lomosonic-web6

สิงหาคมปีที่แล้ว วงดนตรีที่ชื่อ Lomosonic แวะเวียนมาขึ้นปก บิลบอร์ด ไทยแลนด์ เป็นครั้งแรก ซึ่ง ณ เวลานั้นพวกเขาเพิ่งปล่อยซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มชุดใหม่ออกมา แต่ระหว่างบทสนทนาที่เกิดขึ้น 4 สมาชิกวงอย่าง บอย-อธิย์รัช พลตาล (ร้องนำ), ปิติ-เอสตราลาโด สหพงศ์ เดน โดมินิค (กีตาร์), ออตโต้-ชาญเดช จันทร์จำเริญ (กลอง) และ ป้อม-ฉัตรชัย งามสิริมงคลชัย (กีตาร์) ก็ได้เกริ่นถึงแพลนในปี 2017 ที่พวกเขาเปรียบว่าเป็นคลื่นลูกใหญ่ ทั้งอัลบั้มเต็มชุดใหม่ มิวสิควิดีโอไตรภาค รวมถึงคอนเสิร์ตใหญ่ซึ่งเสมือนเป็นการสอบไฟนอลของวง วันนี้ Anti-Gravity สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ของ Lomosonic ก็ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง กับความรู้สึกแรกฟังที่มีแต่เครื่องหมายคำถามภายใต้ความสดใหม่ แปลก และแหวกแนวมากเกินกว่าที่เราคิดไว้ก่อนหน้านี้อยู่หลายขุม และบทสัมภาษณ์นี้ Lomosonic ก็พร้อมจะเผยรายละเอียดทุกเม็ดที่ทำให้อัลบั้มชุดดังกล่าวเกิดขึ้นจริง กับแนวความคิดที่พวกเขาอยากต่อยอดให้กลายเป็น ‘Lomosonic Universe’ ให้ได้ในสักวัน… พร้อมจะก้าวเข้าสู่จักรวาลใบใหม่ของ Lomosonic กันแล้วหรือยังล่ะ?

 

ฟังอัลบั้ม Anti-Gravity จบรอบแรก มันรู้สึกเกินความคาดหมายไปหมด ทั้งตกใจ ประหลาดใจในความแปลกใหม่ที่ได้ยิน นั่นคือความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจที่จะให้ออกมาแบบนั้น?
บอย
: เราอยากให้มองย้อนกลับไปที่อัลบั้มแรก 10 เพลงที่ออกมาในตอนนั้นคือการเต้นแบบไม่มีท่าตายตัว พอมาถึงอัลบั้มที่แล้ว Echo & Silence ประสบความสำเร็จ เพลงอย่าง ใครจะหยุดความเหงา, ถึงเวลา…., ความรู้สึกของวันนี้ มันคือการออกจาก comfort zone จากชุดแรก ซึ่งในตอนนั้นพวกเราก็โดนต่อต้านนะว่า ทำไมถึงทำเพลงแบบนี้บ้างล่ะ ขายวิญญาณบ้างล่ะ แต่เรากลับรู้สึกว่า ทุกวงดนตรีควรจะมีสิ่งที่เรียกว่า พัฒนาการ Lomosonic จะไม่ทำอะไรอยู่ที่เดิม อัลบั้ม Anti-Gravity จึงเป็นการออกจาก comfort zone ของอัลบั้ม Echo & Silence นั่นเอง เพราะฉะนั้น รู้สึกถูกแล้วที่งง ตาแหก ตอนที่เรียงเพลงผมตั้งใจเอาไว้ว่า คนที่ซื้ออัลบั้มชุดนี้ไปฟัง สมมติว่าเขาขับรถอยู่ เปิดแทร็คแรกมาต้องรู้สึกแบบ… อย่างนี้เลยเหรอวะ รู้สึกแบบนั้นน่ะถูกแล้ว นี่คือสิ่งที่พวกเราตั้งใจ

ได้ชื่ออัลบั้ม Anti-Gravity มาจากไหน?
ปิติ: คือพวกเรามีความรู้สึกว่าโดนท้าทายอยู่ตลอดเวลา แม้แต่เพลง ขอ คนก็คิดว่าเพลงดังเพราะเอ็มวี รวมถึงคำพูดต่างๆ นานาที่บอกว่า พวกเราทำไม่ได้หรอก ก็เกิดเป็นแรงกดดันอยู่ประมาณหนึ่ง แล้วมันมีคำที่ผมมากอยู่คำหนึ่งคือ Against All Odds ตามธรรมชาติทุกคนต้องอยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วงใช่ไหม แต่เราจะทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้แน่ๆ จะ against ทุกอย่างให้หมด
บอย: แล้วพอได้คำว่า Anti-Gravity มา ก็กลับไปคิดต่อยอดกัน เรารู้สึกว่ามันร้อยเรื่องราวทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งในเรื่องของโชว์ที่พวกเราชอบให้คนดูกระโดด การบอกให้คนฝ่าฝืนออกจากความเศร้า หรือจะย้อนกลับไปตั้งแต่ตอนเราเกิด มนุษย์เกิดมาเพื่อต่อต้านแรงโน้มถ่วง ถ้าเราจะทำความฝันอะไรสักอย่างแต่กลับอยู่เฉยๆ นั่นคือการปล่อยให้เราตายไปกับแรงโน้มถ่วง ฉะนั้นการตีความในเรื่องการออกไปทำตามความฝัน ตื่นนอน ทำงาน เตรียมทุกอย่าง มันคือการต่อต้านแรงโน้มถ่วงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเราก็จะต่อต้านกันไปถึงสิ่งสุดท้ายที่เราบอกอยู่เสมอก็คือคอนเสิร์ตใหญ่ การสอบไฟนอลของวง Lomosonic

lomosonic-web1

จากซ้าย: บอย-อริย์ธัช พลตาล, ออตโต้-ชาญเดช จันทร์จำเริญ, ปิติ-เอสตราลาโด สหพงศ์ เดน โดมินิค และ ป้อม-ฉัตรชัย งามสิริมงคลชัย

เราสัมผัสได้ถึงความแตกต่างอย่างสุดขั้วจาก 2 อัลบั้มก่อนของพวกคุณ?
ปิติ: เราใช้เวลาทำอัลบั้มนี้ 4 ปี ซึ่งก็สามารถทดลองนำอะไรหลายๆ อย่างมาผสมผสานกันได้ ก็เลยเกิดความวาไรตี้ของแนวเพลงอยู่เหมือนกัน
ป้อม: โชคดีที่มันมีเวลานานพอด้วย เพราะเอาตรงๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองยังไม่เก่งพอ การที่ยังพอมีเวลาได้ฝึกหรือคิดอะไรบ้างมันเป็นสิ่งที่ดี อย่างไลน์กีตาร์ของผมในอัลบั้มนี้จะเล่นง่ายมาก เป็นริทึ่มธรรมดา ทั้งๆ ที่ปกติผมจะเล่นไลน์คู่กับปิติ มันจะมีความขี้เกียจของผมอยู่ (หัวเราะ) ถ้าใครเชื่อว่า Lomosonic คือวงที่ต้องใช้กีตาร์ให้คุ้มเหมือนไม่เคยเล่นกีตาร์มาก่อน ฟังชุดนี้แล้วอาจจะคิดอีกแบบหนึ่ง แต่มันก็เป็นการ Against All Odds อยู่ดี ทุกอย่างมันย้อนกลับไปที่คอนเซ็ปต์ก็คือ คาดหวังจะเห็นอะไรก็จะไม่ได้เห็นหรอก Anti-Gravity คืออัลบั้มที่พวกเราทั้ง 4 คนเปิดใจ ไม่ยึดถือ ไม่แบกมันไว้ อยากทำอะไรก็ทำ มีความสดใหม่ และเต็มไปด้วยจินตนาการ เหมือนกับที่เราบอกกับทุกคนเสมอว่า จงทำความฝันของตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำ ไม่เดือดร้อนใครก็ทำ ซึ่งพวกเราก็พิสูจน์ด้วยอัลบั้มชุดนี้
บอย: หรือแม้แต่เรื่องการเติบโตในส่วนของเนื้อเพลงก็ตาม ชุดนี้จะเริ่มมีคำบางคำที่เราไม่เคยใช้ เพราะเราคิดว่าตอนนี้เราอยู่ในวัยที่สามารถพูดได้แล้ว รวมถึงเรื่องชื่อเพลง อย่างแทร็คแรก ถ้าไม่ได้ตั้งชื่อว่า เพชฌฆาตพายุนางฟ้า เคมีของเพลงก็จะไม่ใช่แบบนั้น อัลบั้ม Anti-Gravity มีอะไรใหม่ๆ เยอะ และเท่าที่ทราบฟีดแบ็คมา บางคนยังสัมผัสได้ถึงความป๊อป คือมันไม่ได้ป๊อปจ๋าหรอก แต่ผมเชื่อว่าความป๊อปมันยังมีอยู่

อีกหนึ่งที่เตะหูเรามากคือ ดีไซน์การร้องของ บอย?
บอย: ก่อนหน้านี้เรานำเสนอมาตลอดว่า อัลบั้มนี้จะมีเทคนิคการร้องมากมาย แต่พอถึงเวลาฟังเพลงจริงๆ ก็ยังอยากให้รู้สึกว่า อย่างนี้เลยเหรอวะ ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้น มันก็ย้อนกลับมาที่คำว่า Anti-Gravity อีก เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เราทำได้อยู่แล้วด้วย ถ้าไปเปิดเดโมฟัง วิธีการร้องมีอีกร้อยแปดพันเก้า ผมต้องศึกษาวิธีการร้องหลายแขนงมาก และเราก็รู้สึกว่ามันอยู่ในจุดที่พอดีสำหรับช่วงเวลาที่เราจะได้ทำอะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเทคนิคใดๆ ในอัลบั้ม เสียงที่สูงขึ้น ต่ำลง ว้าก แร็พ ทุกอย่างคือก้อนเดียว นั่นก็คือการร้องเพลง

อีกหนึ่งเซอร์ไพรส์คือการแร็พ?
ปิติ:
วันที่ บอย เสนอว่า อยากจะแร็พในเพลง น้อง…น้อง? ก็ไม่มีใครในวงห้ามหรือถามว่าจะดีเหรอเลยสักคน แต่จะคุยกันว่า ทำอย่างไรให้มันเข้ากับเพลง หรือทำอย่างไรให้มันออกมาดีที่สุดมากกว่า
บอย
: เพลงนี้น่าจะยากที่สุดแล้วในแง่ของเนื้อร้องและทำนอง ผมแก้ rhyme เหมือนในหนังเรื่อง 8 Mile ที่ Eminem เล่นเลย นั่งอยู่ร้านกาแฟ เขียนไม่หยุด เขียนให้ออกมาจนได้

LM

Photo by: FB Fan Page – Lomosonic

แล้วคุณก็ชวน ป๊อด-ธนชัย อุชชิน แห่ง Moderndog มาร่วมแร็พด้วย?
บอย: ใช่ครับ เพลงนั้นชื่อ หากโลกนี้ไม่มีความรัก เรารู้ว่า Moderndog หัวสมัยใหม่มานานแล้ว แล้วพวกเราก็มีจิตวิญญาณของพวกพี่ๆ เขาอยู่ในตัวด้วย
ป้อม: โจทย์คือคิดว่าจะทำอย่างไรให้มันเจ๋ง แต่แค่นั้นไม่พอนะ จะทำอย่างไรให้เข้ากับวงได้อีก
บอย: ความสนุกมันเริ่มตั้งแต่ที่เราตั้งต้นไอเดียไว้ว่า พี่ป๊อดจะแร็พ แล้วแร็พแบบไหนล่ะ พี่ป๊อดมาจาก Gen-X ก็จะมีวงอย่าง Rage Against the Machine ก็นึกสนุกบอกไปว่า แร็พแบบนั้นเลยไหมพี่ ซึ่งพี่ป๊อดก็โอเค ขั้นตอนหลังจากนั้นคือการทำงานที่หนักที่สุด นั่นก็คือการดีไซน์วิธีร้องให้พี่ป๊อดนี่แหละ เราเขียน rhyme ของพี่ป๊อดเยอะมาก ถึงขั้นต้องโทรไปปรึกษา กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ แล้วเราก็ต้องแร็พให้ได้ก่อนด้วย ซึ่งผมไม่มีความรู้ความสามารถด้านนี้เลย เราไม่ใช่ของแท้อยู่แล้ว ก็ต้องศึกษา และลงมือทำ แล้วตอนนั้นกระแส เคนดริก ลามาร์, Twenty One Pilots หรือ Rap is Now กำลังมาด้วย และที่สำคัญ คนที่พวกเราบูชามาตลอดอย่างพี่ป๊อดเขาก็สนุกที่ได้ทำ ซึ่งทุกอย่างมันตั้งต้นจากความอยาก ความสนุกในการทำงาน และความสดใหม่เสมอ
ป้อม
: ผมแฮปปี้กับอัลบั้มชุดนี้มากนะ เพราะเชื่อว่าจะต้องมีการถกเถียงกันอย่างสนุกสนานว่า Lomosonic เป็นวงดนตรีแนวอะไรกันแน่วะเนี่ย (หัวเราะ)

แล้วจริงๆ Lomosonic เป็นวงดนตรีแนวไหนกันแน่ล่ะ?
บอย: ทุกคนจะเรียก Lomosonic ว่าเป็นวงร็อค แต่ผมรู้สึกว่าจะไม่เคยบอกว่าพวกเราร็อคนะครับ พวกเราคือวงดนตรีที่สร้างดนตรีขึ้นมาเท่านั้นเอง
ป้อม: เรามาเล่นดนตรี Lomosonic คือกีตาร์แบนด์ มันมีแค่นี้ นั่นคือทั้งหมดที่เราเป็นแล้ว คนเรามักติดอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าเปลือกมากเกินไป ผมว่ามันขึ้นอยู่กับทัศนคติของคนมากกว่า

เคยเห็นพวกคุณเขียนอธิบายไว้ในเพจว่า อัลบั้มนี้คือส่วนผสมระหว่างอนาล็อกและดิจิตัล?
ป้อม: ประเด็นนี้เริ่มตั้งต้นจากพาร์ตดนตรีก่อน ผมหันไปสำรวจเรื่องของซินธิไซเซอร์มาสักพักหนึ่งแล้ว ซึ่งจริงๆ Lomosonic ก็เป็นวงที่มีซินธิไซเซอร์มาตั้งแต่อัลบั้มแรก และขาดหายไปใน Echo & Silence ผมก็เลยคิดว่าเอากลับมาดีไหม ก็เลยลองใส่ลงไปในบางเพลงที่ดูเหมือนจะขาดอะไรไปบางอย่าง
ปิติ: ซึ่งมันก็จะมีความอนาล็อกและดิจิตัลในทุกขั้นตอน อย่างในการอัดเพลงมันก็เป็นปกติอยู่แล้วที่จะมี 2 ขั้ว คืออัดตรงเข้าดิจิตัลทั้งหมดหรืออัดแบบอนาล็อก
ป้อม: ทุกครั้งที่ทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับ Lomosonic ผมจะนอนถามตัวเองทุกครั้งว่า เฮ้ย มันใช่เราหรือเปล่าวะ แต่กับอัลบั้มนี้ ความเป็นดิจิตัลและอนาล็อกนี่แหละคือความรู้สึกที่ชัดเจนว่า มันคือตัวตนของเจเนอเรชั่นเราจริงๆ อายุอย่างพวกผมนี่แหละที่โตมากับวอล์คแมน แต่ในขณะเดียวกันเราก็สามารถทำงานเชิงลึกเกี่ยวกับโลกดิจิตัลได้ การมานั่งบิดเอฟเฟกต์อีตาร์หรือทำอะไรที่เป็นอนาล็อกเก่าๆ ในเชิงลึกมากๆ เราก็ทำเป็น ก็เลยคิดว่า มันน่าจะเป็นโทนเสียงของอัลบั้มนี้ได้

รวมถึงได้ทำงานกับโปรดิวเซอร์ที่ไม่เคยร่วมงานกันมาก่อน?
ปิติ: เราได้พี่ต้าร์ Cyndi Suei รวมถึงพี่เจอรี่ Gramophone Children มาเป็นโปรดิวเซอร์ให้ ยกเว้นเพลงที่มีพี่ป๊อดมาฟีทเจอริ่งอย่าง เพลงกลับบ้าน และ หากโลกนี้ไม่มีความรัก ซึ่งโปรดิวเซอร์น้อยคนที่จะยอมศึกษาทุกไลน์จากเดโม แต่พี่ต้าร์กับพี่เจอรี่ทำในสิ่งนั้น ซึ่งไลน์ดนตรีที่เราทำไว้น่ะเยอะมาก แต่ทุกอย่างมันมีเหตุผล และเป็นรายละเอียดที่ยิบย่อยมาก
ป้อม: ตอนทำเพลงมาได้ครึ่งอัลบั้ม เรารู้แล้วว่าเราต้องการสเปซ สเปซคือสิ่งที่ Lomosonic คลั่งไคล้มาตลอด เป็นพวกชอบจัดแจงซาวนด์ ไอ้นั่นอยู่ทางซ้าย ไอ้นี่อยู่ทางขวา พี่ต้าร์คือคนที่เหมาะสมที่สุดในสถานะของซาวนด์ดีไซน์ พวกเราค่อนข้างถนัดในส่วนที่เป็นอนาล็อก แต่ซินธิไซเซอร์หรือการเบลนด์ย่านต่างๆ หรือการสร้างฟีลลิ่งบางอย่างให้เหมือนกับเรากำลังวิ่งเข้าไปในอุโมงค์ เป็นต้น เราต้องการคนที่ช่วยเสริมสร้างและปรุงแต่งจินตนาการของเราให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น พี่ต้าร์กับพี่เจอรี่คือคนที่ใช่ในแง่นั้น จินตนาการของพวกพี่เขายังไม่ตาย ยิ่งทำงานด้วยกันยิ่งสนุก จูนติดกันเร็วมาก คุยภาษาเดียวกัน คำแรกที่พี่เขาบอกมาคือ มันไม่มีผิดไม่มีถูกนะ แล้วมันไม่เหมือนเป็นการสอน แต่มันคือการโค้ชมากกว่า ซึ่งเหมาะกับวงเราที่แก่กะโหลกกะลา แต่ก็ยังไม่รู้อะไรเยอะเท่าไหร่ รวมถึงสิ่งที่ Lomosonic ทำหรือใช้จะค่อนข้างเฉพาะทาง มีความจุกจิก ไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องสักเท่าไหร่
บอย: พี่ๆ ทั้งสองคนเปิดรับ และค่อนข้างเชื่อ เวลาอัดร้องผมอยู่กับพี่เจอรี่ 2 คนเป็นสัปดาห์ เขาก็ไม่ปิดกั้นเลยว่าอะไรผิดหรือถูก หรือควรจะร้องแบบไหน บางคำที่ออกมาเป็นอุบัติเหตุด้วยซ้ำ รวมถึงการทำเสียงประสานก็จะโลดโผนโจนทะยานมาก มีการทดลองในอะไรบางอย่าง และทุกอย่างก็เกินความคาดหมาย

กับคำพูดที่ว่า Lomosonic เป็นวงดนตรีที่แหกกรอบอยู่เสมอล่ะ พวกคุณคิดเห็นว่าอย่างไร?
บอย: อย่างตอน Echo & Silence พี่ป้อมจะบอกว่า มันคือ revolution เป็นความคิดขบถที่พยายามจะปฏิวัติอะไรบางอย่าง แต่เราไม่อยากให้มองว่าความขบถคือการมีรอยสัก ทำทรงผมอะไรแปลกๆ หรือการพูดคำหยาบ พวกขบถไม่จำเป็นว่าจะต้องไปเดินประท้วงอยู่ที่ราชดำเนินเพื่อต่อต้านบางสิ่งบางอย่าง ผมเคยใช้คำว่า ‘ขบถในขนบ’ เพราะพวกเราต่างก็เป็นแค่คนธรรมดา พักหลังๆ มานี้เราเริ่มรู้สึกว่า ยิ่งเราออกนอกกรอบไปมากเท่าไหร่ บางทีการอยู่ในกรอบมันก็เจ๋งเหมือนกันนะ การอยู่ในกรอบไม่ได้แปลว่าเราไม่ได้ขบถ ยิ่งเราเติบโตขึ้น ความเป็นผู้ใหญ่จะบอกเราว่าควรจะพูดหรือสื่อสารอย่างไร
ป้อม: คือไม่ต้องขบถทุกอย่าง อะไรที่รู้สึกว่าไม่ใช่ เราก็ไม่ทำ ขบถเป็นแค่ความคิดครับ ถึงเราจะใส่สูทผูกไท ถ้าข้างในคุณมีความคิดที่เป็นตัวของตัวเองอยู่ นั่นคือ revolution คนเราต้องมีกรอบในการสร้างงาน ประเด็นคือไอ้กรอบที่ว่านั่น เราอนุญาตให้คนอื่นสร้างให้เรา หรือเราจะเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง ถ้าโดยตรรกะแล้ว เราก็ควรเป็นคนสร้างกรอบนั้นขึ้นมาเองถูกไหม ทีนี้กรอบของอัลบั้ม Anti-Gravity มันแค่ขยายใหญ่ออกไปเรื่อยๆ มันเลยออกมาเป็นอัลบั้มที่ไม่มีไดเรคชั่นอะไรเลยถ้าเทียบกับอัลบั้มแรกที่จะออกอาร์ตหน่อย หรืออัลบั้มที่ 2 ที่ค่อนข้างแมส มั่นใจเหมือนกันนะว่า ถ้าฟังเพลงอัลบั้มนี้จบ คงไม่มีใครมานั่งเสียเวลาเดาแล้วว่า อัลบั้มต่อไปของ Lomosonic จะเป็นแนวอะไร เดาไปก็เสียเวลา (หัวเราะ)

lomosonic-web5

กับจำนวนแฟนเพลงที่เพิ่มมากขึ้นจากความแมสในอัลบั้มที่แล้ว ไม่กลัวเหรอว่าพวกเขาอาจจะรับไม่ได้กับความแหวกแนวในอัลบั้มล่าสุด?
บอย: สิ่งที่เรากลัวมากที่สุดมันผ่านพ้นไปแล้ว เรากลัวว่าเราจะทำงานกันไม่หนักพอ เรากลัวว่าจะทัวร์คอนเสิร์ตเยอะเกินไปจนไม่มีเวลามาปั้นงาน แต่ท้ายที่สุดเราก็รู้สึกว่า เราทำงานหนักที่สุดแล้ว เพลงและอัลบั้มจะค่อยๆ เติบโตไปตามวิถีของมัน เหมือนกับที่ทุกวันนี้ยอด KPI (Key Performance Indicator – ตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน) ไม่สามารถพิสูจน์ความดังของเพลงได้ คนฟังยังร้องเพลง ไหนว่าจะไม่หลอกกัน, เพียงรัก หรือ อย่าบอกว่ารัก ของ Silly Fools ได้ มันแปลว่าอะไร ยอดวิวไม่ได้พิสูจน์ทุกอย่าง เพลงคือคนๆ หนึ่งที่มันจะเติบโตในแบบของเขา อาจมีคนที่เคยปฏิเสธมัน แต่สักวันหนึ่งเขากลับมาฟังแล้วชอบ
ปิติ: อีกอย่างคือเราไม่มีเวลาที่จะมาคิดว่า แฟนเพลงเราจะโอเคหรือเปล่า พวกเรายังทำเพลงด้วย mindset เหมือนตอนทำอัลบั้มแรก คือเราอยากเล่นอะไรก็อยากทำมันให้ออกมาดี ในเมื่อเราต้องอยู่กับเพลงๆ นี้ไปตลอดชีวิต
ออตโต้: ถ้าเป็นแฟนเพลงของ Lomosonic ตั้งแต่อัลบั้มแรกมาจนถึงชุดล่าสุดเขาจะรู้แล้วว่า พวกเราเป็นวงดนตรีที่ไม่จำกัดรูปแบบของวง เราจะมีไอเดียซึ่งเป็นแก่นอยู่ประมาณหนึ่ง และเราก็ไม่ใช่วงดนตรีที่จะทำทุกอย่างซ้ำๆ ถ้าคนที่มาด่าเราว่าทำอะไรวะ ไม่ชอบเลย รู้สึกผิดหวัง ผมว่าพวกเขาอาจไม่ใช่แฟนเพลงที่รู้จัก Lomosonic จริงๆ
บอย: เราเคยอ่านหนังสือเจอว่า เคิร์ท โคเบน ไม่ชอบเพลง Smells Like Teen Spirit เราไม่อยากมีความรู้สึกแบบนั้น เราอยากรู้สึกว่า 40 กว่าเพลงที่มีอยู่ในกระเป๋า เราเล่นแล้วภูมิใจหมด เล่นแล้วไม่รู้สึกว่าฝืน เล่นแล้วไม่รู้สึกว่าต้องอายใคร เราไม่ได้บอกนะว่า เพลงของคนอื่นมันเป็นอย่างไร มันบอกไม่ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเคารพสิ่งรอบข้างมากกว่า เราพยายามปักธงเอาไว้ว่า เราจะเล่นแต่เพลงของตัวเอง แต่เราก็ไม่ได้บอกว่าการเล่นคัฟเวอร์เป็นสิ่งที่ผิด ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้วผลสัมฤทธิ์มันคือความสุข เราเล่นดนตรีก็คือความสุข มันมีช่วงหนึ่งที่พวกเราเล่นดนตรีกันแบบไม่มีความสุข จากวัย 20-30 ที่โฟกัสแต่เรื่องการไล่ล่าปักธงความฝัน มันคือการทำเพื่อตัวเอง แต่พออายุล่วงเลยมาเกิน 30 พอเราเห็นแฟนเพลงเด็กๆ มาร้องไห้หน้าเวที มันเลยกลายเป็นว่า สิ่งที่เราทำเพื่อตัวเองมันไปมีผลกับคนอื่น มันคือการทำเพื่อคนอื่นด้วย เพราะฉะนั้นอัลบั้มต่อไปจงอย่าเดา มันก็คงต้องมีพัฒนาการหลังจากนี้ที่พวกเราทุกคนจะได้ออกไปใช้ชีวิต ไปเจอเรื่องที่เข้ามากระทบจิตใจ และก็คงต้องทำงานหนักให้มากขึ้น

พวกคุณไม่เชื่อเรื่องความสำเร็จจากยอดวิว?
ป้อม:
เราไม่ได้ปฏิเสธพวกร้อยล้านวิวหรือเพลงฮิตหรอกนะ เรานี่แหละเป็นตัวแหกกรอบแรกๆ เลยด้วยซ้ำ แต่ถ้ายอดวิวสำคัญขนาดนั้นจริงๆ ก่อนที่โลกนี้จะคิดค้นเรื่องยอดวิวขึ้นมา เพลงดีๆ มันเกิดขึ้นได้ยังไงวะ เราก็ยอมรับนะว่ามันเป็นความจริงข้อหนึ่งสำหรับการตลาด นักธุรกิจต้องการตัวเลขไปงัดกันอยู่แล้ว แต่ถ้าดูแค่ตัวเลขมันตื้นไป มันต้องลงลึกไปถึงผู้ซื้อ ต้องสนับสนุนให้ทุกคนเข้าใจไอเดียเรื่องที่ว่า ของทุกอย่างมันจำเป็นต้องซื้อ คนไทยไม่คิดหรอกว่าจินตนาการมันมีมูลค่า ซึ่งแท้ที่จริงมันมีไง มองสิ่งรอบตัวในเมือง ทุกอย่างเมื่อก่อนเคยเป็นดิน พวกตึกรามบ้านช่องมันเกิดขึ้นจากจินตนาการถูกไหม มันมีมูลค่า ถ้าคุณอยากได้ คุณก็ต้องจ่ายให้มัน
บอย: เราไม่ได้อยากรวย แต่อยากเห็นเพลงมันเติบโต มีวงน้องๆ อายุ 20-21 ทำเพลงดีๆ ออกมากันเยอะมาก Jelly Rocket, De Flamingo, Bomb at Track มันรู้สึกดี ลองวาดภาพว่า ถ้ามันขยายการเติบโต คนที่ทำงานหนักทั้งหลายก็สมควรจะได้รับสิ่งเหล่านั้น
ป้อม: อย่างสมัยรุ่น Lomosonic ก็มี 25hours หรือ ArtFloor ออกเพลงในปีเดียวกัน มันสนุกนะ เหมือนเป็นสหายร่วมรบ ย้อนกลับไปเรื่องมูลค่า ทุกวันนี้วงดนตรีหลายๆ วงที่ไปต่อไม่ได้เพราะไม่มีเงินเข้ามา หนทางเดียวที่นักดนตรีจะได้รับเงินจริงๆ คือการเล่นสด จะมาหวังเรื่องค่าลิขสิทธิ์มันก็ยาก แล้วก็ไม่แน่ไม่นอนที่สุด ซึ่งการเล่นสดให้ดีมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีก
บอย: และก็อย่างที่เราบอกไปเมื่อครู่ สิ่งที่เอ่อล้นอยู่ในความรู้สึกตอนนี้คือ เพลงเรามันไปช่วยชีวิตคน เพลงเราทำให้น้องๆ ได้ทำตามสิ่งที่ตัวเองรัก อย่างเคสที่มาบอกว่า หนูไม่ฆ่าตัวตายเพราะฟังเพลงนี้ ล่าสุดก็มีมาอีกแล้ว อย่างการที่มีเด็กร้องไห้เป็นเผาเต่าหน้าเวทีแล้วเราลงไปกอด มันไม่ใช่โชว์ หลายคนอาจจะคิดว่าเราอยากดังหรือเปล่า หยิบความละเอียดอ่อนในจุดนี้มาเล่นหรือเปล่า เราไม่สนใจความคิดเหล่านั้น เพราะมันคือสิ่งที่พี่ควรจะทำกับน้องสักคนไม่ใช่เหรอ ถ้าเกิดน้องชายคุณร้องไห้ คุณจะไม่ปลอบมันหน่อยเหรอ
ป้อม: หรือหลายคนก็ส่งข้อความมาบอกว่า หนูสอบแอดมิชชั่นติดตามที่สัญญาไว้กับพวกพี่ได้แล้วนะ คือด้วยความที่เราเป็นศิลปิน เราจะรู้สึกว่าจิตใจเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ การที่เขาให้สิ่งนี้กลับมามันดีมากๆ แต่ความเป็นจริงของประเทศนี้ก็คือ เราเห็นแต่เรื่องเฟคมานาน เห็นแต่เรื่องโกหก เห็นแต่ดราม่าสคริปต์ จนพอเห็นเรื่องจริง เรากลับคิดว่ามันเป็นเรื่องไม่จริง แต่พอเกิดดราม่าจริงๆ มันไม่เคยเหมือนในสคริปต์หรอก

จนมาถึงวันนี้ พวกคุณมองว่า Lomosonic สามารถเปลี่ยนแปลงหรือปฏิวัติอะไรบางอย่างได้สำเร็จหรือยัง?
บอย: ถ้าคิดในแง่ของ revolution จริงๆ วันนี้มันยังไม่เกิดขึ้นหรอก แต่สักวันสิ่งที่ผมอยากทำให้ได้ก็คือ ไม่อยากให้ใครปฏิเสธวงดนตรีของผม ซึ่งมันก็ส่งต่อไปถึงการพยายามทำงานออกมาให้ดีที่สุด ให้เพลงมันเติบโตได้มากที่สุด ถ้าสักวันหนึ่ง คนหาปลาใน อ.หนองหาน จ.สกลนคร ฟังเพลงของพวกเรา เหมือนที่ทุกวันนี้เขายังฟัง Silly Fools กันอยู่ นั่นคือวิธีการที่เราอยากทำให้เพลงของ Lomosonic เติบโต แล้วคนฟังก็สามารถรู้ได้ว่า เราคิดและทำอะไรกัน มันคือใจความที่สรุปได้ในประโยคเดียวว่า เราอยากดังเพราะอะไร จริงๆ มันมีความดีของมันอยู่ ถ้าดังแล้วทำให้สังคมดีขึ้น ให้คนเลิกยึดติด เราก็อยากดัง
ป้อม: ความดังไม่ใช่เรื่องผิด มันคือการส่งต่อบางสิ่งบางอย่างที่สามารถไปกระทบใจคนได้ พูดตรงๆ นะ วงการนี้บางทีมันก็เป็นเรื่องแฟชั่น ฟังเพลงนี้หรือแต่งตัวแบบนี้แล้วมันคูล มันก็แคบไปหน่อยหรือเปล่า
บอย: อย่างตอน Deftones ออกอัลบั้ม มันก็มีคอมเม้นต์ในเชิงลบต่างๆ นานา เรามองว่าพวกเขาเป็นวงดนตรีที่อยู่ในหลายยุคหลายสมัย พวกเขาไม่ใช่นูเมทัลหรืออีโม แต่ Deftones คือ Deftones เราคงเป็นตัวกำหนดยุคสมัยไม่ได้หรอก เพราะยุคสมัยเองก็เปลี่ยนไปแล้ว เทรนด์เซตเตอร์มันไม่ได้ออกมาจากจุดกำเนิดเพียงจุดเดียว ปีนี้เราออกอัลบั้ม แต่จะให้เราไปคุมคน คุมเทรนด์ทั้งประเทศ เราทำไม่ได้ เราเสิร์ฟได้เฉพาะแฟนเพลงหรือคนที่รักในเสียงดนตรีของเรา ซึ่งวันนี้มันก็เยอะขึ้นนะ มันเติบโตขึ้น หน้าที่ของพวกเราคือทำดนตรี สิ่งที่เราอยากจะบอกคือ พอมันเติบโตเป็น sub-culture เราก็อยากให้มันลุกลามไปเป็น Lomosonic Universe ซึ่งฟังดูอาจจะใหญ่เกินตัว แต่ถ้ามันเกิดขึ้นจริงล่ะ เราจะบอกอะไรเขาได้บ้าง สมมติมีเด็กคนหนึ่งมาดู พอกลับบ้านไปแล้วเขาอยากกลับมาตั้งใจเรียน หรือหลายคนอาจอยากออกไปตามความฝัน นั่นคือการขับเคลื่อนอะไรบางอย่างที่พวกเรายังคงสอดแทรกไว้ในโชว์เสมอ เราไปบอกคนอื่นไม่ได้หรอกว่าเราคือผู้นำ เราคือพระเจ้า เพลงเราดีเว้ย พูดแบบนั้นก็โดนตบสิ (หัวเราะ) สิ่งที่เราทำได้คือการขอบคุณ เล่นด้วยความรู้สึกขอบคุณทุกครั้ง เล่นเพราะพวกเขาทำให้เราได้เล่นดนตรีทุกวัน
ป้อม: ทุกวันนี้เลิกถามตัวเองแล้วว่า สิ่งที่เราทำอยู่มันดีหรือไม่ดี เลิกเปรียบเทียบกับคนอื่นแล้ว กาลเวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยน มันคือเรื่องจริง บางคนอาจจะเคยรักเรามาก พอเราทำเพลงออกไปอาจจะไม่ชอบ หรือวันหนึ่งเขาอาจจะมีธุระปะปังที่ทำให้ต้องหายไป หรือคนที่เคยด่าเรา แล้ววันนี้เขาก็เลิกตามเราไปแล้ว แต่พวกเรายังคงยืนหยัดและพยายามทำในสิ่งที่เชื่ออยู่

อัลบั้ม Anti-Gravity ได้มอบอะไรให้กับพวกคุณบ้าง?
ปิติ: มันจะมีคำพูดของ เอ็ดดี้ แวน ฮาเลน ที่ว่า อาชีพนักดนตรีเป็นสิ่งที่โชคดีอย่างหนึ่ง เพราะจะมีคนมาจ้างคุณให้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ
ป้อม: คงมีไม่กี่อาชีพบนโลกนี้ที่มีคนจ้างให้เราไปเป็นตัวของตัวเอง กลับไปเป็นเด็กอายุ 16-17 อีกครั้งวันละ 1 ชั่วโมงแล้วได้ตังค์กลับบ้าน มันก็คงมีแต่อาชีพนี้แหละ
บอย: ทั้งนี้ทั้งนั้นเราไม่ใช่ไบโพลาร์ เราไม่ใช่คน 2 บุคลิก กาลเทศะบนเวทีเป็นแบบนั้น อยู่ข้างล่างกาลเทศะก็ต้องเป็นอีกอย่าง แมสเสจหลักที่ผมอยากให้ทุกคนรู้ก็คือ หากทุกคนมองเห็นว่าหน้าที่ของแต่ละคนคืออะไร มันจะมีประโยชน์ต่อชีวิตของทุกคน รวมถึงสังคมมากๆ
ป้อม: เรามีตัวตนในฐานะศิลปินของเรา ความรู้สึก ความคิด อารมณ์ที่มันพลุ่งพล่านมันสามารถแสดงออกได้บนเวที แต่พอลงมาจากเวทีสิ่งที่เราต้องมีคือมารยาท ไม่อยากให้เด็กๆ เข้าใจว่า โชว์บนเวทีก้าวร้าว ต้องสัก ต้องโวยวาย ทำแบบนี้สิถึงจะเหมือนพี่บอย มันไม่ใช่เลยนะ คุณต้องมีมารยาทในการอยู่ร่วมกันกับคนอื่น ต้องให้เกียรติกัน

lomosonic-web2

ก้าวต่อไปหลังจากนี้ของ Lomosonic?
บอย
: เท่าที่มองเห็นในตอนนี้คือ อัลบั้มเต็มที่เพิ่งวางแผงไป แล้วก็คงจะมีคลื่นลูกใหญ่ตามมา ทั้งมิวสิควิดีโอไตรภาคที่ปล่อย EP.1 เพลง หลอก ออกไปแล้ว และยังเหลืออีก 2 เพลง แต่สุดท้ายแล้วอยากให้มาเจอกันในงานเล่นสด ซึ่งคอนเสิร์ตใหญ่ของพวกเรา “Lomosonic Anti-Gravity Concert” จะเกิดขึ้นในวันที่ 2 กันยายน 2017 ณ เมืองไทย GMM Live House สำหรับอัลบั้มชุดนี้ ดีใจถ้าชอบ ขอบคุณที่ชอบมัน ขอบคุณที่บอกว่าเราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ในแง่บวก แต่ถ้าไม่ชอบก็ไม่เป็นไร คอมเม้นต์ต่างๆ ที่เป็นแง่ลบเราก็จะเก็บไปปรับปรุงแก้ไข มันไม่ใช่เรื่องผิดที่จะมีคนไม่ชอบ แต่ถ้าเขาจะเปิดใจ แล้วลองฟังอีกหลายๆ รอบ เขาจะเข้าใจในสิ่งที่เราคิด
ป้อม: เคยชอบอะไรสักอย่างไหม แล้วถ้ามีคนมาชอบมันเราก็ดีใจ แต่ถ้าเขาไม่ชอบก็ไม่เป็นไร เราก็ยังชอบสิ่งนั้นอยู่ดี ความคาดหวังในอัลบั้มนี้มันมีแต่ดีกับเสมอตัว มีแฟนเพลงเพิ่มอีก 1 คนก็กำไรแล้ว
บอย: น้อยคนที่จะได้รู้ว่า Lomosonic อยากจะพูดอะไร สุดท้ายเขาอาจจะไม่ได้เข้ามาอ่านก็ได้ แต่สำหรับคนที่ได้อ่าน พวกเราขอมอบอัลบั้ม Anti-Gravity ให้แฟนเพลงทุกคน ไม่ได้อยากให้ชอบเพราะถูกชักจูงหรือโน้มน้าว แต่อยากให้ชอบเพราะแนวคิดและผลงานของพวกเราอย่างแท้จริง อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญก็คือ พวกเราทั้ง 4 คนไม่ได้รักวงดนตรีวงนี้น้อยไปกว่าแฟนเพลง พวกเรารักมันมาก มันคือเดิมพันชีวิตหลังจากนี้เลยด้วยซ้ำ นี่คือการทำงานที่หนักที่สุดของเรา ขอบคุณสำหรับช่วงเวลาที่ผ่านมา และขอบคุณช่วงเวลาหลังจากนี้จนกว่าจะถึงวันคอนเสิร์ตใหญ่ แล้วก็… เราไม่เคยบอกว่าเราร็อคนะครับ (ยิ้ม)

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Purin A.