dj yellow-900-5

นับวันกระแสเพลงอิเล็กโทรนิกแดนซ์ในโซนเอเชียรวมไปถึงบ้านเราจะขยายตัวใหญ่ขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นทั้งเทศกาลดนตรี วัฒนธรรม แนวดนตรี รวมไปถึงเหล่าดีเจที่มักจะแลกเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเล่นในแต่ละประเทศในโซนเอเชีย สำหรับบ้านเราเองก็ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีที่เปิดรับดีเจมากความสามารถให้มาแลกเปลี่ยนดนตรี และวาดลวดลายให้แก่ขาแดนซ์ทั้งหลาย บิลบอร์ด ไทยแลนด์ จึงได้โอกาสรวมนั่งพูดคุยกับดีเจสาวจากเกาะฮ่องกง Miss Yellow หรือ ยัต ทัง หว่อง นักแสดงสาวที่ผันตัวจากการแสดงมาสู่การเป็นดีเจ พร้อมเรื่องราวของแวดวงดนตรี ไนต์ไลฟ์ การเป็นดีเจผู้หญิงท่ามกลางวงการดีเจที่เรามักจะคุ้นหน้ากับดีเจผู้ชาย และการใช้ดนตรีของเธอเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าดีเจผู้หญิงนั้นมีอะไรดีมากกว่าแค่เพียงหน้าตา

dj yellow-900-6

ก่อนอื่นเลยช่วยแนะนำตัวเองหน่อย

สวัสดีค่ะ ฉัน Miss Yellow ตอนนี้เป็นดีเจแล้วก็นักแสดงค่ะ

เห็นว่าเพิ่งไปเล่นที่ CÉ LA VI Bangkok มาด้วย เป็นอย่างไรบ้าง?

โอ้ มันสนุกมากเลยค่ะ เพราะว่าเป็นคืนวันเสาร์ด้วย คนเลยมากันเยอะมาก แล้วก็เป็นครั้งแรกของฉันที่ได้เล่นที่นี่ด้วยค่ะ มันเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก ที่ฉันได้แชร์เพลงของฉันกับคนที่นี่ แล้วพวกเขาก็ชอบมากๆ ทั้งเต้นทั้งอะไร เอาจริงๆ มันก็ทำให้ฉันรู้ว่าพวกเขาชอบฮิปฮอป ชอบเพลงเฮาส์ ซึ่งมันก็ทำให้ฉันแฮปปี้มากค่ะ

แนวเพลงของคุณเป็นแบบไหน

จริงๆ ฉันก็เล่นหลากหลายแนวนะคะ แล้วก็จับมามิกซ์ด้วยกัน แต่ที่ชอบเล่นมากที่สุดคงจะเป็นแนวอิเล็กโทร เฮาส์ เบส บางที่ก็มีฮิปฮอปผสมๆ เข้าไปด้วย บางทีก็ขึ้นอยู่กับคลับที่จะไปเล่นหรือเทศกาลดนตรีต่างๆ ว่าเป็นแบบไหน กลุ่มคนที่มาเที่ยวเป็นแบบไหนแล้วก็จัดเพลงให้ตรงกับพวกเขามากที่สุด

ถ้ายังงั้นมีสถานที่ไหน เมืองไหน หรือเทศกาลดนตรีที่ชอบเล่นมากที่สุดมั้ย

ฉันคิดว่าทุกที่มันก็จะแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะสถานที่หรือสไตล์ของผู้คน แต่ฉันคิดว่าถ้าเป็นสไตล์เพลงของฉัน ชาวยุโรปส่วนใหญ่จะชอบกันมากๆ ค่ะ แบบว่าอินกันมากๆ เวลาที่ฉันเล่น เมื่อปีที่แล้วฉันก็ได้ไปเล่นที่เทศกาลดนตรี Clockenflap เป็นครั้งแรกของฉันที่ได้ไปเล่นที่นั่น ทุกอย่างเป็นใจมาก ทั้งสถานที่และช่วงเวลาที่ได้เล่น คนมากันเยอะมาก ฉันยืนอยู่บนเวทีเลยเห็นว่าข้างล่างคนแน่นขนาดไหน แล้วก็ทยอยมาเรื่อยๆ นะคะ มาเต้นไปกับเพลงของฉัน มันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก ที่ได้เล่นเพลงของคุณเองแล้วคนเต้นตามกันสุดชีวิต

นั่นคือครั้งแรกที่ได้เล่นในเทศกาลดนตรีใหญ่ๆ แบบนั้นหรือเปล่า

ก็ไม่เชิงนะคะ เพราะว่าฉันเคยไปเล่นที่ประเทศจีน อย่างที่รู้กันว่าประชากรจีนเยอะขนาดไหน พอมีเทศกาลดนตรีคนก็มากันเยอะมาก ฉันจำได้ว่างานที่ฉันไปเล่นเหมือนจะมีคนมา 30,000 กว่าคน เยอะมากค่ะ

dj yellow-900-2
dj yellow-900-1

ถ้าให้คุณเปรียบเทียบบรรยากาศการเที่ยวกลางคืนในกรุงเทพกับฮ่องกง มันมีความแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไรบ้าง

สำหรับกรุงเทพฯ ฉันยังไม่ได้เห็นอะไรมากเลยอาจจะยังไม่ค่อยรู้ว่าเป็นยังไง แต่ฉันรู้สึกว่าที่นี่คนจะออกแนวชิลๆ มากกว่า ส่วนฮ่องกงคือมันเป็นเมืองที่ธุรกิจจ๋ามาก ดังนั้นความรู้สึกที่ได้ก็จะออกแนวล้ำๆ อนาคตๆ หน่อย ถ้าพูดเรื่องดนตรีไนต์ไลฟ์ของฮ่องกงจะมีความ aggressive แต่ที่นี่ฉันเห็นความหลากหลายมากกว่าในเรื่องของดนตรี

ในส่วนของการเป็นดีเจผู้หญิง มันมีความยากง่ายอย่างไรในแวดวงดีเจ

ถ้าว่ากันตามตรงมันยากนะคะ เพราะว่าคนส่วนใหญ่เวลาที่เห็นดีเจผู้หญิงก็เหมารวมไปว่าเป็นแค่นางแบบ แต่งตัวจัด สวยเก๋ แต่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับดนตรีและการเป็นดีเจ ดังนั้นคุณก็เลยต้องพยายามพิสูจน์ตัวเองเป็นอย่างมากว่าคุณสามารถเปิดเพลงได้เป็นดีเจได้ ต้องแน่ใจว่าทุกครั้งที่มีงานจะต้องทำมันออกมาให้ดีที่สุด เพื่อให้คนเห็นว่าคุณคือดีเจจริงๆ ที่ทำให้ทุกคนสามารถเต้นไปกับคุณได้ ให้คุณสนุกไปกับเพลงของคุณได้ หลังๆ มานี่ฉันก็เห็นคนพอใจกับโชว์ของฉันนะคะ บางทีก็มีคนเดินเข้ามาบอกว่าฉันเชื่อแล้ว ว่าคุณเล่นดนตรีได้จริงๆ (หัวเราะ) สำหรับดีเจผู้หญิงมันเลยเป็นอะไรที่ท้าทายมากค่ะ

แล้วคุณมีเคล็ดลับอะไรมั้ย ในการพิสูจน์ตัวเองในฐานะการเป็นดีเจ

ก็ในเซ็ตเพลงของฉัน ฉันพยายามจะใส่เพลงให้หลากหลายแนว ให้คนรู้สึกถึงมูฟเมนท์และสนุกไปกับมัน

มิวสิควิดีโอของคุณมีความแฟชั่นจัดมาก มันคือความตั้งใจของคุณหรือเปล่าที่จะเอาแฟชั่นกับดนตรีมาผสมกัน

ไม่รู้สิคะ คือมันออกมาเป็นแบบนั้นเองโดยธรรมชาติ เพราะฉันชอบแฟชั่น พอคนเห็นก็รู้ได้ทันทีว่า “อ้อ เธอชอบแฟชั่นนะ” ฉันไม่ได้แพลนที่จะทำแบบนั้นตั้งแต่แรกหรอกค่ะ

เอาล่ะ มาถึงคำถามสุดท้ายแล้ว คุณคิดว่าปาร์ตี้ซีนในเอเชียพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

โอ้ ฉันคิดว่ามันเปลี่ยนแปลงไปเยอะมากค่ะ ปีนี้ก็เป็นปีที่ 10 ที่ฉันทำดีเจแล้วค่ะ ดังนั้นฉันก็เห็นอะไรมาเยอะมาก ฉันคิดว่า EDM ส่งผลต่อแนวเพลงในเอเชียเยอะมากนะ ซึ่งมันก็ทำให้มีเทศกาลดนตรีหรือวัฒนธรรมจากโซนตะวันออกเข้ามาในเอเชียเยอะมากขึ้น เด็กๆ วัยรุ่นก็จะอินกับเพลง EDM กัน ยกตัวอย่างเช่นฮ่องกงก็ได้ค่ะ เมื่อก่อนมีแค่เทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดงานเดียว ตอนนี้เรามีเยอะมากขึ้นแล้วก็หลากหลายแนวมากขึ้น แต่ละแนวเพลงก็มีเทศกาลดนตรีที่มารองรับ ฉันเลยคิดว่าคนคงจะอินกับเทศกาลดนตรีมากกว่าที่จะออกไปปาร์ตี้ในคลับอะไรทำนองนี้ เหมือนเป็นปีของเทศกาลดนตรีซึ่งฉันคิดว่ามันดีสำหรับดีเจนะคะ

แล้วคุณคิดว่าก้าวต่อไปของวัฒนธรรมนี้จะเป็นอย่างไร

ฉันแค่หวังว่ามันจะไม่ได้มีแค่ดนตรีเมนสตรีม ฉันหวังว่าคนจะเปิดใจและลองอะไรใหม่ๆ ทั้งดนตรีและวัฒนธรรม

dj yellow

 

Story by Aekkachai S.

Photos by Purin S.