Oscar-statues-billboard-1548

 

เช้าวันพรุ่งนี้ (27 กุมภาพันธ์ 2017) ตามเวลาประเทศไทย การประกาศผลรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกภาพยนตร์อย่าง อะคาเดมี อวอร์ดส์ หรือ ออสการ์ ครั้งที่ 89 ก็จะเป็นที่ทราบกันแล้วว่าใครจะคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้ไปได้บ้าง ซึ่งหนึ่งในรางวัลที่มีผู้ตามลุ้นตามเชียร์อยู่ไม่น้อยคงจะหนีไม่พ้น Best Original Song หรือเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมนั่นเอง โดยในปีนี้ 2 เพลงจากภาพยนตร์เรื่อง La La Land อย่าง City of Stars และ Audition (The Fools Who Dream) เข้าชิงกันเอง นอกจากนั้นก็มี Can’t Stop the Feeling จากแอนิเมชั่นเรื่อง Trolls, เพลง The Empty Chair จาก Jim: The James Foley Story และ How Far I’ll Go จากอีกหนึ่งแอนิเมชั่นเรื่อง Moana แต่ก่อนอื่นใด เราไปย้อนความทรงจำกับเรื่องราวของ 10 เพลงที่คว้ารางวัลในสาขานี้มาแล้วกันก่อนดีกว่าว่าเคยสร้างปรากฏการณ์อะไรเอาไว้กันบ้าง

เพลง: The Continental
ภาพยนตร์: The Gay Divorcee (1934)

ย้อนกลับไปเมื่อ 83 ปีที่แล้ว นี่คือเพลงแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปครอง ขับร้องโดยนักแสดงหลักของเรื่องอย่าง เฟรด แอสแตร์ และ จิงเจอร์ โรเจอร์ส เนื้อร้องประพันธ์โดย เฮิร์บ แมจิดสัน ส่วนทำนองเป็นฝีมือของ คอน คอนราด ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากบรอดเวย์เรื่อง The Gay Divorce จึงไม่แปลกที่จะมีเพลงเพราะๆ มาให้ฟังกัน ซึ่งหลังจากนั้นก็มีหลากหลายศิลปินที่นำเพลง The Continental กลับมาร้องอีกครั้ง

เพลง: Que Sera, Sera (Whatever Will Be, Will Be)
ภาพยนตร์: The Man Who Knew Too Much (1956)

ถ้าจะเรียกว่าเป็นอีกหนึ่งเพลงอมตะตลอดกาลก็คงไม่ผิดนัก แม้ว่ามู้ดแอนด์โทนของเพลง Que Sera, Sera ที่มาพร้อมน้ำเสียงของ ดอริส เดย์ จะค่อนข้างสว่างสดใส รวมถึงเนื้อเพลงที่บ่งบอกถึงความเข้าใจที่มีต่อชีวิต แต่เพลงนี้ทำหน้าที่เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ธริลเลอร์ระทึกขวัญเรื่อง The Man Who Knew Too Much ฝีมือการกำกับของหนึ่งในปรมาจารย์ของวงการ อัลเฟรด ฮิทช์ค็อก นั่นเอง อีกทั้งยังเคยขึ้นสู่อันดับ 2 บนชาร์ตบิลบอร์ด Hot 100 รวมถึงครองแชมป์ UK Singles Chart หลายสัปดาห์อีกด้วย

เพลง: Moon River
ภาพยนตร์: Breakfast at Tiffany’s (1961)

แค่ได้ฟังน้ำเสียงของ ออเดรย์ เฮปเบิร์น นักแสดงสาวที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งบนเกาะอังกฤษก็ฟินแล้ว แถมเรายังได้เห็นเธอโชว์ฝีมือการเล่นกีตาร์ในฉากดังกล่าวอีกด้วย นอกจากจะคว้าออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแล้ว Moon River ยังเหมารางวัลในสาขา Record of the Year และ Song of the Year จากเวทีแกรมมี่ อวอร์ดส ครั้งที่ 4 อีกด้วย

เพลง: Beauty and the Beast
ภาพยนตร์: Beauty and the Beast (1991)

จากภาพยนตร์การ์ตูนของดิสนีย์ในชื่อเดียวกัน (หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ โฉมงามกับเจ้าชายอสูร) กลายเป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเพลงหนึ่งในปีนั้น ด้วยเสียงร้องอันทรงพลังและไลน์ประสานที่แสนจะเข้ากันได้ดีจาก เซลีน ดิออน และ พีโบ ไบรสัน ทำให้บทเพลงดังกล่าวคว้ารางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก 2 เวทีใหญ่ทั้ง อะคาเดมี อวอร์ดส์ และ ลูกโลกทองคำ (Golden Globe Award) รวมถึงเข้าชิงแกรมมี่ถึง 4 สาขา และคว้ามาได้ 2 อีกทั้งยังทำอันดับสูงสุดบนชาร์ตบิลบอร์ด Hot 100 ถึงอันดับที่ 9 เลยทีเดียว โดยปีนี้ภาพยนตร์เรื่อง Beauty and the Beast มีคิวกลับมาฉายอีกครั้งในเวอร์ชั่นคนแสดง (กำหนดฉายในเมืองไทย 16 มีนาคมนี้) ส่วนตัวเพลงก็ได้ อาเรียน่า กรานเด และ จอห์น เลเจนด์ มาร่วมร้องด้วยกัน

เพลง: My Heart Will Go On
ภาพยนตร์: Titanic (1997)

ในช่วงปลายยุค 90s บอกได้เลยว่าไม่มีใครไม่รู้จักภาพยนตร์เรื่อง Titanic และเพลง My Heart Will Go On อย่างแน่นอน นอกจากจะแจ้งเกิด ลีโอนาร์โด ดิคาพรีโอ และ เคต วินสเล็ต ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ แจ๊คกับโรสฟีเวอร์ ไปทั่วทุกสารทิศแล้ว เพลงประกอบอย่าง My Heart Will Go On ก็ขึ้นสู่อันดับ 1 บนชาร์ตทั่วโลก ทำสถิติเป็นซิงเกิ้ลที่มียอดขายสูงที่สุดแห่งปี 1998 และกลายเป็นเพลงประจำตัวของ เซลีน ดิออน ไปโดยปริยาย

เพลง: Lose Yourself
ภาพยนตร์: 8 Mile (2002)

บทบาท B-Rabbit ในภาพยนตร์เรื่อง 8 Mile ซึ่งแสดงโดยแร็ปเพอร์มาดกวน Eminem อาจกลายเป็นที่จดจำของใครหลายคน แต่ดูเหมือนว่าซาวนด์แทร็คของหนังอย่าง Lose Yourself จะมีความโดดเด่นกว่าด้วยซ้ำ ด้วยพลังปลุกใจแห่งเนื้อเพลงที่มุ่งให้คนฟังไม่ยอมแพ้กับสิ่งที่ฝัน อีกทั้งช่วงดังกล่าวก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Eminem คือหนึ่งในแร็ปเพอร์ที่ฮอตที่สุด เพลงนี้ขึ้นสู่อันดับ 1 บนชาร์ตบิลบอร์ด Hot 100 ยาวนาน 12 สัปดาห์ติดต่อกัน และนอกจากเวทีออสการ์ที่เพลงนี้ประสบความสำเร็จแล้ว ยังบุกไปคว้า 2 รางวัลจากการประกาศผลรางวัลแกรมมี่ อวอร์ดส ครั้งที่ 46 ในสาขา Best Rap Song และ Best Male Rap Solo Performance อีกต่างหาก

เพลง: I Need to Wake Up
ภาพยนตร์: An Inconvenient Truth (2006)

ไม่ง่ายนักที่เพลงประกอบภาพยนตร์สารคดีจะก้าวมาสู่จุดสูงสุดของรางวัลในสาขานี้ แต่ เมลิสซา เอเธอริดจ์ สามารถทำได้ ด้วยกระแสของเรื่องราวผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่สั่นคลอนความรู้สึกของคนทั่วโลกเป็นอย่างมาก ณ ขณะนั้น ทำให้สารคดีเรื่องดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง รวมถึงเพลงประกอบภาพยนตร์เพลงนี้ที่มุ่งหวังให้คนตื่นจากฝันอันสวยงามและเผชิญหน้ากับความเป็นจริงเสียทีนั่นเอง

เพลง: Falling Slowly
ภาพยนตร์: Once (2007)

ใครเคยชมภาพยนตร์ฟอร์มเล็กที่ครองใจคอหนังและคอดนตรีทั่วโลกอย่าง Once แล้วคงจะจดจำฉากที่พระเอกและนางเอกร่วมเล่นดนตรีด้วยกันครั้งแรกในร้านขายเครื่องดนตรีแห่งหนึ่งในเมืองดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ได้เป็นอย่างดี เพลงในฉากดังกล่าวก็คือ Falling Slowly ที่เรากำลังเขียนถึงอยู่นี่เอง เสียงร้องของ เกล็น แฮนซาร์ด นักร้องนำและมือกีตาร์วง The Frames และ มาร์เกตา เออร์โกลว่า ศิลปินสาวชาวสาธารณรัฐเช็ก เต็มไปด้วยฟีลลิ่งอันน่าทึ่ง บวกกับเสียงกีตาร์และเปียโนที่สอดประสานกันเป็นอย่างดี เชื่อเหลือเกินว่าเพลงนี้กลายเป็นเพลงในดวงใจของใครหลายคนไปเป็นที่เรียบร้อย

เพลง: Skyfall
ภาพยนตร์: Skyfall (2012)

แค่ทราบว่า อเดล มาให้เสียงร้องในเพลงนี้ก็เรียกเสียงฮือฮาได้มากโขแล้ว ยิ่งพอได้ฟังเวอร์ชั่นจริงยิ่งสัมผัสได้ถึงมนต์เสน่ห์ที่เธอส่งต่อไปถึงหนึ่งในตำนานภาพยนตร์แอ็คชั่นของโลกอย่าง James Bond ได้เป็นอย่างดี และน่าทึ่งสุดๆ เมื่อเธอให้สัมภาษณ์หลังจากรับรางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์เรียบร้อยว่า เวลาในการแต่งเพลงดังกล่าวในดราฟต์แรกคือ 10 นาทีเท่านั้น และนอกจากเวทีดังกล่าว เพลง Skyfall ก็ยังประสบความสำเร็จอีกมากมายหลายเวทีไม่ว่าจะเป็น แกรมมี่ อวอร์ดส, ลูกโลกทองคำ หรือแม้แต่ BRIT Awards ณ ประเทศอังกฤษ บ้านเกิดของเธอเองก็ตาม

เพลง: Let It Go
ภาพยนตร์: Frozen (2013)

อีกหนึ่งเพลงที่ฮิตไปทั่วโลก ร้องตามกันได้ตั้งแต่ผู้ใหญ่ยันลูกเด็กเล็กแดง จากเสียงร้องของ ไอดินา แมนเซล ผู้ให้เสียงพากย์ราชินีเอลซ่าในแอนิเมชั่นเรื่อง Frozen โดย Let It Go คว้าทั้งรางวัลบนเวทีออสการ์และแกรมมี่ อีกทั้งกระแสนิยมแบบถล่มทลายจึงมีการดัดแปลงเพลงดังกล่าวออกไปอีก 45 ภาษา รวมถึงเวอร์ชั่นภาษาไทยที่ใช้ชื่อว่า ปล่อยมันไป ซึ่งขับร้องโดย แก้ม-วิชญาณี เปียกลิ่น แชมป์ผู้หญิงคนแรกจากรายการประกวดร้องเพลง The Star ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 4 นั่นเอง

 

Story by: Pailin J. & Chanon B.
Photos by: Billboard