GNC-WEB

 

พอจะนึกออกไหมว่า คอนเสิร์ตจากศิลปินระดับโลกคอนเสิร์ตสุดท้ายซึ่งมาเปิดการแสดงสดที่เมืองไทยที่มีคำว่า Sold Out แปะหราอยู่บนโปสเตอร์คืองานอะไร? ในช่วง 2-3 ปีหลัง เราอาจจะนึกถึงคอนเสิร์ตของ Maroon 5, บรูโน่ มาร์ส, เคที เพอร์รี หรือล่าสุดกับ มาดอนน่า แต่จะว่าไปแล้วก็อาจมีเพียงเจ้าของเพลงฮิต She Will Be Loved, This Love, Sugar อย่าง Maroon 5 วงเดียวเท่านั้นที่สร้างปรากฏการณ์ขายบัตรหมดภายในเวลาไม่กี่นาที แต่เมื่อหันกลับมามอง 2 งานยักษ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น ณ ดินแดนสยามประเทศอย่าง “Not in This Lifetime… Tour” เวิลด์ทัวร์รียูเนียนของ Guns N’ Roses ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ หรือแม้แต่ “A Head Full of Dreams Tour” ของ Coldplay ในวันที่ 7 เมษายน ก็ยังไม่มีวี่แววข่าวคราวที่บัตรคอนเสิร์ตจะ Sold Out แต่อย่างใด ต่างจากประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะกรณีของ Coldplay ซึ่งโชว์ 2 รอบที่สิงคโปร์และอีก 1 รอบที่ฟิลิปปินส์บัตรขายหมดอย่างรวดเร็ว ปัจจัยที่ทำให้เหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าคืออะไร แล้วมันจะส่งผลอย่างไรต่อธุรกิจการจัดคอนเสิร์ตในเมืองไทยบ้าง?

 

ใครเป็นแฟนคอนเสิร์ตตัวยงคงทราบกันดีว่า ปี 2016 มีเพียงโชว์รอบแรกของ “Madonna Rebel Heart Tour Bangkok” เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ และ “SOUNDBOX..Charlie Puth Nine Track Mind Tour 2016” เท่านั้นที่บัตร Sold Out หรือหากจะย้อนไปถึงปี 2015 ก็มีแค่ “Maroon 5 World Tour 2015 Live in Bangkok” ที่กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ในชั่วพริบตา รวมถึง “Katy Perry The Prismatic World Tour” อีกงาน ส่วนปี 2014 ก็ต้องยกให้ “Bruno Mars The Moonshine Jungle Tour 2014 Live in Bangkok”

MadonnaBKK
Maroon5BKK

 

หากจะมองในแง่ของศิลปินที่เป็นเบอร์รองลงมาสักหน่อย ปีที่แล้วก็มีเพียงคอนเสิร์ต “ONE OK ROCK 2016 “35xxxv” Asia Tour Live in Bangkok” รวมถึง “Damien Rice Live in Bangkok 2016” ส่วนปีนี้ก็มี “Honne Live in Bangkok” เท่านั้นที่สร้างปรากฏการณ์ Sold Out ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งในทีนี้ไม่นับรวมถึงศิลปินเกาหลีอย่าง Girls’ Generation, BIGBANG, Super Junior หรือ EXO ที่บัตร Sold Out ทุกครั้ง

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทยก็คือ คอนเสิร์ตครั้งแรกในบ้านเราของหนึ่งในอัจฉริยะวงดนตรีอย่าง Muse เมื่อปี 2015 กลับขายบัตรไม่หมดอย่างน่าประหลาดใจ นั่นอาจแสดงได้ว่า แม้ Metallica กับ “WorldWired Tour” ของพวกเขาที่บัตรขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจะตอบตกลงมาแสดงที่เมืองไทย ก็ไม่มีใครรับประกันได้ 100% ว่าบัตรจะขายหมด

“วัฒนธรรมการเสพคอนเสิร์ตของคนไทยไม่ได้จริงจังมากเหมือนคนต่างชาติ และคอนเสิร์ตอาจไม่ใช่ตัวเลือกแรกที่คนไทยเลือก” ทัช-ปิโยรส หลักคำ อดีตบรรณาธิการนิตยสาร Music Express ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการดนตรีมาอย่างยาวนานกล่าว ซึ่งเขามองว่าคนไทยยังไม่เห็นว่าคอนเสิร์ตเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและความสำคัญที่จะต้องยอมจ่ายเงินมากมาย ลามไปถึงเรื่องแนวคิดในการเสพเพลงหรือภาพยนตร์ก็ตามที่มักถูกมองว่าเป็นของฟรี ซึ่งการที่ประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างสิงคโปร์ รวมไปถึงญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เกิดปรากฏการณ์ Sold Out บ่อยครั้งก็แสดงว่า คนเสพพร้อมที่จะทุ่มเทให้กับศิลปินในดวงใจมากกว่านั่นเอง

GNRBKK
ColdplayBKK

2 คอนเสิร์ตสเกลยักษ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเมืองไทยเร็วๆ นี้จาก Guns N’ Roses และ Coldplay

ทัช ยกตัวอย่างให้เราเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นว่า “บางทีงานสเกลเล็ก คอนเสิร์ตอินดี้ หรือแนวร็อคก็ตาม คนไม่ซื้อบัตร แต่นั่งอยู่หน้างาน และสามารถซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มานั่งดื่มได้ทั้งที่ราคาบัตรถูกกว่า แสดงให้เห็นเลยว่า เขาให้คุณค่ากับสิ่งอื่นมากกว่า” แต่กระนั้นเขายังมองว่า คนไทยยังรักการฟังเพลง เนื่องด้วยสถิติการรับชมวิดีโอในเว็บไซต์ยูทูปมากที่สุดของเมืองไทยที่ติด 1 ใน 10 ประเทศทั่วโลกแสดงให้เห็นว่า คนไทยฟังเพลงเยอะมากและไม่ได้ด้อยค่าถึงขนาดไม่รู้จักดนตรี เพียงการให้ความสำคัญกับการดูคอนเสิร์ตอาจมีไม่มากเท่าต่างหาก

ในขณะที่ โม-ชุติกาญจน์ อิสสระเสรี มือกีตาร์วง Jelly Rocket ที่มีชื่นชอบและโอกาสได้เดินทางไปชมคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรีที่เมืองนอกอยู่บ้างก็มองคล้ายกับ ทัช ในเรื่องของวัฒนธรรมการเสพดนตรีในบ้านเราที่ยังไม่แข็งแรง รวมถึงการที่คนไทยไม่นิยมเสียเงินไปดูคอนเสิร์ตกันสักเท่าไหร่นัก หากจะตัดสินใจซื้อบัตรไปดูสักคอนเสิร์ต ก็ต้องรู้จักศิลปินคนนั้นๆ เป็นอย่างดีเสียก่อน ในขณะที่คอดนตรีเมืองนอก นอกจากแฟนเพลงตัวจริงที่วิ่งวุ่นไปต่อคิวซื้อบัตรตั้งแต่บูธยังไม่เปิดแล้ว ก็ยังมีกลุ่มคนที่ไปดูเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ของตัวเขาเอง ทั้งในเรื่องโปรดักชั่นหรือแม้แต่วัฒนธรรมเองก็ตาม

Processed with VSCO with c4 preset

Photo by: pexels.com

หลายคนอาจมองว่าเศรษฐกิจในบ้านเรา ณ ตอนนี้ที่ค่อนข้างฝืดเคืองเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้การจำหน่ายบัตรคอนเสิร์ตเป็นไปได้ยากแม้จะมีชื่อศิลปินอันโด่งดังเป็นแม่เหล็กดึงดูดเงินในกระเป๋าสตางค์ก็ตาม ซึ่ง กิ-กิรตรา พรหมสาขา ณ สกลนคร แห่ง HAVE YOU HEARD? หนึ่งในโปรโมเตอร์ที่พาศิลปินอินดี้จากทั่วโลกมาเปิดการแสดงสดที่เมืองไทยก็มองเห็นในจุดนี้เช่นกัน “เศรษฐกิจของบ้านเราไม่เอื้ออำนวยให้คนส่วนใหญ่มีกำลังทรัพย์จะซื้อบัตรคอนเสิร์ตได้บ่อยๆ ค่ะ โดยเฉพาะวงใหญ่ๆ ที่ราคาบัตรค่อนข้างสูง และคนไทยยังมีอารมณ์แบบ ดูก็ได้ ไม่ดูก็ได้อยู่” เธอกล่าว

นอกจากนั้นเรายังมองไปถึงปัจจัยเรื่องค่าครองชีพของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน ซึ่งราคาบัตรที่โผล่มาให้เห็นบนโปสเตอร์หรือตามสื่อต่างๆ อาจทำให้คอดนตรีทั้งหลายมีอาการสะดุ้งโหยง และหันไปพึ่งพากัลยาณมิตรที่พอจะมีพาวเวอร์ในการขอบัตรฟรีมาได้บ้าง สอดส่องตามเฟซบุ๊กเพจดนตรีว่ามีการแจกบัตรฟรีหรือไม่ หรือแม้แต่การที่ดึงเช็งรอเวลาจนถึงสัปดาห์สุดท้ายก่อนการแสดงวันจริง ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดเพียงกระแสโซเชียลอันมหาศาลในวันที่ผู้จัดประกาศอย่างเป็นทางการ แต่พอถึงวันจำหน่ายบัตร ทุกสิ่งกลับไม่สอดคล้องกับความฮือฮาที่เกิดขึ้น

GNR

วง Guns N’ Roses ที่จะมาเปิดคอนเสิร์ตที่เมืองไทย 28 กุมภาพันธ์ 2017 นี้ (Photo by: Billboard)

“สิ่งที่เกิดขึ้นมันส่งผลพอสมควรเลยกับทั้งตัวผู้จัดเองและกลุ่มคนที่ชอบเสพการดูคอนเสิร์ตจริงๆ” สาส์นจาก ยศ-ศรันย์พงศ์ สุขภานนท์ ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการนิตยสารดนตรีฟรีก็อปปี้อย่าง Blast รวมถึงมีบทบาทในฐานะผู้จัด YOS FEST ที่สนับสนุนวงดนตรีท้องถิ่นในแถบเอเชีย และเคยพา Avenged Sevenfold มาแสดงสดที่เมืองไทยครั้งแรกในปี 2007 รวมถึง Sick Of It All วงฮาร์ดคอร์จากนิวยอร์คที่มาแสดง ณ The Rock Pub เมื่อปี 2015 และบัตรขายหมดเกลี้ยง เขามองธุรกิจการจัดงานดนตรีนั้นล้อมรอบไปด้วยความเสี่ยง นอกจากความชอบส่วนตัวที่มีต่อศิลปินแล้ว ผู้จัดยังต้องมองถึงปัจจัยอื่นอีกมากมาย ซึ่งเมื่อ 1-2 งานแรกไม่ประสบความสำเร็จ กลุ่มผู้จัดเหล่านั้นก็มีแต่จะล้มเลิกและถอยห่างออกไปจากวงการทีละเล็กทีละน้อย

อีกทั้ง ยศ ยังเล็งเห็นถึงการที่ในช่วงหลายปีหลังเริ่มมีกลุ่มทุนจากเมืองนอกเข้ามาจัดคอนเสิร์ตในเมืองไทยเอง กลายเป็นระบบผูกขาดที่ถือกำเนิดขึ้น อีกทั้งภาวะการขาดทุนที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งก็ทำให้ผู้จัดชาวไทยเริ่มไม่สามารถติดต่อศิลปินเบอร์ใหญ่มาได้เหมือนแต่ก่อน กลายเป็นต้องไปมองหาศิลปินที่มีชื่อเสียงรองลงมาแทน กลายเป็นผลกระทบที่ส่งผลต่อเนื่องสู่ local organizer ไปโดยปริยาย

02

Photo by: pexels.com

แต่เรื่องราวมันก็ไม่ได้จบลงแค่นั้น ยศ มองเห็นถึงปัญหายิบย่อยที่สามารถลุกลามกลายเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วงในอนาคตอีกหลายประเด็น อาทิ กลุ่มแฟนเพลงที่ชอบในตัวศิลปิน แต่ไม่ซื้อบัตร หาทางแอบเข้างานจากทางหลังร้านหรืออาศัยเทคนิคการวนบัตร, กลุ่มที่ไม่ไปดูเพราะเพื่อนไม่ไป, การเปลี่ยนสถานที่ดื่มเหล้าโดยไม่สนใจดนตรีที่อยู่ตรงหน้า, สปอนเซอร์แบรนด์ต่างๆ ผันตัวเองมาเป็นผู้จัด ซึ่งทำให้ผู้จัดงานรายย่อยขอสปอนเซอร์ได้ยากลำบากขึ้น หรือแม้แต่เทคโนโลยีที่อาจค่อยๆ ทำร้ายวัฒนธรรมการดูคอนเสิร์ตให้ย่ำแย่ลงไปเรื่อยๆ “บางคนบอกว่า ไลฟ์เฟซบุ๊กมันไม่มีผลหรอก ทัศนคติที่มองว่า ขอดูไลฟ์สดสักเพลงเดียวก็คุ้มแล้วอะไรแบบนั้นมันมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ ทั้งคอนเสิร์ตระดับบิ๊กสเกลรวมถึงอันเดอร์กราวนด์ก็ตาม”

อีกหนึ่งปัจจัยที่ ยศ มองว่าสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และผู้จัดส่วนใหญ่มักจะไม่พูดถึงนั่นก็คือ “ถ้าให้อธิบายง่ายๆ มันก็คือค่าดูแลความปลอดภัยที่ต้องจ่ายให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองนั่นแหละครับ มันเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาบัตรคอนเสิร์ตบ้านเราแพงโดยใช่เหตุ” ซึ่งเขามองว่า เสรีในการจัดคอนเสิร์ตของเมืองไทยยังไม่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้เสียง การใช้สถานที่ หากต้องการให้งานราบรื่น ก็อาจต้องใช้เงินหลักหลายแสน อีกทั้งยังต้องจ้าง security เพื่อมาดูแลความสงบเรียบร้อยในบางคอนเสิร์ตที่สุ่มเสียงจะเกิดการตีรันฟันแทงกัน ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็ส่งผลกระทบต่อการจัดคอนเสิร์ตในบ้านเรามานานหลายปีแล้วด้วย

Coldplay

7 เมษายน 2017 ชาวไทยมีนัดกับ Coldplay

เมื่อถามถึงแนวโน้มที่ปัญหาต่างๆ จะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือไม่ในอนาคต ความคิดเห็นอันแตกต่างก็ส่งตรงมายังเรา โดย ทัช มองว่า การที่มีคอนเสิร์ตที่บัตร Sold Out อยู่บ้างก็ส่งผลต่อคนดูเช่นกันว่า หลังจากนี้อาจจะไม่สามารถนั่งรอแบบสบายใจได้อีกแล้วนั่นเอง “หลายคนคิดว่า เดี๋ยวก็กลับมาใหม่ จริงๆ มันไม่จำเป็นเสมอไป บางวงมาปุ๊บก็วงแตกเลย หรือกลับมาอีกทีสมาชิกอาจเปลี่ยนก็ได้ แต่การจะปลูกจิตสำนึกคนไทยในเรื่องนี้อาจจะค่อนข้างยาก” เขากล่าว

ส่วน ยศ แทบมองไม่เห็นหนทางว่าปัญหาดังกล่าวจะได้รับการแก้ไขอย่างไร “ผมเองยังงงเลยว่า ขนาดวงใหญ่ๆ อย่าง Muse, Coldplay หรือ Guns N’ Roses ทำไมบัตรจึงไม่ Sold Out เด็กรุ่นใหม่สามารถเสพคอนเสิร์ตจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ มันสะดวกและง่าย ต้องมีคนกลางหรือสื่ออธิบายให้พวกเขาเข้าใจว่า การไปเสพคอนเสิร์ตจริงๆ ด้วยตาตัวเองมันดีอย่างไร หรือแม้แต่ปัญหาเรื่องผู้จัดที่เสี้ยมไม่ให้ชอบกันเองยังมีเลย เรื่องของดนตรีหรือศิลปะบันเทิงไม่ควรแบ่งแยกว่า ฉันอยู่ทีมนี้ ฉันไม่ไปงานนั้น ถ้าทัศนคติแบบนี้หายไป อย่างน้อยถ้าไม่ดีขึ้น ก็คงไม่ต่ำกว่ามาตรฐานครับ”

 

แม้ว่า ณ ขณะนี้ ผู้จัดคอนเสิร์ตในประเทศไทยยังคงก้มหน้ารับความเสี่ยงต่อไป เพียงแต่เราก็ยังแอบมีความหวังเล็กๆ ว่า การให้คุณค่ากับการไปดูคอนเสิร์ต ณ สถานที่จริงจะมีเพิ่มมากขึ้นในอนาคต แล้วคุณจะรู้ว่า อรรถรสทางความรู้สึกมันแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับการนั่งดูอยู่ที่บ้าน

 

Story by: Chanon B.