_N1A5074

 

“ถ้าถึงจุดหนึ่งที่สังคมมันเละมากๆ ความฝันของพวกเราคือใช้ดนตรีเป็นอาวุธ เป็นกระบอกเสียง ไปเล่นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยให้ทุกคนได้รับรู้กันไปเลย ตายก็ตายครับ”

หากเราจะบอกว่า นี่คือความคิดความอ่านของวงดนตรีที่สมาชิกทุกคนอายุเพียง 21 ปี คุณจะเชื่อไหม? นับจากเดือนกรกฎาคมปี 2016 กับการเปิดตัววงแร็พเมทัลที่ชื่อ Bomb at Track ด้วยเพลง อำนาจเจริญ กับเนื้อหาท้าทายข้อเท็จจริงของสังคมที่หลายคนยอมปิดปากไม่พูดความจริง ซาวนด์เมทัลอันดุดัน ผสมผสานการแร็พสุดแสนจะดุเดือด จนกลายเป็นที่พูดถึงในวงกว้างทั้งจากคอดนตรีทั่วไป ลุกลามไปถึงศิลปินรุ่นใหญ่ในวงการ อาทิ หมู-อภิชาติ พรหมรักษา มือกีตาร์วง Big Ass หรือแม้กระทั่ง ต่อพงศ์ จันทบุบผา หรือ บอล Scrubb ก็ออกปากชมเช่นเดียวกัน

Bomb at Track เกิดจากการรวมตัวกันของสมาชิก 5 คนได้แก่ เต้-วงศกร เตมายัง (ร้องนำ), เมษ-ภควรรษ ประเสริฐศักดิ์ (กีตาร์ลีด), ข้น-ศาสตร์ พรมณีสุนทร (เบส), นิล-สิรภพ เลิศชวลิต (กลอง) ซึ่งเรียนอยู่คณะดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล บวกกับอีก 1 สมาชิกที่มาจากคณะดุริยางคศาสตร์ ม.ศิลปากร อย่าง ปุ้ย-ปราชญานนท์ ยุงกลาง (กีตาร์ริทึ่ม) ซึ่งเพิ่งมาจูนกันติดอย่างจริงจังก็ตอนงานคัฟเวอร์ที่ชื่อ Nu Metal All Stars #2 จัดโดย The Rock Pub ในช่วงเดือนมิถุนายนปี 2016 ที่ผ่านมานี้เอง และพวกเขาก็ตัดสินใจลุยกันต่อทันทีเมื่อค่ำคืนแห่งความมันนั้นสิ้นสุดลง

“อาจจะเป็นเพราะพวกผมโนเนมสุดๆ มีคนชอบก็ดีใจกันมาก” ปุ้ย ซึ่งเปรียบเสมือนโฆษกของวงกล่าวย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาแห่งความสุขตอนปล่อยซิงเกิ้ล อำนาจเจริญ ออกมา มันพีคถึงขนาดที่ว่าปล่อยเพลงออกไปเพียง 10 นาทีก็มีงานติดต่อให้ไปเล่นแล้ว

 

แต่หารู้ไม่ว่า อันที่จริง Bomb at Track ซึ่งเคยรวมวงทำเพลงมาตั้งแต่ 2-3 ปีที่แล้วและสมาชิกก็มีการผลัดใบเปลี่ยนแปลงไปบ้างนั้นเริ่มต้นจากการทำเพลงรักเหมือนวงดนตรีทั่วไป “แต่พอทำเสร็จแล้วก็รู้สึกไม่พอใจกับมัน รู้สึกตลกตัวเอง” เมษ ที่ดูเหมือนว่าจะมีประสบการณ์การเล่นสดมากกว่าเพื่อนในวงจากการเป็นนักดนตรีแบ็คอัพให้ หนุ่ม กะลา เผย ซึ่งเมื่อกลายมาเป็นท่อนฮุกที่ตอกหน้าผู้มีอำนาจบาทใหญ่และใช้เงินในทางที่ผิดจากเพลง อำนาจเจริญ อย่าง ‘สัตว์หน้าคนใช้อำนาจเงินเพื่อปกปิด พวกปรสิตสูบเลือดเนื้อเพื่อคงอยู่’ ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ แต่กลับโดนใจคนฟังอย่างที่สุด

“ช่วงนั้นมีข่าวใหญ่ที่คนพิการโดนรุมทำร้ายและฆ่า แต่ท้ายที่สุดไอ้พวกนั้นรอดกันหมด ผมรู้สึกว่าไม่ใช่แล้ว” เต้ อดีตมือกลองผู้ผันตัวมาเป็นนักร้องนำ และรับหน้าที่หลักในการแต่งเพลงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาเล่าว่า อันที่จริงเขาไม่ได้เป็นคนที่ติดตามข่าวสารมากเท่าใดนัก แต่การเล่นโซเชียลมีเดียทุกวันทำให้ข่าวดังกล่าวซึมซับเข้าไปโดยไม่รู้ตัว

เราสงสัยว่า เหตุใดเนื้อเพลงที่ออกมานั้นช่างตรงไปตรงมาและไร้ซึ่งความประนีประนอมแม้สักนิด เต้ตอบว่า “จริงๆ ผมแต่งเนื้อเพลงไม่ค่อยเป็นหรอก เมื่อก่อนก็แต่งเพลงรักปกติ ซึ่งก็ไม่ดีนะ ไม่ค่อยมีชั้นเชิง แต่พอมาเป็นแร็พ ผมรู้สึกว่ามันมีอะไรให้พูดเยอะ ก็เลยเขียนและแร็พออกมาตรงๆ ไม่รู้จะอ้อมค้อมไปทำไมเหมือนกัน”

นอกจากความโดดเด่นในเรื่องเนื้อหาแล้ว ความหนักหน่วงในพาร์ตดนตรีก็ยิ่งทำให้เราทึ่งเข้าไปใหญ่ และด้วยความที่ Bomb at Track ผสมผสานการแร็พเข้ากับดนตรีเมทัล หลายคนจึงยกให้พวกเขาเป็น Rage Against the Machine ของเมืองไทยไปโดยปริยาย

_N1A5103-1

 

“ผมว่าด้วยเนื้อหาที่พวกเราพูดมันสะท้อนสังคมเหมือนกับที่ RATM สื่อสารผ่านบทเพลงของพวกเขาด้วยล่ะมั้งครับ คนฟังก็อาจเชื่อมโยงไปถึงได้” เต้ กล่าว แต่กระนั้นพวกเขาก็เผยว่า นอกจาก Rage Against the Machine ที่มีอิทธิพลในการทำเพลงของพวกเขาแล้ว ก็ยังมีอีกหลากหลายวงดนตรีที่พวกเขาฟัง ซึ่งจุดสำคัญก็คือ ทำอะไรก็ได้ที่ยังไม่มีใครทำนั่นเอง

“ผมยอมรับนะว่าเพิ่งมาได้ฟังอัลบั้มแรกของ Slipknot เมื่อไม่กี่วันก่อนจะมาสัมภาษณ์กับ บิลบอร์ด ไทยแลนด์ อย่างผมจะสนใจเรื่องกระบวนการสร้างเพลงของแต่ละวงมากกว่า ว่าได้รับอิทธิพลหรือพัฒนามาจากอะไร วิธีการคิด สังคมและวัฒนธรรมหล่อหลอมพวกเขามาเป็นแบบไหน และมันเกิดอะไรขึ้นถึงส่งผลให้พวกเขาทำงานเพลงแบบนั้น” มือกลองอย่าง นิล อธิบายถึงรายละเอียด ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น พวกเขาก็บอกว่า กระแสตอบรับในประเด็นดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นไปในทางบวกเกือบทั้งหมด

อีกทั้ง เต้ ยังกล่าวเสริมอีกว่า Bomb at Track อยากทำเพลงที่คนฟังทุกคนสามารถฟังได้ คำหยาบที่เราจะได้ยินจากเพลงของพวกเขาส่วนใหญ่จึงมีแค่คำว่า ‘กู’ และ ‘มึง’ เท่านั้น “เราด่าแบบมีชั้นเชิง ไม่ใช่อันธพาล” คำกล่าวสั้นๆ จาก เต้ แต่ได้ใจความ ส่วน ข้น มือเบสก็เสริมทันทีว่า “พวกเราก็แค่พูดความจริงออกมา ด่าพร่ำเพรื่อมันไร้สาระ ก็ไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร”

 

‘เพราะความคิดคนมันห่วย สังคมเลยห่วยแตก’ ประเด็นแห่งการสานต่อการวิพากษ์สังคมจาก Bomb at Track ในซิงเกิ้ลต่อมาอย่าง ฆาตกรคีย์บอร์ด ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาการใช้โซเชียลมีเดียของประชาชนชาวไทยได้อย่างแสบสันต์ก็ทำหน้าที่ของมันได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและกลายเป็นที่พูดถึงอย่างหนาหูอีกครั้ง พวกเขาได้ประเด็นดังกล่าวมาจากเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่ใส่รองเท้าเก่าๆ เป็นรูซึ่งขึ้นรถไฟฟ้า และโดนหาว่าเป็นคนโรคจิต รวมถึงข่าวเด็กเสี่ยคนหนึ่งที่ฆ่าตัวตายจากคอมเม้นต์ในเฟซบุ๊ก

“ผมรู้สึกว่าทำไมสังคมนี้มันไม่แฟร์เลยวะ เห็นเขาแค่นั้น ยังไม่ทันได้รู้จักหรือศึกษาอะไรเลย ก็ไปทำร้าย ไปด่าเขา การออกความเห็นในสมัยนี้สามารถทำให้คนๆ หนึ่งตายทั้งเป็น หรือตายจริงก็มี พวกเราอยากออกมาพูดให้คนคิดได้บ้างว่า คิดดีๆ ก่อนจะพูดหรือพิมพ์อะไรสักอย่างลงไป จะได้ไม่ไปพังชีวิตคนอื่นเขา” เต้ เผยถึงที่มาที่ไปของซิงเกิ้ลดังกล่าวแบบไม่ประนีประนอมเช่นกัน

เมื่อ Bomb at Track ออกมาพูดผ่านเพลงว่า ความคิดคนเราและสังคมช่างห่วยแตก เราจึงถามพวกเขาต่อว่า มัน ‘ห่วย’ อย่างไร ข้น ตอบสวนขึ้นมาว่า “ตอนนี้ทุกคนเชื่อในอะไรก็ไม่รู้” ในขณะที่ นิล กล่าวต่อว่า “สมัยก่อนถ้าเราจะด่าใคร จะต้องมีการไตร่ตรองก่อนว่าเราจะด่าเขาเพราะอะไร แต่สมัยนี้โซเชียลมีเดียทำให้ทุกคนไม่ต้องสนใจอะไรเลย พิมพ์คำด่า กด enter มันก็ไปกระทบคนอื่นทันที” รวมถึง เมษ ก็ขอแสดงความคิดเห็นด้วยว่า บางคนเห็นแค่เขาด่ากัน ก็เข้ามาด่าโดยไม่คิดอะไรเลย ซึ่งสิ่งนั้นก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างดูห่วยลงเรื่อยๆ ซึ่งทั้ง 5 สมาชิก มองว่า การที่พวกเขาเป็นเด็กต่างจังหวัดและเข้ามาเรียนในเมืองทำให้พวกเขาสนใจเรื่องราวของสังคมมากประมาณหนึ่ง อีกทั้งยังรู้สึกว่า มันคือ ‘ความจริง’ ที่ต้องพูด และพวกเขาขอใช้ดนตรีในการถ่ายทอดว่า ในสังคมมันมีเรื่องแบบนี้อยู่ เพราะถ้ายิ่งปล่อยปละละเลย มันก็ยิ่งเน่าเฟะ

_N1A5133.1-1

จากซ้าย: เมษ-ภควรรษ ประเสริฐศักดิ์, ข้น-ศาสตร์ พรมณีสุนทร, เต้-วงศกร เตมายัง, นิล-สิรภพ เลิศชวลิต และ ปุ้ย-ปราชญานนท์ ยุงกลาง  

เมื่อเราถามถึงความหวังที่สังคมในบ้านเมืองเราจะดีขึ้นบ้างหรือไม่ ฟร้อนต์แมนอย่าง เต้ กล่าวถึงความสำคัญของการปลูกฝังความคิดที่ดีให้กับเด็ก ในขณะที่คำตอบของ ปุ้ย กลับค่อนข้างสิ้นหวังอยู่ไม่น้อย “ผมว่าสิ่งที่แก้ไม่ได้น่าจะเป็นเรื่องระบบการศึกษาไทยที่ห่วยแตก เหมือนโดนหลอกมาตั้งแต่เด็ก หลายๆ อย่างที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้งแล้วเราไม่สามารถทำอะไรได้ อยู่โรงเรียนก็เหมือนอยู่ในอะไรสักอย่างที่ปิดหูปิดตาเรา เหมือนเป็นคุกทางความคิด เหมือนโดนฝังชิปให้คิดตามว่าต้องทำแบบนั้นแบบนี้

แต่กระนั้น ปุ้ย ยังคิดว่า สิ่งที่ Bomb at Track ทำได้คือการเปิดโลกให้หลายๆ คนที่ยังไม่รู้ให้ได้เห็นอะไรบางอย่าง แม้สุดท้ายแล้วพวกเขาและทุกๆ คนจะยังต้องอยู่ในกรง และสิ่งที่พวกเขาทำอาจจะยืนระยะแค่ช่วงเวลาหนึ่ง พอเวลาผ่านไปทุกอย่างอาจจะเป็นเหมือนเดิม แต่อย่างน้อย… พวกเขาก็ได้ทำ

หลังจากปล่อยเพลงออกมา 2 ซิงเกิ้ล Bomb at Track มีเป้าหมายในการปล่อยอีพีอัลบั้มจำนวน 5 แทร็คในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งพวกเขาก็เน้นย้ำว่า ทุกอย่างพวกเขาลงมือลงแรงทำเองทั้งหมด และหลังจากปล่อยอีพีออกไป พวกเขาก็ยังจะยืนหยัดทำในสิ่งดังกล่าวต่อ ไม่ใช่เพียงแค่ปั๊มแผ่นขายแล้วก็จบๆ กันไป แม้ว่าการประสบความสำเร็จในฐานะนักดนตรีที่พวกเขาวาดฝันไว้จะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม

_N1A5146-1

 

“พวกเราหวังว่า ดนตรีของ Bomb at Track จะสามารถปฏิวัติอะไรบางอย่างในสังคมได้ ดนตรีคืออาวุธของพวกเรา” นี่อาจเป็นเป้าหมายอันใหญ่ยักษ์ในวิถีแห่งการเป็นนักดนตรี แต่ในเมื่อนักดนตรีระดับโลกหลายคนก็เคยใช้ดนตรีในการปฏิวัติ และทำให้ผู้คนต่างลุกขึ้นมาสู้กับอะไรบางอย่างในหลายยุคหลายสมัยมาแล้ว แล้วเหตุใด Bomb at Track จะทำให้คนฟังหันมาฉุกคิด และลงมือทำอะไรสักอย่างให้สังคมดีขึ้นไม่ได้ แม้แต่เรื่องวงการเพลงบ้านเราเองก็ตามที่หลายคนอาจหมดหวังไปแล้ว ซึ่งอันที่จริงพวกเขาก็อาจจะคิดไม่ต่างออกไปนัก

“ตอนนี้ได้แต่ถอนหายใจครับ” ปุ้ยเปิดประเด็น “มันไม่ใช่ตอนนี้แน่ๆ ที่คนจะหันมาฟังเราเยอะอะไรขนาดนั้น ผมมองว่าดนตรีของ Bomb at Track เหมือนอยู่ในอีก 5-6 ปีข้างหน้ามากกว่า อีก 10 ปีต่อจากนี้อาจมีคนกลับมาฟังพวกเรา คนไทยอาจเปิดใจกับการฟังเพลงมากขึ้น วงการดนตรีไทยอาจเปลี่ยนไป แต่ถ้าไม่เปลี่ยน ก็คงต้องฟังเพลงรักๆ ใคร่ๆ กันเหมือนเดิมต่อไป” ส่วน เต้ ก็มองว่า แม้ว่าในเมืองไทยจะเต็มไปด้วยวงดนตรีดีๆ แต่คนกลับมองไม่เห็น และอุดมการณ์ของนักดนตรีก็ค่อยๆ เลือนหายไปเช่นกัน

และคำถามที่ว่า เหตุใดเมื่อนักดนตรีผู้เต็มไปด้วยความฝันในการทำอัลบั้ม มีค่าย มีฐานะ เมื่อทำเพลงออกมาจึงมักวิ่งเข้าหาทุนนิยม หรือไม่ทุนนิยมก็วิ่งกลับเข้ามาหาพวกเขาเหล่านั้นยังค้างคาใจพวกเขาอยู่ เพราะแท้ที่จริงแล้วพวกเขาคิดว่า นักดนตรีทุกคนมีปีกอันอิสระที่จะสามารถทำเพลงโดยจิตวิญญาณ อุดมการณ์ และอิสรภาพได้ แต่วงการเพลงไทยกลับยังหยุดอยู่เพียงเท่านี้

ซึ่งหากสังคมยังห่วยแตกเช่นนี้อยู่ การที่พวกเขาจะหยิบเครื่องดนตรีออกมาเป็นอาวุธ และเล่นดนตรีของ Bomb at Track เพื่อทำให้ทุกคนได้รับรู้ถึงบางสิ่งบางอย่าง ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง คงเกิดขึ้นจริงในสักวัน

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Purin A.