fellow fellow-900-1

อาจจะมีความเรื่อยๆ มาเรียงๆ ไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้าง แต่ใครที่ได้ยินเพลงของ ข้าว-ปณิธิ เลิศอุดมธนา (ร้องนำ) และ ที-พิษณุ หทัยพัธลักษณ์ (กีตาร์) หรืออาจจะคุ้นกว่าในชื่อวง Fellow Fellow จะต้องสะดุดหูกับภาษาเท่ๆ และท่วงทำนองเพราะๆ ฟังสบายในแบบโมทาวน์ ที่หาฟังได้ยากไม่น้อยในวงการเพลงบ้านเรา และเมื่อไม่นานมานี้ข้าวกับทีก็เพิ่งปล่อยดิจิตอลอัลบั้มแรกในชีวิต Nerd Eye View มาแบบเงียบๆ แต่ผลตอบรับดีเยี่ยมเกินคาด แค่ไม่ถึง 24 ชั่วโมงก็ขึ้นสู่อันดับ Top8 ของ iTunes Store บวก Top Trending อันดับ 11 ใน Youtube อีกด้วย

มารวมวงกันได้ยังไง

ข้าว: รู้จักกันตั้งแต่ปี 1 ที่มหาวิทยาลัยรังสิต เรียนคณะ/ สาขาเดียวกัน (ศิลปกรรมสาขาออกแบบผลิตภัณฑ์) เจอกันทุกวัน แล้วมารู้ว่าฟังเพลงแนวคล้ายกันอีก เลยเริ่มนั่งคุย แลกเปลี่ยนเพลงที่เราชอบ แล้วก็มารู้ว่าชอบเล่นดนตรี ชอบร้องเพลงด้วย เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้ทำเพลงด้วยกัน พอช่วงปี 3 ก็เริ่มปล่อยเพลงคัฟเวอร์ลงยูทูบ แค่ทำเล่นๆ ครับ เพราะยุคนั้นเป็นยุคแรกๆ ที่คนเริ่มทำเพลงคัฟเวอร์ ลงไปได้ 2-3 เพลง ก็มีพี่ที่ทำงานกับค่ายบีอีซีเทโรมาเห็นแล้วสนใจ เลยเรียกมาคุยดู พาเรามาทำงานที่นี่

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ชอบร้องเพลงชอบดนตรีล่ะ

ข้าว: ที่บ้านชอบฟังเพลงกันอยู่แล้ว พ่อชอบ The Beatles เราเลยได้ฟังมาตั้งแต่เด็ก แม่ชอบฟังเพลงสมัยใหม่ที่ฮิตๆ กัน อย่างตอนเบเกอรี่ดังๆ หรือตอนยุค Moderndog แม่ผมก็ฟัง เราเลยคลุกคลีกับการฟังเพลง แต่เพิ่งมาร้องเพลงจริงจังตอนมหาวิทยาลัย ที่บ้านตกใจมาก เขาไม่คิดว่าเราร้องเพลงได้ (หัวเราะ)

จริงๆ ผมชอบร้องเพลงตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ตอนเด็กไม่ค่อยกล้าแสดงออก เลยไม่ได้บอกใคร ไปแอบร้องคนเดียวในห้องน้ำ เพิ่งกล้าร้องก็ช่วงมหา’ลัย ได้เจอเพื่อนๆ ที่เล่นดนตรีมาชวนแบบ… เฮ้ย ลองร้องดูสิ ไปคาราโอเกะกัน ทั้งเขาทั้งเราเลยได้เห็นว่า เออ เราร้องเพลงได้นี่หว่า งั้นมาทำเพลงกัน!

ที: ผมเริ่มเล่นดนตรีตั้งแต่ตอนมัธยมต้น เครื่องดนตรีชิ้นแรกคือไวโอลิน แม่พาไปเรียน จริงๆ แม่ไม่ได้ตั้งใจให้เรียนไวโอลิน เขาพาไปเรียนภาษาอังกฤษกับครูฝรั่ง แต่ครูเขาสอนภาษาด้วยไวโอลินด้วย แม่เลยคิดว่าได้ทั้งสองอย่างก็ดี (หัวเราะ) ผมเล่นดนตรีแนวคลาสสิคมาจนถึงมหา’ลัยปี 3 ซึ่งพอถึงจุดๆ หนึ่ง การเล่นไวโอลินมันเครียดเกินไป แค่ไม่ซ้อม 2 วัน กล้ามเนื้อเปลี่ยน เรื่องเยอะ มีผลกับทุกอย่างกระทั่งเรื่องการหายใจ ผมรู้สึกว่ามันเครียดเกินไป เลยค่อยๆ หัดเล่นอย่างอื่น เล่นกลองอยู่เกือบปี จนเริ่มเขียนเพลงก็หยิบกีตาร์มาเล่น ตอนนี้กำลังอยากเรียนเปียโนเพิ่มอีก

เริ่มคิดจะเป็นศิลปินจริงจังตอนไหน

ข้าว: ก็ช่วงมหา’ลัยนั่นละครับ เป็นช่วงที่กำลังไฟแรง ตอนนั้น Fat Radio ดังด้วย วงการอินดี้กำลังรุ่งเรือง ผมว่าใครที่เป็นนักดนตรียุคนั้นก็อยากทำเพลงแหละ จนปี 3 ก็มีคนติดต่อให้เราทำเดโมมาส่งที่ค่าย

fellow fellow-900-2

แล้วทำไมนานขนาดนี้ กว่าจะมีอัลบั้มแรก!

ข้าว: เพราะช่วงที่เข้ามาอยู่ในค่ายแรกๆ เราแค่อยากทำเพลงโดยยังไม่รู้หลักการ ไม่รู้ว่าการแต่งเพลงจริงๆ ต้องทำยังไง คิดแค่อยากทำเพลงสนองนี้ดตัวเอง คนอื่นฟังไม่รู้เรื่องไม่เป็นไร เราอินดี้ ปรากฏส่งให้พี่โปรดิวเซอร์ฟังโดนตอกกลับว่าเอาไปฟังที่บ้านคนเดียวไป (หัวเราะ) เพราะการทำงานกับค่ายมันต้องมีเรื่องพาณิชย์ เรื่องธุรกิจมาเกี่ยวด้วย ทำเพลงออกมาแล้วจะขายได้ไหม ไม่ใช่สักแต่จะเอาความสนุกสะใจอย่างเดียว มันก็เป็นไปไม่ได้ ก็ต้องค่ายๆ ใช้เวลาเรียนรู้ปรับเปลี่ยนกันไป

ที: เราเริ่มกันตั้งแต่ยังเด็กและไม่รู้อะไรเลย โปรดิวเซอร์ช่วยดึงส่วนดีของเดโม ดึงเอกลักษณ์ที่เรามีเอามาปรับให้ดีขึ้น ช่วงแรกเพลงง้องแง้งมาก แต่พอเพลงหลังๆ เริ่มได้งานเป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น จนมาถึง 3 เพลงใหม่ที่เพิ่งปล่อยมาในอัลบั้มเป็น 3 เพลงที่เราทำกันเอง 80-90% พี่เขาปล่อยแล้ว เห็นว่าเราทำกันได้แล้ว

มีความมั่นใจมากน้อยแค่ไหนกับอัลบั้มแรก

ที: จริงๆ ทุกเพลงของ Fellow Fellow มีเอกลักษณ์ตรงการถ่ายทอดมุมมองหรือเรื่องราวที่วงอื่นเขาไม่น่าจะเล่าแบบที่วงเราเล่า สำหรับผมนะ ผมว่าจุดแข็งของเราอยู่ที่เนื้อเพลง ก็ค่อนข้างมั่นใจ เชื่อมั่นตรงจุดนี้

ข้าว: ทุกเพลงของ Fellow Fellow มันเป็นตัวผมกับทีที่ถ่ายทอดออกมาเองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเพลงหรือทำนอง ทุกเพลงที่ผมแต่ง ผมจะพยายามคิดคอนเส็ปต์ให้แตกต่างจากเพลงป๊อปธรรมดาที่เคยฟัง อยากหาความเป็นตัวเอง อย่างเพลง ออกแบบภายใน ความที่ผมเรียนออกแบบมาก็รู้สึกว่า เราน่าจะเอาคำศัพท์เกี่ยวกับการออกแบบที่มันไม่น่าเอามาเขียนเพลงได้ ถ่ายทอดเป็นเพลงที่มีเนื้อหาเป็นความรักได้นะ แต่เรื่องดนตรีนี่ต้องง้อที (หัวเราะ)

เพราะแบบนี้หรือเปล่าเลยตั้งชื่ออัลบั้มว่า Nerd Eye View

ข้าว: ใช่ครับ หลายคนมองว่าเราสองคนดูเนิร์ดๆ ดูเหมือนเด็กเรียน ในเมื่อทุกคนเชื่ออย่างนั้น เราเลยเอาคำนี้มาเล่น เอามาประชดซะเลย Nerd Eye View คือทุกเพลงในอัลบั้มเป็นมุมมองเฉพาะตัวที่เราถ่ายทอดออกมา คนฟังจะได้เห็นมุมที่เนิร์ดสองคนเล่าให้ฟัง

รู้สึกยังไงบ้างหลังจากได้ออกอัลบั้มแรก

ที: อยากทำอีก! (หัวเราะ) มีความสุขที่ได้เห็นว่ามีคนที่รอเรา รอฟังเพลงอื่นๆ ของเราอยู่ มันเป็นกำลังใจที่ดีสำหรับคนทำงาน

ข้าว: ช่วง 4 ปีของ Fellow Fellow ออกมา 1 อัลบั้ม 8 เพลง แต่จริงๆ เรามีไอเดียอยากทำอะไรอีกเยอะแยะ มีสิ่งที่เราอยากแชร์กับคนฟังอีกมาก แค่ 8 เพลงนี้ถือเป็นส่วนน้อยนิด

มีเป้าหมายไหมว่าอยากทำอะไรหรืออยากไปให้ถึงจุดไหน

ข้าว: ถ้าทำสิ่งที่รักแล้วดังด้วยก็ดีนะ (หัวเราะ) แต่เหตุผลหลักคือเราทำเพลงด้วยความสนุก ทำด้วยความคิดว่าอยากแชร์ไอเดียให้คนฟัง ยังไม่คาดหวังถึงขั้นว่าเพลงเราต้องดังต้องเปรี้ยง แต่ถ้ามันจะดังจะเปรี้ยงได้ก็เป็นเรื่องที่ดีครับผม

ที: ด้วยความที่ Fellow Fellow เป็นวงที่ทำเพลงอย่างเดียวมาตั้งแต่แรก ไม่มีวง ไม่มีนักดนตรีแบ็คอัพ อยู่กันสองคน ทำแต่เพลงอย่างเดียว พอวันหนึ่งถึงเวลาที่ต้องไปเล่นสด มันเป็นปัญหามากเลยครับ เพราะเราไม่เคยเล่นสดเลย เราทำแต่เพลงในห้องอัดโดยไม่เคยไปแสดงต่อหน้าใคร ครั้งแรกที่ขึ้นเวทีนี่เก้ๆ กังๆ มาก ผมยืนไม่ถูกเลย (หัวเราะ) ตอนนี้เลยตั้งใจฝึกสกิลในการเล่นสด ซ้อมกับวง พัฒนาทักษะการขึ้นเวที อยากเป็นวงที่เล่นสดได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ ก็ 4 ปีแล้ว ตอนนี้เริ่มไม่ค่อยเก้ๆ กังๆ มีความลื่นไหลมากขึ้น ปีหลังๆ ก็เริ่มมีคนชมบ้าง แต่ยังอยากพัฒนาให้ดีกว่านี้อีก

สนุกกับการเล่นสดใช่ไหม ไม่ได้รู้สึกว่า ‘ต้องเล่น’ เพราะเราเป็นนักร้องนักดนตรี

ที: สนุกครับ เรามีความสุขทุกครั้งที่ได้เล่นสด แล้วก็คุยกันเสมอว่าไม่อยากเล่นให้เหมือนเพลงในซีดีเปี๊ยบ อยากให้แต่ละเวทีมีความสดของมัน ซึ่งแต่ละโชว์เราเล่นแทบจะไม่เหมือนกันเลยสักโชว์ เล่นเพลงเดียวกันนะ แต่จะหยิบตรงนู้นตรงนี้ หรือเปลี่ยนบางท่อน เพื่อต้องการให้มันเป็นประสบการณ์สดของคนที่มาดู

fellow fellow-900-3

นอกจากงานของตัวเองก็ยังทำงานเพลงให้ศิลปินอื่นด้วย…

ข้าว: ใช่ครับ ผมชอบทั้งสองอย่างนะ เขียนเพลงให้ตัวเองก็ชอบตรงที่เราเขียนเองร้องเอง เราสามารถใส่อารมณ์ลงไปได้ตั้งแต่เนื้อร้อง เมโลดี้ คอร์ด ทุกอย่างได้เต็มที่เลย แต่การเขียนเพลงให้คนอื่นมันก็มีความสนุกตรงที่บางทีเราต้องสมมุติว่าตัวเองเป็นตัวเขา ถ้าเขียนเพลงให้น้องผู้หญิง ก็ต้องสลัดตัวเราทิ้งไป แล้วคิดในมุมมองของเขาว่าถ้าเราเป็นผู้หญิง อายุเท่านี้ เราควรจะเล่าเรื่องประมาณไหนที่เหมาะกับเขา ไม่แก่ไปไม่เด็กไป มันสนุกและท้าทายดี

มองอนาคตยาวๆ ไว้ยังไงระหว่างการทำเพลงของตัวเองกับการทำงานเบื้องหลัง

ข้าว: สำหรับ Fellow Fellow ผมว่าเรายังเพิ่งอยู่ในช่วงแรก อายุวง 4-5 ปีก็จริง แต่ด้วยความที่เรายังไม่ได้เปรี้ยงปร้างอะไร หลายคนอาจจะยังมองว่าเป็นวงใหม่ ก็ต้องใช้ระยะเวลาทำงานไปเรื่อยๆ เพราะศิลปินหลายวงไปดังในปีที่ 5-6 ก็มีเยอะแยะ พูดได้ว่ายังมีไฟอยู่ครับ (หัวเราะ) แต่งานเบื้องหลังก็เป็นงานที่ชอบเหมือนกัน พออยู่กับค่ายมาสักระยะ พี่ๆ เขาเริ่มเห็นศักยภาพว่าเราเขียนเพลงได้ ก็เริ่มแจกจ่ายงานให้ เพื่อนๆ ในวงการเพลงก็เริ่มมาขอให้เขียนเพลงให้ เราก็เริ่มสนุก ก็คงจะทำคู่กันไปครับ

ถ้างั้นอนาคตใกล้ๆ หลังจากนี้จะเป็นยังไงต่อ

ข้าว: ตอนนี้เริ่มคิดทำเพลงใหม่ๆ สำหรับ Fellow Fellow กันแล้ว ยังไม่รู้นะครับว่าได้ทำอัลบั้มสองไหม แต่ถ้าสมมุติว่าได้ทำ เราก็เตรียมหาซาวนด์ที่แตกต่างจากเดิม เพื่อไม่ให้จำเจหรือเหมือนงานชุดแรกเกินไป ตั้งใจว่าอยากยกระดับความน่าสนใจในงานเพลงขึ้นอีก กำลังคุยกับทีอยู่ว่าจะไปในทิศทางไหนดี เริ่มแต่งเพลงใหม่ไว้บ้างแล้ว

ที: เป็นช่วงหาไอเดียกันอยู่ครับ ยังไม่ได้เคาะอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ก็มีเพลงที่เริ่มเข้าเค้าว่าจะใช้งานได้

ข้าว: ผมว่าในแง่ของศิลปินการที่จะทำคอนเซ็ปต์เป็นอัลบั้มสนุกกว่าการทำเป็นซิงเกิ้ล มันมีไอเดียให้ทำเยอะกว่า แต่ก็ขึ้นอยู่กับแผนการของค่ายด้วยว่าเขาวางแผนไว้ยังไง จะให้ออกเป็นเพลงก่อนหรือออกเป็นอัลบั้มก่อน

ที: ในมุมของผมนะ ที่ผ่านมาเราปล่อยเป็นซิงเกิ้ลแล้วก็ออกทัวร์ แต่ละเพลง แต่ละซิงเกิ้ลมันเลยไม่ค่อยต่อเนื่อง บางเพลงทิ้งระยะห่างเป็นปี เลยคิดว่าถ้าเรามีเพลงอยู่ในมือแล้วทำเป็นอัลบั้มไปเลย เราจะมีงานที่พร้อมปล่อยอย่างต่อเนื่องมากกว่า เพราะการทำเป็นซิงเกิ้ล เราจะเค้นเพื่อให้มันดีที่สุด บางทีเลยต้องรอกันนานมาก

สุดท้าย สงสัยมากว่าทำไมชื่อวงต้องเป็น Fellow Fellow!

ข้าว: มาจากการที่เราเป็นเพื่อนกัน หน้าตาบุคลิกคล้ายๆ กัน ใส่แว่นเหมือนกัน มีความเหมือนกันมากจนคนแยกไม่ค่อยออก แล้วคำว่า Fellow มันแปลว่าเพื่อน มีกัน 2 คนใช่มั้ย งั้นก็เบิ้ลคำไปเลย Fellow Fellow คือเพื่อนสองคนที่คล้ายๆ กัน มันฟังโอเคนะ โอเคกว่า Friend Friend อันนี้ฟังแล้วไม่ค่อยเท่ (หัวเราะ) Fellow ดีกว่า ก็ง่ายๆ แบบนี้ครับ เพราะตอนแรกที่ทำคัฟเวอร์กัน ทำเพลงมาเป็นปีๆ ก็คิดชื่อวงไม่ได้ ตอนนั้นใช้ชื่อ ‘ที & ข้าว’ มาอยู่กับบีอีซีแรกๆ พี่เขาบอกชื่อวง ‘ข้าวที’ สิ โห (หัวเราะ) มันไม่เท่เลยพี่ เอา Fellow Fellow นี่แหละ โอเคแล้ว!

Story by: Srivigar S.

Photos by: Purin A.