1

 

The Great Stalacpipe Organ เป็นชื่อเครื่องดนตรีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก กล่าวคือ 14,000 ตารางเมตร หรือประมาณ 2 สนามฟุตบอล และการที่ชื่อมันลงท้ายด้วยคำว่า ‘ออร์แกน’ ก็ทำให้พอนึกภาพคร่าวๆได้ว่า อืม คงมีคีย์ให้กดเหมือนเปียใน คงมีแป้นเอาไว้ให้เท้าเหยียบคล้ายออร์แกนในโบสถ์ และคงมีท่ออะไรสักอย่างสูงๆขึ้นไปถึงเพดาน ซึ่งก็ไม่รู้หรอกว่ามันคือท่ออะไร แต่เวลามีฉากร้องเพลงในโบสถ์มันมักจะมีความอลังการของท่อนี้ให้เห็นอยู่เรื่อยๆ

2

 

ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการมโนกันไปเองว่าหน้าตาของมันเป็นแบบไหน ก่อนที่เราจะพาไปทัวร์เครื่องดนตรีชิ้นนี้โดยการโชว์รูป วาดลูกศรชี้ๆ วงกลมแดงๆ แล้วก็จบบทความไปเหงาๆ เราจึงขออนุญาตปรับความเข้าใจพื้นฐานของเครื่องดนตรีให้ได้อ่านโดยสังเขปกันก่อนสักนิด เริ่มต้นด้วย

 

ค.ศ.1914 นักดนตรีวิทยา Hornbostel และ Sachs จัดแบ่งกลุ่มเครื่องดนตรีต่างๆของโลกออกเป็น 4 กลุ่ม ด้วยวิธีการให้กำเนิดเสียงของเครื่องดนตรี วิธีนี้กลายเป็นระบบที่ใช้กันสากลที่สุดในปัจจุบัน เขาแบ่งตามนี้ 1)กลุ่มเครื่องกระทบ 2)กลุ่มเครื่องหนัง 3)กลุ่มเครื่องสาย 4)กลุ่มเครื่องลม และ 5)กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า – ซึ่งเราจะพูดถึงแค่กลุ่มที่ 1)กลุ่มเครื่องกระทบ เพราะเกี่ยวข้องกับ The Great Stalacpipe Organ โดยตรง

4

 

นิยามง่ายๆของ 1)กลุ่มเครื่องกระทบ (Idiophones) คือ เครื่องดนตรีที่มีเสียงเกิดขึ้นในตัวเองจากการ เคาะ ตี ทุบ ขูด ดึง หรือ เขย่า ตัวอย่างเครื่องดนตรีในหมวดนี้ก็เช่น ระนาด ฆ้องวง ไซโลโฟน นิ้งหน่อง สามเหลี่ยม กรับ ฉาบ โต๊ะ เก้าอี้ มือตบ ตีนตบ หัวเพื่อน และ Lithophone (ยกเว้นกลอง เพราะกลองจัดอยู่ในหมวดเครื่องหนัง ฟังดูเหมือนย้อนแยง แต่จริงๆแล้วก็มีเหตุผลของเขาอยู่)

5

 

นี่ไง มันยากตรงนี้แหละ ที่ต้องอธิบายมายืดยาวทั้งย่อหน้านี้ก็เพื่อจะบอกว่า The Great Stalacpipe Organ ที่ได้ชื่อว่าเป็นเครื่องดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกเนี่ย มันคือ Lithophone แล้ว Lithophone แปลว่าอะไร เอาง่ายๆ คือ ระนาดคือเอานวมตีลูกระนาดที่ทำจากไม้ ฆ้องวงคือเอานวมเคาะไปบนฆ้องที่เป็นโลหะ ส่วน Litho แปลว่าหิน ดังนั้น คือ Lithophone เครื่องดนตรีที่เอา หิน มาวางเรียงๆกันแล้วเคาะให้เกิดเสียงนั่นแหละ สรุปอีกครั้งว่า ไอ้เจ้า The Great Stalacpipe Organ สร้างเสียงจากการเคาะหิน – ซึ่งมันจะไม่แปลกเลย ถ้าหินที่เครื่องดนตรีอันนี้เคาะ ไม่ใช่ หินงอกหินย้อยซึ่งตั้งอยู่ในถ้ำตามธรรมชาติ!!!

6

 

The Great Stalacpipe Organ ถูกออกแบบและก่อสร้างในปี 1956 โดย Leland W. Sprinkle ในถ้ำ Luray รัฐเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา วิธีการก็คือ เขาเดินเข้าถ้ำไปไล่เคาะหินงอกหินย้อยทีละอันเพื่อเทียบเสียงกับส้อมเสียง เคาะไปทิ้งสิ้น 2500 อัน เลือกมาใช้จริง 37 อัน เจียรหินทิ้งบางส่วนเพื่อปรับจูนเสียงให้ตรงมาตรฐาน จากนั้นก็ติดตั้งลูกยางที่เอาไว้เคาะหิน และเดินสายไฟทั้งหมดมารวมกันที่แท่นคีย์บอร์ดตรงกลางถ้ำ หลังจากนั้น เมื่อเขากดคีย์ไหนลงไป สัญญาณไฟฟ้าก็จะวิ่งไปสั่งให้ลูกยาง “เคาะ” แท่งหินอันนั้นได้เป็นเป็นเสียงที่จูนทิ้งไว้ให้ตรงคีย์แล้ว ดังนั้นขนาดเครื่องดนตรีทั้งหมดของอันนี้ก็เรียกได้ว่าใหญ่พอๆกับถ้ำที่มันตั้งอยู่นั่นเอง (ทวนขนาดอีกรอบ 14,000 ตารางเมตร หรือประมาณ 2 สนามฟุตบอล)

7

 

หลังจากสร้างเครื่องนี้เสร็จ Leland W. Sprinkle ก็ปฏิบัติหน้าที่เป็นคนเล่นเครื่องดนตรีชิ้นนี้ต่ออีก 30 ปี ก่อนที่จะใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ตั้งโปรแกรมให้เล่นเองอัตโนมัติในปัจจุบัน เขาเคลมว่าถึงแม้แท่งหินแต่ละอันจะอยู่ไกลกันและกินบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล แต่ว่าทุกคนในถ้ำได้ยินเสียงดังฟังชัดเท่ากันทุกเสียงแน่นอน อ๋อ… ทั้งหมดที่ว่ามาเนี่ย เขาได้รับอณุญาตจากรัฐบาลเป็นลายลักษณ์อักษรเรียบร้อยก่อนที่จะลงมือทำนะ ไม่ใช่เดินดุ่มๆเข้าไปเจียรหินทิ้งนี่โดนจับโทษฐานบุกรุกอุทยานแห่งชาติทันที

8a

 

ลองฟังเสียงดูได้ แต่ไม่เหมือนออร์แกนที่เป็นท่อลมในโบสถ์หรอก บอกแล้วว่าเครื่องนี้คือเครื่องเคาะหิน

 

ถ้าถามว่ามันหน้าตาเหมือนออร์แกนที่เห็นในหนังบ่อยๆไหม? คำตอบก็คือ ตัวเครื่องที่เดินเข้าไปเล่นหน้าตาเหมือนออร์แกน มีคีย์ไว้ให้นิ้วกด  มีแป้นไว้ให้เท้าเหยียบ แต่วิธีการให้กำเนิดต่างกับออร์แกนโดยสิ้นเชิง ไม่ได้มีท่อลม ไม่มีการตกแต่งอะไรเพิ่มเติมมากมาย เป็นแค่ลูกยางเคาะหินตามคำสั่งจากคีย์ แต่เชื่อเถอะว่าไม่ต้องตกแต่งอะไรมากมายหรอก ความสวยงามของถ้ำที่มันตั้งอยู่นั้นช่างวิจิตรตระการตาที่สุดแล้ว

9

 

ยิ่งเวลาถ่ายรูปคู่กับนักดนตรีที่ได้สิทธิ์ในการมาเล่น และ บันทึกเสียงนี่ได้รูปเท่กลับบ้านไปแน่ๆ อย่างเช่นในรูปนี้คือ Paul Malmström และก่อนที่เขากำลังจะเริ่มบรรเลงออร์แกนตัวนี้

10

 

ปัจจุบันก็เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมนะ มีโอกาสก็อยากไปสักครั้งเหมือนกัน อยากไปดูด้วยตา พร้อมๆกับฟังด้วยหูเราเองให้รู้ว่ามันยิ่งใหญ่แค่ไหน

11

 

Story by: เอม ธิติพันธุ์ อนะวัชพงษ์ (มือกลอง Slur)

Photo credits: http://www.elearning.msu.ac.th/opencourse/0600001Saran/unit01/unit01_01.htmhttp://www.mwk.ac.th/Alluser/somsak/bk2.htmhttps://en.wikipedia.org/wiki/Lithophone