900

นับตั้งแต่เปิดศักราชปี 2017 เป็นต้นมา วงการเพลงไทยมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการปล่อยอัลบั้มใหม่ของศิลปินมากหน้าหลายตา ทั้งเบอร์ใหญ่เบอร์เล็กล้วนแล้วแต่มีข่าวดีออกมาให้แฟนเพลงได้รับทราบกัน ไม่ว่าจะเป็นอัลบั้มแพ็คคู่ Wood and Steel จาก Pae Arak and the Pisat Band, ดำสนิท กับการกลับมาร้องเพลงภาษาไทยอีกครั้งของ ฮิวโก้-จุลจักร จักรพงษ์, การบ่มเพาะในระยะเวลา 10 ปีเต็มของ Bedroom Audio จนเกิดเป็นสตูดิโออัลบั้มชุดแรกที่ใช้ชื่อเดียวกัน หรือล่าสุดกับการขอต่อต้านแรงโน้มถ่วงของโลกกับอัลบั้มล่าสุดของ Lomosonic ที่ใช้ชื่อว่า Anti-Gravity ในขณะที่ศิลปินอินดี้หน้าใหม่ก็ปั๊มซีดีออกมาขายที่งาน Cat Expo 3D โดยสถานีวิทยุออนไลน์ Cat Radio เมื่อวันที่ 4-5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมากันเพียบ ทั้งในรูปแบบอัลบั้มเต็มและอีพี แถมขายดิบขายดีกันเป็นเทน้ำเทท่าทั้ง Jelly Rocket, Bomb at Track, Safeplanet, The Octopuss*, The Whitest Crow ฯลฯ หรือในเคสของอัลบั้มล่าสุดจาก Paradox อย่าง Before Sunrise After Sunset เมื่อช่วงปลายปีที่แล้วที่ซีดี Boxset จำนวน 3,500 แผ่นหมดเกลี้ยงตั้งแต่วันแรกของการเปิดจำหน่าย แถมภายในปีนี้ยังมีศิลปินอีกหลายคนและหลายวงที่ประกาศว่าจะมีอัลบั้มเต็มชุดใหม่มาฝาก อาทิ The Jukks, แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข, ซิน-ทศพร อาชวานันทกุล เป็นต้น หรือนี่จะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ายุคแห่งซีดีกำลังจะกลับมาครองตลาดเพลงในบ้านเรากันแน่?

 

หากจะกล่าวว่านี่คือยุคสมัยแห่งดิจิตัลอย่างแท้จริงก็คงไม่ผิดนัก ปัจจัยในการดำรงชีวิตของมนุษย์เราล้วนต้องพึ่งพาเทคโนโลยีกันทั้งนั้น ลุกลามมาถึงวัฒนธรรมการฟังเพลงที่เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง จากแผ่นเสียงสู่เทปคาสเสตต์ ดำเนินมาถึงยุครุ่งเรืองของซีดี จนกระทั่งการเข้ามาของระบบสตรีมมิ่งที่ทำให้ความสนใจในแพลตฟอร์มที่จับต้องได้ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ คนฟังเพลงไม่สนใจงานอาร์ตเวิร์คหน้าปกอัลบั้มอีกต่อไป เครื่องเล่นวอร์คแมนกลายเป็นที่ทับกระดาษไปโดยปริยาย คำขอบคุณบนปกซีดีจากเหล่าศิลปินกลายเป็นตัวอักษรที่ไร้ค่า จนกลายเป็นที่มาของคำว่า ซีดีได้สิ้นลมหายใจไปแล้ว…

แต่เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ภาพที่เราได้เห็น ณ งาน Cat Expo 3D ณ สวนสนุกวันเดอร์เวิลด์ ย่านรามอินทรา กลับเต็มไปด้วยความคึกคัก บูธจากค่ายเพลงหรือแม้แต่ตัวศิลปินเองเต็มไปด้วยผู้คนที่ต่อคิวรอซื้อผลงานเพลงในรูปแบบซีดีที่ศิลปินนำมาวางขาย หรือในบางช่วงบางเวลาที่เจ้าของผลงานมานั่งพบปะพูดคุยกับแฟนเพลงของพวกเขาอย่างใกล้ชิด บูม-บรกรณ์ หลงสวาสดิ์ Chief Creative & Radio Officer ประจำคลื่นวิทยุออนไลน์ Cat Radio และ โปรดิวเซอร์ประจำงาน Cat Expo 3D คืออีกเสียงที่มายืนยันกับเราว่า ยอดขายซีดีภายในงานนั้นมีตัวเลขที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

01_900

ภาพบรรยากาศอันคึกคักจากงาน Cat Expo 3D เมื่อวันที่ 4-5 กุมภาพันธ์ 2017

“โดยเฉลี่ยแล้วแต่ละวง ตัวเลข 200-300 แผ่นที่ขายได้มีแน่นอน” บูม เปิดประเด็นและกล่าวต่อว่า “ส่วนใหญ่ศิลปินที่ออกอัลบั้มใหม่ก็ขายกันหมดนะ อัลบั้มอีพี Lost Boy II ของ Safeplanet 200 แผ่นหมดใน 2 ชั่วโมงแรก อัลบั้ม Wood and Steel ของ Arak and the Pisat Band ทั้งหมด 700 แผ่น ขายวันแรกวันเดียวก็หมดเลย หรือ Lemon Soup กับอัลบั้มใหม่ Weekend 400 แผ่นก็หมดเช่นกัน รวมถึงยอดการพรีออเดอร์อัลบั้ม Anti-Gravity ของ Lomosonic ก็พุ่งไปถึง 1,300 แผ่น”

นี่อาจเป็นข้อพิสูจน์เบื้องต้นได้ว่า ซีดีเพลงยังคงมีลมหายใจ แม้ว่าจะไม่สดใสเบิกบานอย่างเต็มที่เฉกเช่นในยุค 90s ที่เฟื่องฟูถึงขีดสุด แต่สำหรับ บูม ที่เคยอยู่เบื้องหลังเทศกาลดนตรี Fat Festival รวมถึง Cat Expo ตลอดทั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา เธอไม่เคยรู้สึกว่าซีดีได้ตายไปแล้วแม้แต่วินาทีเดียว โดยเธอเชื่อว่า หากศิลปินแสดงออกถึงความตั้งใจในการทำเพลงหรือทำอัลบั้มเต็ม รวมถึงมีการวางแผนโปรโมตที่ดี ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่ซีดีจะขายได้ และอาจจะขายดีเสียด้วยซ้ำ

เช่นเดียวกับ นก-อนุชา นาคน้อย เจ้าของร้านน้อง ท่าพระจันทร์ อีกหนึ่งตำนานร้านขายเทป-ซีดีที่ยืนหยัดอยู่ในวงการเพลงบ้านเรามาอย่างยาวนานก็รู้สึกไม่ต่างกัน เขายังมองเห็นความคึกคักของตลาดซีดีที่ยังไม่เลือนหายไปเสียทีเดียว “ในมุมมองของผม ธุรกิจมันไปได้เรื่อยๆ นะ ยังมีน้องๆ ซึ่งเป็นนักฟังเพลงมาตามหางานที่เป็นซีดีอยู่ตลอด เด็กรุ่นใหม่ที่ทำเพลงออกมาผมแทบไม่เห็นมีใครเจ็บตัวเลย ศิลปินหลายคนนำแผ่นมาวางขายที่ร้านก็ผ่านตัวเลขหลักพันแผ่น หรือบางคนขายได้เกิน 300 หรือ 400 ผ่านก็คุ้มทุนแล้ว เพียงแต่ว่าหากพูดถึงค่ายใหญ่ที่เป็นเจ้าของในการลงทุน เขาอาจไม่ได้สนใจในเม็ดเงินตรงนี้ ไม่ได้มองธุรกิจซีดีที่เป็น physical อีกต่อไปแล้ว” โดยยอดขายแผ่นซีดีที่ร้านน้อง ท่าพระจันทร์ ก็ไม่ได้ซบเซาอย่างที่หลายคนคิด นก เล่าให้เราฟังว่า ช่วงที่มีศิลปินทำอัลบั้มออกมาก็จะมีตัวเลขในการขายเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเรื่อยมา

02_900

Photo by: FB – Nong taprachan

ยิ่งไปกว่านั้น เราได้ทำการสืบเสาะไปถึงเว็บบอร์ดที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนซีดีเพลงมือสองและพบว่า ราคาของซีดีบางอัลบั้มที่หาค่อนข้างยากดูจะเป็นตัวเลขที่สูงอยู่ไม่น้อย อาทิ เสริมสุขภาพ อัลบั้มชุดแรกของ Moderndog เมื่อปี 1994 มีการตั้งราคาไว้ถึง 1,600 บาท หรืออัลบั้ม คนยุคเหล็ก ผลงานของ หิน เหล็ก ไฟ เมื่อปี 1995 ราคาอยู่ที่ 890 บาท เป็นต้น บ่งบอกถึงดีมานด์และซัพพลายที่ยังมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดของแวดวงซีดีเพลงในบ้านเรา

ครั้งหนึ่งเรามีโอกาสได้คุยกับ พัด-ชนุดม สุขสถิตย์ นักร้องนำวง Chanudom ซึ่งปีที่แล้วเปิดตัวด้วยอัลบั้มอีพี The Birth of Chanudom ที่ผลิตมาจำนวนไม่มากนัก โดยเธอกล่าวกับเราว่า “การมีซีดีเหมือนเป็นสัญลักษณ์ของงานเพลงนั้นๆ ไม่ใช่แค่กดปุ่ม play จากโทรศัพท์มือถือ เรารู้สึกว่ามันมีคุณค่าสำหรับคนที่มองเห็นมัน” ในขณะที่ ไตเติ้ล-ปฏิภาณ สุวรรณสิงห์ นักร้องนำและมือกีตาร์วง The Whitest Crow ซึ่งมีสตูดิโออัลบั้มมาแล้ว 2 ชุดคือ Bangkok Blondie (2016) และ Siam Psyche ที่เพิ่งวางจำหน่ายไปสดๆ ร้อนๆ รวมถึงเจ้าของไซด์โปรเจกต์อย่างวง S.O.L.E. ที่มีอีพีมาแล้ว 2 ชุดเช่นกันก็มองว่า การทำอัลบั้มในรูปแบบซีดีคืองานศิลปะชิ้นหนึ่งที่จับต้องได้ อีกทั้งอาร์ตเวิร์คปกยังเป็นผลงานการออกแบบของดีไซเนอร์แต่ละคนที่น่าสนใจอีกด้วย

สิ่งที่เรากล่าวมาข้างต้นทั้งหมดอาจแสดงให้เห็นว่า แม้ยุคสมัยจะแปรเปลี่ยน แต่ความเชื่อในการทำอัลบั้มในรูปแบบซีดีของศิลปินยังคงมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม แน่นอนว่าเหล่าศิลปินรวมถึงค่ายเพลงเองอาจจะต้องปรับตัวกับวิธีการและช่องทางในการจัดจำหน่ายอยู่พอสมควร ในเมื่อเกิดคำถามขึ้นมาว่า ณ ปัจจุบันหลงเหลือร้านขายซีดีเพลงในเมืองไทยอยู่กี่ร้าน? ซึ่งเมื่อลองมาพินิจพิเคราะห์ก็นับว่าเป็นเรื่องน่าตกใจ ไม่ต้องเอ่ยถึง Tower Records ที่ปิดตัวไปนานโข ร้านดีเจสยาม ซึ่งในอดีตเคยเป็นจุดศูนย์รวมวัยรุ่นผู้รักการฟังเพลงก็เหลือเพลงบูธเล็กๆ ใจกลางสยามสแควร์ หรือจะมีเด็กรุ่นใหม่จำนวนสักเท่าไหร่ที่รู้จักร้านโดเรมีบ้าง วิธีการพรีออเดอร์เพื่อให้ทราบถึงจำนวนความต้องการซีดีอัลบั้มชุดนั้นๆ อย่างแน่ชัด การผลิตซีดีในจำนวนที่น้อยลง รวมถึงอาจมีโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ นานาเพื่อเพิ่มความน่าสนใจล้วนแต่เป็นกลยุทธ์การตลาดของการจำหน่ายซีดีเพลงในทุกวันนี้ของบ้านเรา โดยมีโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางสำคัญในการติดต่อสื่อสารกับแฟนเพลงได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

CD

Photo by: Billboard

เมื่อถามถึงโอกาสที่ยุคทองของซีดีจะหวนกลับมาครองตลาดเพลงในบ้านเราอีกครั้งจะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด? โอม-ชาตรี คงสุวรรณ อดีตสมาชิกวง The Innocent รวมถึงเป็นมือกีตาร์และนักแต่งเพลงที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการเพลงเมืองไทยมากว่า 30 ปี ก็ขอร่วมวงสนทนาในข้อสงสัยนี้ด้วย

“ถ้าซีดีจะกลับมา มันจะต้องมีเหตุผลรองรับอย่างหนักแน่นมากเลยว่าเป็นเพราะอะไร” โอม จุดประเด็นขึ้นมาได้อย่างน่าคิด “คือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จู่ๆ ซีดีจะสามารถขายดีได้โดยที่ไม่ได้เกิดจากความคลั่งไคล้และชื่นชมในตัวศิลปิน ปัญหาของซีดีคือ หนึ่งมันก๊อปปี้ได้ง่ายที่สุดในโลก สองมันสามารถแปรรูปมาเป็น MP3 ซึ่งเดี๋ยวนี้คุณภาพก็ไม่แพ้ซีดีเลย และถึงคุณจะเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงมากแค่ไหน งานเพลงของคุณก็หาฟังได้ตามสตรีมมิ่งทั่วไป แล้วทำไมคนฟังจะต้องซื้อซีดีล่ะ หรือทุกวันนี้การที่ใครสักคนจะไปซื้อแผ่นซีดีเพื่อมาเก็บสะสม มันคงไม่ใช่เพราะหิ้งใส่ซีดีว่างหรอก ซึ่งเมื่อก่อนมันไม่มีทางเลือกอื่นให้คนฟังเลือกมากมายนัก” อีกทั้งเขายังมองว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่น่าวิเคราะห์และท้าทายคนทำเพลงเหลือเกินว่า พวกเขาจะเดาใจคนฟังได้มากน้อยแค่ไหนหากจะขายซีดีสักอัลบั้ม และจะมีวิธีการขายอย่างไรให้คนฟังซื้อแน่ๆ

ในขณะที่ บูม กลับเชื่อมั่นว่า นี่คือสัญญาณสำคัญที่สามารถบ่งบอกได้ว่า โอกาสที่ยุคแห่งซีดีจะกลับมาก็มีอยู่ไม่น้อย “คือแม้ว่าบางเทศกาลดนตรีเขาจะตัดพาร์ตของตลาดเพลงออกไป แต่เรายังเชื่อและอยากทำให้มัน success สตรีมมิ่งมันก็เอาไว้ฟัง แต่ซีดีมันเต็มไปด้วยความตั้งใจอะไรหลายๆ อย่าง ถ้าใครสงสัยว่าคนยังซื้อซีดีอยู่อีกหรือ เราสามารถตอบได้อย่างมั่นใจเลยว่า ยังมีอยู่ และมันจะกลับมาเป็นคอมมูนิตี้อีกครั้ง ถ้ามีคนฟังช่วยกันซื้อ ไม่ว่าจะเป็นในงานหรือหลังงานก็ตาม ยังไงมันก็กลับมาคึกคักแน่ๆ”

Print
JellyRocket
LemonSoup
Arak

ท่ามกลางภาพรวมที่มีแนวโน้มจะคึกคักขึ้นเรื่อยๆ ที่ นก สัมผัสได้ในฐานะคนกลางระหว่างคนทำเพลงและคนฟัง เขาก็ยังคงมีความคิดเห็นที่ว่า โอกาสที่ซีดีเพลงจะกลับมาสู่ยุครุ่งเรืองอีกครั้งเหมือนกับที่แผ่นเสียงทำได้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมายังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากอยู่ “ที่แผ่นเสียงกลับมาฮิต เพราะราคาของเครื่องเล่นแผ่นเสียงมันถูกลง แล้วถ้ามองไปถึงเครื่องเล่นซีดีล่ะ ยุคนี้มันเริ่มหายากขึ้น คนหันไปฟังจากคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ถ้ามีใครลุกขึ้นมาทำตลาดเครื่องเล่นซีดีในราคาเหมือนวอล์คแมนในสมัยก่อน ผมเชื่อว่าซีดีจะกลับมา มันเป็นมุมมองที่สามารถสะกิดเตือนวงการได้เลยนะครับว่า ถ้าไม่มีเครื่องเล่น ต่อให้คุณทำซีดี คุณก็ต้องหันไปพึ่งสตรีมมิ่งอยู่ดี”

และแม้ว่า นก จะเล็งเห็นถึงความสามารถของเด็กยุคใหม่ที่น่าทึ่ง ก่อเกิดเป็นผลงานเพลงในรูปแบบอัลบั้มที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ทว่าบรรดาค่ายใหญ่ที่มีศิลปินอยู่ในมือเยอะกลับแทบไม่มีอัลบั้มออกวางจำหน่าย ซึ่งเขารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้ฟัง The Lion อัลบั้มชุดใหม่จาก Big Ass ที่เมื่อฟังครั้งแรกตอนปล่อยออกมาทีละซิงเกิ้ลในยูทูปเขาไม่รู้สึกถึงพลังงานที่สามารถกระแทกใจคนฟังได้ แต่พอมาได้ฟังจากซีดี รับรู้ถึงการเรียงเพลงที่ดำเนินเรื่องราวไปเรื่อยๆ ที่ทำให้ภาพรวมของอัลบั้มดังกล่าวยอดเยี่ยมมากๆ ในความคิดของเขา และ นก ก็หวังว่า การที่ศิลปินเบอร์ใหญ่กลับมาออกอัลบั้มเต็ม ไม่ว่าจะเป็น Labanoon หรือ Paradox เมื่อปีที่แล้ว รวมถึงอีกหลายศิลปินที่กำลังจะออกในปีนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นครั้งใหม่ที่น่าติดตาม หรือแม้แต่ค่ายเพลงที่หากมองในเรื่องศิลปะมากกว่าเม็ดเงิน การที่ตลาดซีดีเพลงในเมืองไทยจะโตขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินเอื้อม

 

ท้ายที่สุดเรายังเชื่อในพลังของรูปธรรมแห่งซีดีที่สามารถจับต้องได้อยู่เสมอ และหวังว่าบรรยากาศอันคึกคักในการจับจองเป็นเจ้าของซีดีอัลบั้มที่บรรดาศิลปินละเมียดบรรจงสร้างสรรค์ขึ้นจะหวนกลับมาอีกครั้ง 

 

Story by: Chanon B.
Cover photo by: pixabay.com