงความสุนทรียศาสตร์ของตัวคุณเอง ดังนั้นถ้าคุณเข้าใจในศิลปะ มันก็เป็นมากกว่าข้อสันนิษฐานแล้ว อย่างผลงานศิลปะของ วินเซนต์ แวน โก๊ะ ยังต้องใช้เวลาอันยาวนานเพื่อทำความเข้าใจกับมันเลย

02

 

พวกคุณคิดว่า สักวันหนึ่งเพลงบรรเลงในลักษณะนี้จะก้าวไปอยู่ในจุดของการยอมรับจากคนฟังทั่วโลกในวันหนึ่งเหมือนกับที่ดนตรีร็อค หรือทุกวันนี้ที่ดนตรี EDM สามารถได้หรือไม่?
เทรนด์เป็นสิ่งที่ผ่านมาผ่านไปอยู่เรื่อยๆ มันไม่เกี่ยวว่าคุณมองเห็นอะไรในตอนนี้ มันไม่มีอะไรเป็นเหมือนอย่างที่มันดูเหมือนว่าจะเป็นหรอก ผมไม่ชอบเชื่อในสิ่งที่ไร้ซึ่งการค้นหาหรือความเข้าใจที่เกิดขึ้นจากตัวผมเอง

มีคำแนะนำสำหรับคนที่เริ่มอยากจะลองฟังเพลงของวง MONO หรือดนตรีแนวนี้จากวงอื่นๆ บ้างไหม ว่าพวกเขาควรจะเริ่มต้นจากอะไร?
หากวันหนึ่งดนตรีเรียกร้องคำอธิบาย ไม่ว่าคุณจะอธิบายมากเพียงใดคุณก็ไม่มีวันเข้าใจมันหรอก สำหรับผม ดนตรีคืออะไรบางอย่างที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก และคุณไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ มันแอบซ่อนอยู่ในเบื้องลึกของคุณ ซึ่งมันคือหนทางเดียวที่ผมจะซื่อสัตย์ต่อตนเองได้

สุดท้ายอยากฝากอะไรถึงแฟนเพลงชาวไทยที่รอคอยคอนเสิร์ต MONO LIVE IN BANGKOK 2017 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 17 มกราคม 2017 บ้าง?
ขอบคุณทุกๆ คนที่สนับสนุนพวกเรามาโดยตลอด ผมอยากเจอพวกคุณมากๆ แล้วเจอกันนะครับ

 

“MONO Live in Bangkok 2017” จะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 17 มกราคม 2017 ณ Live RCA โดยมีวงเปิดสัญชาติไทยอย่าง Hope the flowers และ Inspirative บัตร Early Bird ราคา 1,200 บาทยังซื้อได้ถึงวันที่ 10 มกราคม 2017 ส่วนบัตรหน้างานราคา 1,500 บาท สามารถจับจองบัตรกันได้ที่ ticketmelon.com แว่วมาว่าบัตรทั้งหมด 500 ใบ เหลือเพียงร้อยกว่าใบแล้วด้วย

 

Story by: Chanon B.
Photos by: MONO