lalalandslide

(วนตามเข็มนาฬิกา:เดเมียน ชาเซลล์, จัสติน เฮอร์วิตซ์, เบนจ์ ปาเส็ก และ จัสติน พอล)

“ทุกสิ่งทุกอย่างของ La La Land ไม่ได้ทำเพื่อการค้า” เดเมียน ชาเซลล์ผู้เขียนบทและละผู้กำกับภาพยนตร์วัย 32 ปี ซึ่งยังคงแปลกใจว่าทำไมเพลงประกอบภาพยนตร์มิวสิคัลของเขาพาเขามาไกลถึงเพียงนี้ ก่อนหน้านี้ในปี  2011 เดเมียนยังคงหาซื้อภาพยนตร์จากค่าย MGM ที่เป็นแรงบันดาลใจโดยภาพยนตร์เรื่องนั้นเกี่ยวกับนักแสดงสาวที่ต้องฝ่าฟันเพื่อความฝันของเธอ และนักเปียโนหนุ่มที่พยายามขวางทางสำเร็จนั้น “หนังเรื่องนี้มีเพลงแจ๊ซ ซึ่งไม่ดีสำหรับการจัดอับใน Box Office เลย และมันก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรักที่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ลงเอยด้วยดีซะด้วยสิ” เดเมียนกล่าวถึงพล็อตหนังที่พูดให้ใครฟังแล้วก็คงไม่อยากทำต่อ ด้วยทุนที่สูงถึง 10 ล้านดอลลาร์ หรือถ้าอยากทำต่อก็คงต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย แต่เดเมียนก็ยังบอกอีกว่า “สิ่งที่จะทำให้หนังเรื่องนี้ยากขึ้นอีกก็คือถ่ายเป็นหนังขาวดำ”

6 ปีต่อมาภาพยนตร์ย้อมสีเรื่องนี้ก็ประสบความสำเร็จทั้งด้านคำวิจารณ์และเชิงพาณิชย์ และยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในการประกาศรางวัลออสการ์กว่า 14 รายการ 2 รายการอยู่ในหมวด Best Original Song อีกด้วย และนอกจากนี้ยังทำรายได้กว่า 126 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามรายงานจาก Box Office

ดูเหมือนว่าคนดู La La Land ไม่ได้แคร์ว่าสองนักแสดงนำอย่าง เอ็มม่า สโตน และไรอัน กอสลิงจะแสดงภาพยนตร์มิวสิคัลเป็นครั้งแรก เห็นได้จากยอดขายของซาวนด์แทร็กกว่า 163,000 แผ่น และยังขึ้นไปติดอันดับที่ 2 ในชาร์ตบิลบอร์ด 200 อีกด้วย ทั้งหมดนั้นจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยถ้าไม่มีภาพยนตร์อินดี้ชื่อดังอย่าง Whiplash ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่ เดเมียน กำกับ และชนะรางวัลออสการ์ไปในปี 2014 ซึ่งไปทำให้บริษัทโปรดักชั่นอย่าง Liongate ยอมสนับสนุนให้เขาได้ทำตามความฝันของเขาในเรื่อง La La Land อีกครั้ง

ความจริงแล้วคอนเซ็ปท์ของ La La Land เกิดขึ้นในตอนที่ เดเมียน และ จัสติน เฮอร์วิตซ์ กำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ขณะนั้นพวกเขาเป็นรูมเมทกัน พวกเขาชื่นชอบภาพยนตร์เรื่อง Singing in the Rain รวมไปถึงภาพยนตร์มิวสิคัลจากประเทศฝรั่งเศสอย่าง The Umbrella of Cherbourg ซึ่งก็เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจในการสร้าง La La Land ด้วย โปรเจกต์ภาพยนตร์มิวสิคัลเเรกของทั้งสองคนชื่อว่า Guy and Madeline on a Park Bench  ซึ่งถือได้ว่าเป็นธีสิสในการเรียนมหาวิทยาลัยของพวกเขาซึ่งก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับดนตรีแจ๊ซ อีกทั้งยังได้ฉายในงานเทศกาล Tribeca Film อีกด้วย

ต่อมาในปี 2010 เดเมียน ก็เอาไอเดียจากการทำธีสิสขยายมาเป็นโครงเรื่องของเรื่อง La La Land ภาพยนตร์ที่มีคนแต่งตัวย้อนยุคที่แฝงไปด้วยความเศร้าที่สมจริง “พอผมนั่งลงที่เปียโน ผมก็เริ่มค้นหาธีมของเรื่องนี้” จัสตินเล่าย้อนถึงในตอนนั้น ซึ่งในอีกไม่กี่ปีถัดไปเขาก็ทำเดโม่เปียโนเพลงของภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมากว่า 1,900 บทเพลง จนมาลงตัวที่ 14 ออริจินัลซาวนด์แทร็ค “ผมอยากให้มันเป็นเพลงที่ฟังได้เรื่อยๆ ไม่อยากให้มันเป็นเพลงที่ดูเก่าจนเกินไป และก็ไม่อยากให้มันร่วมสมัยมาก”  จัสติน กล่าว ส่วนผลลัพธ์นั้นก็ออกมาเป็นเพลงบรรเลงเพราะๆ ในฉากที่ มีอา (เอ็มม่า สโตน) เดินเข้าไปหาเซบาสเตียน (ไรอัน กอสลิ่ง) ในร้านอาหาร โดยเพลงนี้มีชื่อว่า Mia and Sebastian’s Theme (Late for a Date) ซึ่งก็ได้กลายมาเป็นเพลงโรแมนติก ที่เป็นเพลงหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้

 ในปี 2014 คู่หูนักแต่งเพลงอย่าง เบนจ์ ปาเส็ก และ จัสติน พอล เกิดไปได้ยินมาว่ามีคนกำลังอยากทำภาพยนตร์มิวสิคัล พวกเขาก็สนใจและอยากทำงานนี้มาก จนเมื่อได้คุยกับจัสตินและเดเมียน พวกเขาก็บินจากนิวยอร์กไปลอสแอนเจลิสเพื่อทานข้าวด้วยกัน และในระหว่างทางขณะที่อยู่บนเครื่องบินทั้งสองคนก็ได้แต่งเพลง City of Stars ออกมา หลังจากนั้นทั้งสองทีมก็ได้เเลกเปลี่ยนไอเดียกันข้ามน้ำข้ามทะเลโดยใช้เวลาประมาณหนึ่งปี ก่อนที่จะเริ่มสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้

“พวกเราทำเวิร์ช็อปเรื่องเนื้อเพลงกันตลอด ส่งเดโมออกไปให้หลายๆ คนฟังเพื่อทดลองดูว่ามันจะเวิร์กไหม แล้วก็ลองทำอะไรกับมันหลายอย่างมาก” เดเมียน เล่า การที่เดเมียนเป็นทั้งผู้กำกับและคนเขียนบททำให้เบนจ์และจัสติน พอลรู้สึกว่าได้ทำงานง่ายขึ้นเป็นอย่างมากเพราะช่วยให้เห็นภาพมากขึ้น “หลายครั้งเราจะมางงๆ ตรงช่วงกลางเพลงเพราะเรารู้สึกว่าเพลงมันต้องเชยหน่อย และ เดเมียน ก็จะบอกว่าเขาอยากให้มันออกมาเหมือนเนื้อเพลงของ The Beatles ไม่ก็เนื้อเพลงของ บ๊อบ ดีแลน”  จัสติน พอล พูดไปขำไป และเขายังบอกต่ออีกว่า “ตอนนั้นเราก็ไม่รู้หรอกว่าเขาหมายถึงอะไร” สุดท้าย La La Land ก็ได้ออกฉาย นอกจากนั้นยังได้ จอห์น เลเจนด์ มาเป็นนักแสดงสมทบด้วย

หลังจากที่ถ่ายทำเสร็จ La La Land  ก็ใช้เวลากว่า 8 เดือนในการทำโพสต์โปรดักชั่น ซึ่งเพลงเปิดเรื่องอย่าง  Another Day of the Sun ก็เกือบไม่ได้เข้ามาประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้เพราะฉากเต้นของเพลงนี้ต้องปิดถนนในเมืองลอสแอนเจลิสถึง 2 วันเต็มๆ ซึ่งหลังจากนั้นฉากนี้ก็ได้ถูก จิมมี่ ฟอลลอน นำไปใช้เป็นฉากเปิดเข้างานประกาศรางวัล Golden Globes ที่ผ่านมาด้วย

ถึงแม้ว่า La La Land จะไม่ชนะรางวัลสาขา Best Picture แต่เราก็ยังเห็นว่ามันประสบความสำเร็จควบคู่ไปกับมิวสิคัลเรื่องอื่นๆ อย่าง Hamilton และ Grease ซึ่งก็สามารถไปกระตุ้นความกระหายในการทำภาพยนตร์เพลงแจ๊ซในวงการมากขึ้น

สำหรับโปรเจกต์ต่อไปในปีนี้ของเดเมียนก็คือภาพยนตร์เกี่ยวกับ นีล อาร์มสตรอง ซึ่งก็ฉีกแนวเดิมๆ ของเขาออกไปมาก ถึงแม้จะได้จัสติน เฮอร์วิตซ์มาทำเพลงประกอบให้เหมือนเดิมก็ตาม อย่างไรก็ตามเขาก็ยังหวังว่า La La Land จะไม่เป็นสิ่งที่ผิดปกติของวงการฮอลลีวู้ด “ฮอลลีวู้ดต้องก้าวข้ามความคิดที่ว่าคนดูไม่ชอบดูหนังที่คนเต้นและร้องเพลงด้วยกันได้แล้ว” เดเมียนกล่าว ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “ผมว่ามันเป็นแค่ความเข้าใจผิดนะ มันไม่จริงเลย”

Story by Phoebe Reilly

Photo by Billboard & Austin Hargrave 

Translated by Pensagow S.