6-900

เป็นเวลากว่า 10 ปีบนถนนสายดนตรีร็อคที่ Retrospect ค่อยๆ เดินทีละก้าวไปสู่เป้าหมาย จากจุดเริ่มต้นที่พวกเขาทำอัลบั้มอีพี และเริ่มสร้างตัวตนให้แข็งแกร่งและชัดเจนในแนวทาง จนกลายเป็นวงดนตรีในซีนอันเดอร์กราวนด์ที่น่าจับตามองเป็นลำดับต้นๆ ในยุคนั้น สู่การโลดแล่นในวงการดนตรีร็อคเมนสตรีมกับ 3 สตูดิโออัลบั้มไม่ว่าจะเป็น Unleashed (2007), Rise (2008) และ The Lost Souls (2010) ที่ทำให้ชื่อของ Retrospect กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่ใช่แค่เพียงในบ้านเรา พวกเขายังออกเดินทางสู่ต่างแดนเพื่อไปโชว์ศักยภาพของวงดนตรีร็อกเมืองไทยให้ทั่วโลกได้เห็นหลายต่อหลายครั้ง ทั้งเทศกาลดนตรี Wacken Open Air ณ ประเทศเยอรมัน เมื่อปี 2009 รวมถึงกลายเป็นวงขวัญใจคอร็อคไต้หวันกับโชว์สุดมันบนเวที Heartown Festival หลายปีติดต่อกัน แต่ภายใต้ภาพความสำเร็จอันสวยหรูก็เต็มไปด้วยคำถามที่ว่า เมื่อไหร่เราจะได้ฟังอัลบั้มเต็มชุดใหม่จาก Retrospect เสียที หรือพวกเขาจะเปลี่ยนระบบการทำงานมาเป็นการออกซิงเกิ้ลเพียงอย่างเดียวแล้ว แน็ป-ชนัทธา สายศิลา (ร้องนำ), เบิร์ธ-ศุทธิพันธ์ สังข์ยุทธ (กลอง), บอม-ณพวัชร คชาชีวะ (เบส), รัน-ศรัณย์เขษ เจริญสรรพ์ (ซินธิไซเซอร์, คีย์บอร์ด) และ น็อต-ธนพล ศรีกาญจนา (กีตาร์) 5 สมาชิกแห่ง Retrospect จึงขอตอบคำถามนั้นด้วยการปล่อยสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 4 ที่พวกเขาใช้ชื่อว่า Pathfinder ซึ่งมาพร้อมเพลงทั้งหมด 15 แทร็ค, โฟโต้บุ๊ก และโปสเตอร์ไซส์บิ๊ก ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกอย่างชัดเจนและแน่วแน่ว่า พวกเขาไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ รวมถึงยังคงหาหนทางและสิ่งใหม่ๆ ให้กับดนตรีและเหล่าสาวกของพวกเขาอยู่เสมอ และก่อนที่ในวันพรุ่งนี้ (พุธที่ 26 เมษายน 2017) งานแฟนมีตติ้งเปิดอัลบั้ม Pathfinder จะเกิดขึ้น ณ ตึก GMM Grammy Place บิลบอร์ด ไทยแลนด์ ก็มีเรื่องราวเจาะลึกถึงที่มาที่ไปและความน่าสนใจของอัลบั้มใหม่ในรอบ 7 ปีของ Retrospect มาฝาก รวมถึงเหตุผลที่ว่า เหตุใดพวกเขาจึงตัดสินใจไม่วางจำหน่ายอัลบั้มนี้ที่ร้านขายซีดีทั่วไป มีเพียงผู้ที่สั่งพรีออเดอร์ผ่านระบบออนไลน์เท่านั้นจึงจะเป็นผู้มีสิทธิ์ครอบครอง ส่วนใครที่กำลังกังวลว่า ซาวนด์อันดุดัน หนักหน่วงของ Retrospect จะค่อยๆ จางหายไป เราก็มีคำตอบมาให้คุณเช่นกัน


เหตุใดอัลบั้ม
Pathfinder จึงทิ้งช่วงจากอัลบั้มที่แล้วนานถึง 7 ปี?
บอม: มันเป็นเรื่องของระบบการทำงานด้วย คือมันเป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงจากระบบที่เป็น physical ไปสู่ดิจิตัลอย่างแท้จริง ซึ่งในจังหวะนั้นทั้งตัวเรารวมถึงผู้ใหญ่ของทางค่ายก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะเดินต่อไปอย่างไรในวันข้างหน้า จะทำซีดีออกมาอีกไหม หรือว่าจะออกเป็นซิงเกิ้ล ซึ่งช่วงนั้นพวกเราก็ตัดสินใจจะทำเป็นซิงเกิ้ลกัน แต่ท้ายที่สุดแล้วเราก็คิดว่า อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญสำหรับแฟนเพลงหรือแม้กระทั่งตัววงเองก็คือการที่เรามีซีดีที่จับต้องได้ เป็นหลักไมล์ของวงว่า เรามาถึงจุดนี้แล้วนะ ไม่อย่างนั้นทุกอย่างก็จะอยู่บนเมฆหมด เราไม่รู้เลยว่าเราเดินทางถึงไหนกันแล้ว ซึ่งจริงๆ Retrospect ก็ไม่ได้หายไปเลย 7 ปี ระหว่างนั้นก็ยังปล่อยเพลงออกมาเรื่อยๆ ปีละเพลงหรือ 2 เพลงก็แล้วแต่ ซึ่งเราก็นำเอาซิงเกิ้ลที่เคยปล่อยไปแล้วมามิกซ์ใหม่ แล้วก็มีเพลงใหม่อีกกว่าครึ่งด้วยซ้ำ

ได้ชื่อ Pathfinder มาได้อย่างไร?
บอม: ได้มาจากการทำงานของพวกเรานี่แหละ ทั้งๆ ที่เราเองก็อยู่ตรงนี้มา 10 กว่าปีแล้ว แต่เนื่องด้วยระบบธุรกิจ ระบบการทำงาน หรือแม้กระทั่งการที่มี รัน เข้ามาเพิ่มเป็นสมาชิกใหม่ของวงอีกคน มันทำให้ทุกอย่างต้องเกิดการหาหนทางใหม่ ทุกอย่างมันใหม่หมดสำหรับพวกเรา คำว่า Pathfinder แปลได้ว่า ผู้แสวงหาเส้นทางใหม่ หรือเป็นผู้บุกเบิกทาง ก็คิดว่าชื่อนี้เหมาะดี ซึ่งพวกเราก็สามารถเชื่อมโยงกับชื่อนี้ได้ในหลายมิติ ยกตัวอย่างเช่น การที่เราเดินทางไปเล่นคอนเสิร์ตที่ต่างประเทศ ในที่ที่เป็นเฟสติวัลของเขาจริงๆ คนที่มาดูก็เป็นคนต่างชาติในประเทศนั้นๆ เราก็รู้สึกว่า เราก็เป็นส่วนหนึ่งในการปูทางให้กับเพลงไทยให้เป็นที่รับรู้ของเวทีโลกนะ หลังจาก Retrospect ได้ไปเล่น ก็มีวงเพื่อนๆ น้องๆ หลายวงได้ไปต่อจากเรา เห็นแล้วก็มีความสุขมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอะไรบางอย่าง หรือในส่วนของการทำงานที่เราต้องพยายามพัฒนาตนเอง พยายามเข้าใจวิธีการทำงานในระบบใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ เหมือนเราต้องเขียนวิธีการทำงาน และพยายามหาหนทางที่เป็นของเราให้ได้

A3_Poster-Retrospect-Album_900

ยากไหมกับการปรับตัวกับสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดในวงการ?
บอม: คือ Retrospect เป็นวงดนตรีที่ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ จึงไม่ใช่เรื่องยาก ทุกคนน่าจะมองเห็นว่า ในทุกอัลบั้มเรามีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด จะมีการพัฒนาตนเองในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอยู่เสมอ การที่เราอยู่บนทางเดินนี้มันไม่ยากหรอก แต่การจะไปต่อจากตรงนี้ จะต้องทำอย่างไรล่ะ ตรงนั้นน่ะยากกว่ามาก ซึ่งทางวงเองก็ยังสู้ ยังหาหนทางในทุกวันนี้ ยังคงเป็น pathfinder กันอยู่

หลายคนคงสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในเรื่องของซาวนด์จากซิงเกิ้ลที่ปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ แล้วในอัลบั้มเต็มล่ะ แฟนเพลงจะได้รับรสชาติอะไรใหม่ๆ จากพวกคุณบ้าง?
บอม: เครื่องดนตรีหลายๆ ชิ้นที่นำมาอยู่ในอัลบั้มนี้ เราก็ไม่เคยใช้งานมันมาก่อน อย่างเช่นเครื่องดนตรีไทย หรือเครื่องดนตรีประหลาดๆ หลายอย่าง

เครื่องดนตรีไทยกับ Retrospect?
บอม: ใช่ รวมไปถึงศิลปินไทยเก่งๆ หลายๆ ท่านที่มาช่วยเรา ทั้งในกระบวนการทำงาน บางคนมาฟีทเจอริ่ง บางคนมาช่วยอัด มาช่วยร้องประสาน นอกจากนั้นก็ยังมีศิลปินต่างชาติที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในศิลปินระดับโลกของยุคใหม่มาร่วมงานด้วย ซึ่งต้องไปดูกันเอาเองในอัลบั้มนะครับว่าเขาเป็นใคร (หัวเราะ) อย่างที่ผมบอกไป มันใหม่มากสำหรับวงเรา ไม่ว่าจะเป็นการทำงานกับชาวต่างชาติ หรือการทำงานข้ามโลก สมัยก่อนมันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะเอาใครสักคนมาฟีทเจอริ่ง เราต้องส่งตั๋วเครื่องบินไปให้เขา ต้องมานั่งคุยกันนู่นนี่นั่น แต่เดี๋ยวนี้เราต้องปรับตัวตามเทคโนโลยี เราต้องใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ โอเค เราอาจจะเคยรู้จักกันมาก่อน แต่วันที่เราทำงานร่วมกัน เราอาจจะไม่ต้องเจอหน้ากันก็ได้ เราคุยกันผ่านโซเชียลได้ บอกเขาได้ว่าเราต้องการเพลงประมาณไหน เราส่งไฟล์เพลงไป เขาส่งไฟล์ของเขากลับมา อะไรทำนองนี้

1-900
5-900

บอม-ณพวัชร คชาชีวะ และ เบิร์ธ-ศุทธิพันธ์ สังข์ยุทธ

ในด้านเรื่องราวที่ถ่ายทอดออกมาล่ะ มีความเปลี่ยนแปลงเยอะไหม?
แน็ป: สำหรับพัฒนาการในส่วนนี้น่าจะเป็นเรื่องของการก้าวข้ามความคิดไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เพราะว่าผมไม่เคยเขียนเพลงในมุมที่เกี่ยวกับการมองสังคมออกไปไกลๆ เช่น มุมมองที่มีต่อการอนุรักษณ์ทรัพยากรโลก มันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยคิดและทำมาก่อน แต่ลองสังเกตดูสิ ตำนานวงร็อคสมัยก่อน ทุกวงจะมีเพลงอนุรักษ์โลก 1 เพลง นึกออกไหมครับ เราลองมานึกถึงจุดนั้น เออ… สิ่งเหล่านี้มันขาดหายไปว่ะ แล้วเราก็ไม่ได้ฟังเพลงแบบนี้มานานแล้ว
บอม: เพลงไทยที่ได้ยินครั้งสุดท้ายคือ (ร้องเพลง) ‘ให้โลกเราสวย พวกเรามาช่วยกัน’ นั่นคือ 25 ปีผ่านมาแล้วมั้ง
แน็ป: (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่า เราน่าจะทำอะไรให้กับโลกใบนี้สักอย่าง ก็เลยเขียนเพลงในเชิงลักษณะนี้ รวมถึงหลายๆ เพลงก็จะพูดถึงแรงบันดาลใจในการต่อสู้หรือการใช้ชีวิต ถ้านึกไม่ออก ลองนึกถึงเรื่องราวของพระมหาชนกที่ว่ยน้ำข้ามฝั่ง ต้องต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ นานา ก็ได้ออกมาเป็นธีมของหลายๆ เพลง แต่ก่อนถ้าผมคิดอะไรไม่ออก ผมก็จะดิ่งเข้าไปสู่เรื่องของความรักที่บีบกดสักหน่อย แต่ช่วงหลังๆ มานี้ผมกลับนึกถึงเพื่อน เรามองย้อนกลับไปนึกถึงการสูญเสีย ไม่ใช่แค่ความรักที่สูญเสียนะ แต่เป็นเรื่องของความตาย การแยกจากกัน ซึ่งมันเป็นเรื่องที่จริงมากๆ อัลบั้ม Pathfinder ถือเป็นการทดสอบผมในหลายรูปแบบเหมือนกัน ถือว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่

แล้วความหนักหน่วง ดุดันสไตล์ Retrospect ล่ะ หลายคนกังวลว่าจะไม่ได้ยินอีกแล้ว?
บอม: ผมกล้าพูดเลยว่า อาจจะหนักกว่าอัลบั้มผ่านๆ มาทั้งหมดด้วยซ้ำ หลายๆ เพลงในอัลบั้มนี้ทั้งยากกว่า เร็วกว่า หนักกว่า รัวกว่า ว้ากเยอะกว่า คือต้องไปฟังกันในอัลบั้ม เพราะเรียกได้ว่าเพลงที่โปรโมตกับเพลงในอัลบั้มเหมือนเพลงหน้า A หน้า B เลยก็ว่าได้

สมาชิกใหม่อย่าง รัน ทำให้พาร์ตของเสียงสังเคราะห์เข้ามามีบทบาทอย่างไรในอัลบั้มนี้?
รัน: บอกเลยว่าเซอร์ไพรส์แน่ๆ ครับ ซึ่งมันจะมีบทบาทพอๆ กับความหนักหน่วง เป็นสิ่งที่เสริมเข้ามาทำให้เกิดความรู้สึกโมเดิร์นในตัวเพลง อย่างซินธิไซเซอร์ก็จะมีเสียงแปลกๆ มีความร่วมสมัยในยุคปี 2016-2017 ที่เราได้ยินกัน อาจจะมีลักษณะของซาวนด์แบบ EDM สอดแทรกเข้ามาอยู่บ้าง อยากให้ลองฟังเหมือนกันครับ

3-900

แน็ป-ชนัทธา สายศิลา

เราทราบมาว่า พวกคุณวางจำหน่ายอัลบั้ม Pathfinder จากการพรีออเดอร์เท่านั้น และหลังจากนี้ก็จะไม่มีวางขายตามร้านซีดีทั่วไป เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?
บอม: คือพวกเราเคยทำอัลบั้มในรูปแบบลิมิเต็ด อิดิชั่นมาแล้ว พอถึงจุดหนึ่งมันก็เป็นแค่การปล่อยอัลบั้มออกมา ซึ่งเราก็ไม่รู้ด้วยว่าขายหมดหรือเปล่า แต่ตรงนั้นมันไม่สำคัญหรอก สำคัญที่ว่า บางทีถ้าสมมติว่ามันขายหมด บางคนที่รักเราแทบเป็นแทบตายเขาซื้อไม่ทันจริงๆ แต่สำหรับวิธีนี้ เรากระจายข่าวให้คนรู้จริงๆ ว่า เราเปิดพรีออเดอร์อัลบั้มนะ ผมว่าอย่างไรก็ทันแน่นอน แค่ขอให้อยู่ในเวลาที่กำหนดไว้ เพราะสุดท้ายแล้วมันก็ใช้วิธีการทำงานร่วมกับทางฝ่ายผลิตที่เหมือนกัน เรามีเดดไลน์ที่เราต้องทำงาน ส่งงานให้เขา เพียงแต่ว่าตอนนี้เรารู้จำนวนที่แน่นอน แล้วทุกคนที่เขารักเรา ต้องการเราจริงๆ เขาจะได้มันไป พอมองอย่างนั้นมันยิ่งทำให้อัลบั้มมีคุณค่ามากขึ้น ซีดีทุกแผ่นผลิตมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ ไม่ได้ผลิตมาเพื่อวางไว้ที่ชั้นวางขายแผ่นซีดี ซึ่งอาจจะเป็นตาสีตาสาหรือใครก็ได้ที่มาซื้อ แต่อัลบั้ม Pathfinder มันเพื่อคุณเลยนะ เพราะพวกคุณคือคนที่อนุมัติให้มันสามารถเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ได้ มันโค-รมีค่าเลย

พวกคุณมองว่านั่นคือช่องทางใหม่สำหรับการวางจำหน่ายซีดีในทุกวันนี้หรือในอนาคตหรือเปล่า?
แน็ป: ผมว่าสิ่งที่พวกเรากำลังพยายามทำกันอยู่ทุกอย่างคือ เราต้องการให้แฟนเพลงหรือคนรุ่นใหม่ก็ตามเห็นคุณค่าในชิ้นงานมากกว่าที่มันจะไปอยู่บนชั้นวางไหนก็ไม่รู้อย่างที่พี่บอมบอก หรือจะเป็นตามร้านสะดวกซื้อหรืออะไรก็ตามที่ไม่เกี่ยวกับเราเลย แล้วมันก็ไม่ได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของเราสักเท่าไหร่ ผมย้อนกลับไปนึกถึงตอนยุคที่เราทำอีพีขึ้นมา 150 แผ่น วันเวลาผ่านไปจนถึง ณ วินาทีนี้ แผ่นอีพีที่ว่าได้รับการตีราคาสูงถึง 4,500 บาทต่อแผ่นแล้ว สมมติว่าผ่านไป 20 ปี เราไม่มีทางรู้หรอกว่า อัลบั้ม Pathfinder ที่คุณถืออยู่มันจะกลายเป็นแผ่นที่มีค่ามากพอกับแผ่นอีพีหรือเปล่า แค่อยากให้ทุกคนมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่พวกเราทำ ส่วนมันจะมีความหมายต่อไปในอนาคตหรือเปล่า อันนี้ผมตอบไม่ได้

4-900
2-900

น็อต-ธนพล ศรีกาญจนา และ รัน-ศรัณย์เขษ เจริญสรรพ์

อีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ ในช่วงเวลาเดียวกันก็คือ พวกคุณลุกขึ้นมาทำเพลงฟังสบายร่วมกับ Sweet Mullet?
แน็ป: คือทั้ง 2 วงก็มีเพลงมาพอสมควรแล้ว อีกอย่างคือในช่วงเวลาที่ผ่านมาเราใช้ชีวิตกันหนักมาก ร็อคเมทัลกันแบบจ๋าๆ เราโขกสับกับดนตรี ออกไปมอชพิตมาทั่วประเทศจนรู้สึกว่า เพลงที่เรามีไม่ว่าจะเป็นเพลงเร็วหรือช้า ถ้ามันทำให้ออกมาในรูปแบบอะคูสติก มานั่งร้อง ดีดกีตาร์โปร่งด้วยกันได้ มันก็จะน่าจะเป็นมุมมองใหม่สำหรับพวกเราทั้ง 2 วง ก็เลยได้โปรเจกต์นี้ขึ้นมามีชื่อว่า RTSM : Light Mode เราทำกันวงละ 10 เพลง คัดสรรทั้งเพลงเร็วเพลงช้า ไม่ได้มีแค่เพลงช้าแล้วก็มาทำเพลงช้าอีก ทำให้เพลงฟังสบายขึ้นในลักษณะที่สามารถเปิดในร้านหนังสือได้ เปิดในร้านกาแฟก็โอเค ซึ่งตอนนี้เรามีซิงเกิ้ลออกมาแล้วก็คือ ไม่มีเธอ เป็นเพลงโหมโรงเพลงแรกที่ Retrospect เคยทำให้เพลงร็อคได้อยู่ตามตู้คาราโอเกะแล้วทุกคนก็แหกปากร้องกันได้หมด มันน่าจะเป็นการรำลึกถึงความหลังที่ดีเหมือนกันนะ แฟนเพลงพวกเราก็โตขึ้นทุกวัน จากที่เคยเป็นเด็ก วันนี้เขาทำงาน แต่งงานแล้ว ถ้าวันหนึ่งเราอาจจะมีงานโชว์ในรูแบบอะคูสติก เราอาจจะมานั่งร้องเพลงกันแบบสบายๆ ไหม แทนที่เราจะไปวิ่งชนกัน มันก็น่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับแฟนเพลงยุคเก่าที่รู้สึกว่าไปวิ่งชนกับใครไม่ไหวแล้ว
บอม: ซึ่งโปรเจกต์ RTSM : Light Mode จะปล่อยออกมาให้ฟังกันเต็มๆ ทั้งอัลบั้มในช่วงเดือนพฤษภาคมครับ อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะบอกคือ หลังจากนี้ Retrospect จะปล่อยชิ้นงานค่อนข้างรัวมาก หลังจากก่อนหน้านี้ปีสองปีปล่อยเพลงหนึ่ง รวมถึงโปรเจกต์พิเศษอีกมากมายที่รออยู่

รวมถึง RTSM Festival ด้วยหรือเปล่า?
บอม: ตอนนี้ยังคอนเฟิร์มไม่ได้ แต่แอบกระซิบบอกว่า มีอะไรที่มันใหญ่กว่านั้นรออยู่ ทั้งน่าสนุก น่าตื่นเต้นมากๆ และรับรองว่ามันจะสดใหม่เสมอแน่นอน

ย้อนกลับมาที่โปรเจกต์ RTSM : Light Mode สักนิด มันมีความยากง่ายอย่างไรในนำเพลงหนักๆ มาเรียบเรียงให้ฟังสบายมากขึ้น?
บอม: โปรเจกต์นี้เรามอบหน้าที่ให้ รัน ดูแลอยู่พอสมควร มีทั้งหมด 5 เพลงที่ให้เขาเป็นเฮดเลย ให้ รัน ลองตีความดู อยากให้เขารู้สึกว่า เขาเป็นส่วนหนึ่งของวงจริงๆ อีกอย่างคือ เพลงเหล่านี้ ผม แน็ป เบิร์ธ และน็อตเคยทำมันสำเร็จไปแล้วด้วย
รัน: จริงๆ ผมว่าตัวเพลงมันค่อนข้างป๊อปอยู่แล้ว คือถ้าถอดเครื่องดนตรีออกเหลือแค่เมโลดี้ร้อง แล้วลองจินตนาการว่าเป็นเพลงฟังสบายๆ แบบไม่มีว้ากเข้ามาก็สามารถทำได้ หรือจะเอาอะไรมาเติมให้เป็นซีนดนตรีป๊อป เป็นอะคูสติกกีตาร์ หรือจะเป็นสตริงหม่นๆ ก็ได้เหมือนกัน ก็เลยรู้สึกว่าค่อนข้างไม่ค่อยเป็นปัญหาเท่าไหร่

7-900

Retrospect

พวกคุณมองว่าอัลบั้ม Pathfinder จะสร้างสิ่งใหม่ให้กับวงการดนตรีบ้านเราได้ในรูปแบบไหนบ้าง?
บอม: ผมคาดหวังว่าอัลบั้มชุดนี้จะเป็นประตูที่เปิดให้ใครหลายคน รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่ได้ลงลึกหรือเข้าใจเพลงร็อค ให้หันมามองเพลงร็อคมากขึ้นอย่างที่อัลบั้มก่อนๆ เคยทำไว้แค่นั้นเอง ไอ้เรื่องยอดขายหรือว่ามันจะต้องประสบความสำเร็จหรือเปล่าไม่เคยอยู่ในหัว ไม่เคยเอามาใส่ใจอยู่แล้ว เราประสบความสำเร็จตั้งแต่วันที่อัดเพลงเสร็จแล้ว เราได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำ เราทำออกมาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลังจากนั้นมันไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะต้องไปมองแล้ว หน้าที่ของศิลปินคือสร้างผลงาน สร้างสิ่งที่ตัวเองรัก แล้วก็ทำมันต่อไป ไม่ใช่สร้างเพื่อรอคอยให้อะไรสักอย่างมันเกิดขึ้นหรือคาดหวังความสำเร็จ ถ้าจะให้หวังอะไรจริงๆ ก็คงหวังแค่ว่ามันจะสามารถเปิดประตูสักบานของใครสักคนได้ ใครจะไปรู้ล่ะว่า อาจจะเป็นลูกคุณยายสักคนที่อยู่ต่างจังหวัด ซึ่งวันนี้เขาได้ฟังอัลบั้ม Pathfinder ในอนาคตเขาอาจจะเป็นพี่ตูน Bodyslam (อาทิวราห์ คงมาลัย) คนต่อไปก็ได้ และถ้าเราทำให้คนแบบนั้นเกิดขึ้นบนโลกใบนี้หรือในประเทศของเราได้ ผมว่ามันประเสริฐที่สุดแล้ว
น็อต:
เพลงทุกเพลงมีความหมายของมันอยู่แล้ว ถ้าเนื้อร้องไม่ได้ตรงกับชีวิตจริง แต่ความสุขที่เขาได้รับจากเพลงของพวกเรา ผมว่ามันเป็นอะไรที่สุดยอดมากๆ แล้ว
เบิร์ธ: อยากให้เพื่อนๆ ทุกคนที่กำลังอ่านบทสัมภาษณ์นี้อยู่มีความสุขกับการเสพผลงานศิลป์ชิ้นนี้ครับ
รัน: ส่วนผมก็หวังว่าว่า ประตูของอัลบั้ม Pathfinder จะนำพาทุกคนไปสู่สิ่งใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้กับ Retrospect นะครับ
แน็ป: ผมรู้สึกว่าอัลบั้มนี้ เปรียบเสมือนว่าพวกผมเดินไปตบไหลเพื่อน เพื่อนที่เป็นศิลปินด้วยกัน เข้าใจว่าช่วงนี้ทุกคนเหนื่อยหมด ล้ากับวงการที่เปลี่ยนไปทุกสัปดาห์ ต้องใช้คำว่าสัปดาห์เพราะมันมีอะไรใหม่ๆ เข้ามาให้ดูทุกวัน ศิลปินปล่อยซิงเกิ้ลสัปดาห์หนึ่งไม่รู้กี่วงต่อกี่วงจนไม่รู้ว่าจะจับจุดตรงไหนกันแล้ว แต่ก็อยากให้มองเห็นว่า อย่างน้อยก็ยังมีวงดนตรีเล็กๆ วงนี้ที่ยังสู้ ยังยืนยันที่จะเล่นเพลงร็อคในแบบที่เราเป็นอยู่ ฉะนั้น เพื่อนๆ ที่รู้สึกว่า เฮ้ย เหมือนกำลังจะหลงทิศทาง เรามาตบไหล่เพื่อนแล้วนะ เรายังทำอยู่ ยังสู้อยู่นะ และเชื่อว่าเพื่อนๆ ก็ยังจะสู้ไปพร้อมกับพวกเรา ถ้าทุกคนสู้และลุกขึ้นมากันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ผมเชื่อว่าอย่างไรเสีย วงร็อคก็ไม่ตาย และยังยืนหยัดอย่างแข็งแรงอยู่ได้แน่นอน

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Purin A.