0a

 

พาดหัวเรื่องไปแบบโคตร clickbait ขาดไปก็แค่ต่อท้ายว่า “…ผลลัพธ์ที่ได้จะทำให้คุณต้องอึ้ง” สำหรับการแกะกล่องรีวิวสินค้าครั้งที่สองในชีวิต (ครั้งแรกเป็นเรื่อง“iPhone 7+ ใช้ฟังเพลงดีไหม?”)

0b

 

ก่อนที่เราจะพูดถึง AirPods ขอยกเรื่องส่วนตัวมาเล่าให้ฟังอีกครั้งจากที่เคยเขียนไว้ในบทความเก่า ว่า“ชีวิตนี้ผมเป็นเจ้าของหูฟังมาแล้วประมาณ 20คู่ ซื้อมา-ใช้ไป-พังซื้อใหม่วนแบบนี้ไปเรื่อยๆ หรือถ้ารวมที่ยืมของเพื่อนบ้าง สลับกันใช้บ้างคาดว่าทั้งหมดที่ใช้งานผ่านหูมาก็ไม่น่าเกิน 50 คู่ (ไม่รวมการไปยืนฟังตามร้านเพราะไม่ถือว่ากรณีนั้นเป็นการใช้งาน) ดังนั้นถ้าวัดจากจำนวนหูฟังที่เคยผ่านหูมา ผมก็ไม่น่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ แต่ถ้าพูดถึงแง่ความหลากหลายจากการใช้งานจริงก็พอจะอ้างอิงจากหน้าที่การงานได้ว่าผมใช้หูฟังฟังเพลงเฉลี่ยเดือนละ 300 เพลง ใช้เปิดเพลงเวลาทำงานเป็นดีเจใช้เป็นมอนิเตอร์ฟังเสียงกลองเวลาเล่นคอนเสิร์ตเวลาอัดกลองและฟังงานมิกซ์เพลง ประมาณนี้”

 

OK เข้าเรื่องรีวิวกันเสียที ผมจะพยายามสรุปจุดเด่นให้ครบกระชับสั้นหลีกเลี่ยงการใช้พรรณนาโวหารที่อ่านแล้วเข้าใจยากเช่น “หูฟังตัวนี้ฟังแล้วรู้สึกว่าเสียงเบสทุ้มสั่นประหนึ่งมังกรกำลังคลอดลูกอยู่ในอาณาจักรคาเมล็อต”หรือ “ในส่วนของเสียงแหลมนั้นมันช่างถี่ยิบดุจดั่งปีกนกฮัมมิ่งเบิร์ดตอนดูดน้ำหวานจากดอกไฮเดรนเยีย” นี่คือการรีวิว AirPods สั้นๆ จากทีมงานบิลบอร์ด ไทยแลนด์ ที่ว่ากันจากประสบการณ์ในการใช้งานจริงล้วนๆ เลยก็ว่าได้

1

 

ตอนที่ 1 : ในส่วนของการออกแบบ และ ฟังก์ชั่นต่างๆ

เริ่มต้นที่แพ็กเกจทุกอย่างดูเป็น Apple แบบที่ทุกคนรู้จัก คือ น้อยแต่น้อย (คนอื่นเน้นงานออกแบบน้อยแต่มาก ส่วน Apple นี่เปิดกล่องเมื่อไหร่เจอน้อยแต่น้อยทุกครั้งจริงๆ– ไม่ได้แปลว่าไม่ดีนะ ออกจะชอบเสียด้วยซ้ำ) ข้างในก็จะพบกับ 1)AirPods หนึ่งคู่ 2) กล่องใส่ AirPods ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า “เคส” ตามที่ Apple เรียกในคู่มือ 3) สาย Lightning – USB และ 4) คู่มือต่างๆ

2a

 

AirPods ทั้งสองอันถูกบรรจุอยู่ในเคสถ้าคุณยังไม่ทราบ เคสอันนี้ไม่ใช่ทำมาแค่เอาไว้เก็บสวยๆ แต่ยังทำหน้าที่เป็นเหมือน power bank ชาร์จไฟให้กับ AirPods ทุกครั้งที่เก็บ มีหลอดไฟเล็กๆ บอกสถานะชาร์จไฟ และมีปุ่มเล็กๆ ซ่อนไว้ข้างหลังชนิดที่ว่าถ้าไม่ตั้งใจมองคงไม่เห็น ในส่วนของเคสนี่ชอบมาก เล็ก ลื่น กะทัดรัด ขอบทุกด้านมนกลมใส่ลงกระเป๋าเหรียญของกางเกงยีนส์ได้ง่ายดาย ฝาเคสปิดเข้าหากันด้วยแม่เหล็ก และ AirPods ก็เสียบยึดเข้ากับเคสด้วยแม่เหล็ก เจ๋งดี เก็บหูฟังโคตรง่าย เอามาจ่อก็ดูด ฟรึ่บ!!! เข้าช่องเก็บของมันไปอย่างสวยงาม

2b

 

หยิบ AirPods ขึ้นมาจากเคสหลายคนได้เห็นหน้าค่าตาไปแล้วตั้งแต่งาน Keynote เดือนตุลาคมที่ผ่านมา ถามว่าสวยไหม? ตอบยากครับการที่จะบอกว่าอะไรสวยหรือไม่สวย มันขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนมองเสียมากกว่า AirPodsไม่ได้สวยแบบเป็นเอกฉันท์หรือ ดูทุเรศเหมือนรูปที่ถ่ายให้ดูตลกในอินเทอร์เน็ต สำหรับผมที่ได้ลองยัดเข้าหูแล้วส่องกระจกดูหนังหน้าตัวเอง ผมคิดว่าโอเค ไม่ได้แย่ ค่อนไปทางเฉยๆ เหมือนเวลาเห็นคนใส่หูฟัง Apple แล้วเราก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันสวยงามแปลกใหม่นั่นแหละคำตอบ ผมรู้สึกเหมือนเวลาเอา EarPods ที่สายขาดมาใส่เล่น คงเป็นเพราะ AirPods มันหน้าตาคล้ายของเดิมและเราก็เริ่มชินชากับงานออกแบบของ Apple ในระดับหนึ่งด้วยแล้วกระมัง– แต่คอนเฟิร์มครับว่ามันไม่ได้ดูแย่เหมือนที่กังวลกัน

3

 

ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คงเป็นเรื่องความ น้อยแต่น้อย ของ Apple ที่ตัดสินใจไม่ใส่ปุ่มอะไรให้กดเลยแม้แต่ปุ่มเดียวในหูฟัง…เนี่ย…เริ่มงงในความน้อยแต่น้อยของมันละ ทั้งชีวิตที่ใช้หูฟังบลูทูธมาอย่างน้อยก็ต้องมีปุ่มไว้กด เชื่อมต่อปะ? ซึ่งปรากฏว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่คิดในส่วนการใช้งานจริงดังนี้…

 

ตอนที่ 2 : การใช้งานจริง

ย้อนกลับมาที่ความน้อยแต่น้อยของหูฟัง นี่ไง คำถามแรกเลย “ในเมื่อ AirPods ไม่มีปุ่มสักกะปุ่มเดียว แล้วจะ pair มันเข้ากับ iPhone ได้ยังไง”ลองเปิดคู่มืออ่าน แล้วทำตามก็พบว่ามันมหัศจรรย์มาก ขั้นตอนทั้งหมดแค่เอาเคสมาวางใกล้ๆ  iPhone>เปิดฝาเคสออก>ก็จะมีหน้าจอขึ้นมาให้ pair เลย ว้าวววว>ต่อจากนั้นก็แค่กดปุ่มข้างหลังเคสค้างไว้เพื่อ pair ครั้งแรก >จบ!!! เชื่อมต่อแล้วอันนี้เจ๋งมากประทับใจ หลังเชื่อมต่อเสร็จก็มีข้อมูลทุกอย่างขึ้นบนจอ iPhone เช่น ปริมาณแบตฯ หูฟังแต่ละข้าง ปริมาณแบตฯ ของเคส มีส่วนไหนชาร์จไฟอยู่หรือเปล่า

4

 

เข้าเรื่องต่อ ลองเปิดเพลงฟัง ทุกอย่างเวิร์คมาก จนกระทั่ง…

เอาหูฟังออกข้างนึงปุ๊บ เพลงดับ เอ๊ะ ฉลาดนี่ รู้ด้วยว่าหูฟังหลุด มีการหยุดเล่นเพลงให้ด้วย แต่เดี๋ยวนะ! ประเด็นคือไม่ได้อยากให้หยุดเพลงเนี่ยสิ ผมอยากฟังเพลงด้วยหูข้างเดียวนี่หว่า ทำไงอะ?—– งมอยุ่ห้านาที —– ก็พบว่าปิดฟังก์ชั่น Automatic Ear Detection ได้ไม่ยาก //อันนี้ได้ โอเค สบาย ให้ผ่าน จนกระทั่ง…

5

 

เอ… เพลงดังไปแฮะ จะหรี่เสียงเพลงยังดีเนี่ย (อย่าลืมนะครับว่าตัวหูฟัง AirPodsอันนี้ไม่มีปุ่มอะไรเลยแม้แต่ปุ่มเดียว) ทำไงดีอะ —– งมอยู่อีกห้านาที —– ก็พบว่าวิธีที่จะใช้เพิ่ม/ลดเสียงโดยที่ไม่ต้องควักมือถือออกมาสามารถทำได้โดยการแตะหูฟังสองครั้งเพื่อเรียก Siri ขึ้นมา จากนั้นก็พูดว่า “เพิ่มเสียง” หรือ “ลดเสียง”ผ่านไมค์ที่ AirPods สิริก็จะไปจัดการให้ // เฮ้ย! อันนี้ไม่ได้ ไม่โอเค ไม่สบาย ไม่ให้ผ่าน ผมเลือกเปลี่ยนการตั้งให้การแตะหูฟังสองครั้งเป็น Play/Pause ทันที พบว่าชอบแบบนี้มากกว่า แล้วถ้าจะเพิ่ม/ลดเสียงก็เอานิ้วกดปุ่ม +/- ตรงขอบ iPhone เอาละกัน (ตัวอย่างแปลกๆ ที่เกิดขึ้นจากวิธีข้างต้นคือ ผมพูดว่า หรี่เสียง สิริฟังคำว่า หรี่เสียง เป็น รีเสียง แล้วก็ทำการค้นผลลัพธ์คำว่า เสียง มาให้ ซึ่งแบบว่า… เฮ้ย สิริใจเย็นๆนะ กูแค่จะหรี่เสียงนะ)

เอ… อยากข้ามเพลงจัง ทำไงอะ—– งมอยู่อีกห้านาที —–ไม่มี! ทำไม่ได้ เพราะว่าปิดระบบเคาะสองครั้งเรียก Siri ไปแล้วไง /me ควัก iPhone ออกมาไถจอเปลี่ยนเพลง พลางคิดในใจว่า มันก็ไม่ได้ลำบากขนาดนั้น เราอาจจะแค่ติดนิสัยจากการใช้ปุ่มรีโมทบนสายของ EarPod ทำทุกอย่างที่ว่ามาก็เป็นได้

สรุปง่ายๆ ฟังก์ชั่นทุกอย่างทำงานได้ดี การ pair เพื่อใช้ครั้งแรกง่ายและมหัศจรรย์มาก ไม่ชอบแค่มันไม่ตอบสนองความคุ้นชินที่เราเคยควบคุมการเล่นเพลงทุกอย่างได้จากรีโมทบนสายหูฟัง EarPod เท่าที่นึกออกก็ เพิ่ม/ลดเสียงเปลี่ยนเพลงไป/กลับ กรอเพลงไป/กลับ ผมไม่คิดว่าการต้องทำฟังก์ชั่นเหล่านั้นผ่านการคุยกับสิริมันจะเวิร์คจริงๆนะ

6

 

หมายเหตุเพิ่มเติมไว้ย่อหน้านี้เรื่องที่หลายคนกังวลว่ามันจะหลุดง่ายหรือเปล่า? ผมใส่ AirPods แล้วทดสอบด้วยการสะบัดหัวเต็มแรง พบว่ามันกระเด็นหลุดนะ ทั้งๆ ที่หลายคลิปในอินเทอร์เน็ตทำแล้วไม่หลุด ให้หลายๆ คนรอบตัวลองสะบัดก็ไม่หลุด ไม่แน่ใจว่าโครงสร้างหูของผมอาจจะหลวมไปไม่ฟิตกับ AirPods อย่างไรเหมือนกัน แต่สำหรับผมเจอแบบนี้มีโอกาสทำหายสูงมากเลยครับ

 

ตอนที่ 3 : เสียง

เชื่อว่าย่อหน้านี้จะอ่านจบเร็วมาก กล่าวคือ เสียงดีในแบบของหูฟัง Apple นั่นแหละครับ คาแรกเตอร์เสียงเป็นไปในโทนเดียวกัน ทุกอย่างฟังดูธรรมชาติ เบสไม่ลึกมาก กลางกับแหลมสะอาดๆ เสียงย่านร้องชัดเจน ฟังเพลิน ไม่ล้าแก้วหู ระยะการทำงานของบลูทูธดีงาม เดินออกไปนอกห้องไม่พบว่ามีสัญญาณขาดหาย – จบ – มันสั้นเพราะว่ามันดีในแบบที่เราคาดหวังไว้จากหูฟัง Apple จริงๆนั้นแหละ ก็เลยไม่มีอะไรต้องอธิบายให้มากความ

7

ขอบคุณรูปจาก businessinsider.com เนื่องจากไม่ได้มั่นใจในหน้าตาตัวเองขนาดนั้น

 

ตอนที่ 4 : สรุป

เหมาะกับคนที่รัก Apple เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ชอบคาแรกเตอร์เสียงหูฟังแบบ Apple อยู่แล้ว คุณชอบการฟังเพลงจาก Apple Music บน iPhone และกำลังจะซื้อหูฟังใหม่มาใช้ (เนื่องจาก iPhone 7 เอารูเสียบแจ็คหูฟังออกไป) คุณจะลองพิจารณาสอย AirPods มาเล่นก็เป็นได้ คุณอาจจะชอบระบบที่สั่งงานทุกอย่างผ่าน Siri ก็เป็นได้ อย่างน้อยแนวคิดเรื่องเคสใส่หูฟัง Apple ก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว ส่วนใครใช้มือถือ Android ซึ่งไม่มี Siri ไว้รองรับฟังก์ชั่นต่างๆ หูฟังอันนี้อาจจะยังไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับโทรศัพท์คุณ ภายใต้งบประมาณที่จำกัดครับ

8
9

 

Story by: เอม – ธิติพันธุ์ อนะวัชพงษ์ (มือกลอง Slur)